ถาม-ตอบ
(๗๔) ชื่อ -
อีเมล์ -
คำถาม-
คำตอบ-
(๗๓) ชื่อ -
อีเมล์ -
คำถาม- สวัสดีค่ะท่านเตชปญฺญโญ ภิกขุ
ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านและศึกษาข้อมูลหลาย ๆ อย่างใน website ของท่าน
ให้ปัญญาอย่างมากค่ะ และเข้าใจพระพุทธศาสนาได้ดีขึ้น
แม้จะพยายามเข้าใจหลักอนัตตาแล้ว คิดตามว่าทุกอย่างมันเกิดแต่เหตุทั้งสิ้น
แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งค่ะ ที่ยังต้องทนอยู่ทุกวันนี้ค่ะ
คือเรายังต้องมีชีวิต ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการเลี้ยงร่างกาย
เพราะลำพังรายได้ในการใช้ชีวิตมันไม่พอค่ะ และคนที่เราพึ่งพาก็เป็นหัวหน้างานของเรา
และคิดกับเราในทางชู้สาวเสมอ (หนูไม่มีจริตไปในทางเพศสัมพันธ์เลยค่ะ)
ไม่ใช่คนฟุ่มเฟือยนะคะ ปฏิบัติธรรมอย่างตั้งใจ
แต่ด้วยความเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัว และการต้องดูแลร่างกายนี้
ทำให้ไม่อยากทนเลยค่ะ เพราะชีวิตนี้ไม่ได้คิดมีคู่ครองอยู่แล้วค่ะ
เห็นสภาพทุกข์ของคนในโลกแล้ว และของตัวเองก็น่าสังเวชพอแล้ว
แต่ด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของหนูมันไม่พอค่าใช้จ่ายจริง ๆ ค่ะ
และไม่คิดดิ้นรนไปทำอะไรอื่น ไม่อยากแข่งขัน ไม่อยากเป็นอะไรแล้วค่ะ
หนูอยากพึ่งตนเองได้ค่ะ ไม่อยากพึ่งใคร เพราะไม่มีอะไรฟรีในโลก
ถ้าเราตั้งใจดีแล้วทำไมธรรมชาติถึงทำให้เราจนอยู่อย่างนี้คะ
หนูไม่ได้อยากร่ำรวยอะไรนัก แต่อยากมีชีวิตโสด ที่สันโดษ พึ่งตนเองได้
และอยู่เพื่อทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง แล้วอย่างนี้จะต้องจัดการกับชีวิตและใจนี้อย่างไรดีคะ
ขอบพระคุณท่านที่เมตตาค่ะ
คำตอบ-
ข้อแรก คุณต้องเข้าใจส่วนลึกของธรรมชาติของผู้ชายทั่วๆไปจะเป็นอย่างนี้เสมอ คือจะไม่มีวันพอในเรื่องเพศ เพียงแต่ว่าบางคนจะอดทนระงับเอาไว้ได้เสมอๆ (คนดี) แต่บางคนก็ระงับไม่ค่อยได้ (คนไม่ดี) ถ้าคุณเข้าใจจุดนี้แล้วก็จะปล่อยวางเขาได้บ้าง (ถ้าผู้หญิงจะมีอารมณ์อย่างผู้ชายบ้าง โลกคงวุ่นวายปั่นป่วนมากกว่านี้เป็นแน่)
ข้อต่อไปวิธีป้องกันก็คือ ผู้ชายจะชอบคนสวยเสมอ ถ้าเราไม่สวยเขาก็จะไม่สนใจ อันนี้ขอให้ไปคิดวิธีป้องกันเอาเองโดยใช้ปัญญา อย่าใช้อารมณ์ (กิเลส) โดยธรรมชาติของผู้ชายนั้น ถ้าผู้หญิงขี้หร่ หรือแต่งตัวโทรมๆ, เสียงไม่ไพเราะหรือพูดไม่เพราะ, กลิ่นตัวไม่หอม หรือไม่ใส่น้ำหอม, แต่งตัวไม่สวย เป็นต้น ผู้ชายจะไม่ค่อยสนใจ
ข้อต่อไป การดำเนินชีวิตทางโลก ขั้นแรกก็ต้องประหยัดให้มากที่สุด ไม่จำเป็นก็อย่าซื้ออย่าใช้อย่ากิน เก็บเงินใว้เป็นทุนสำรองในอนาคตที่ต้องมีทุกข์มาถึงแน่ หรือจะหางานพิเศษอะไรทำเพิ่มรายได้ก็ได้ (เรื่องทางโลกคิดเอาเองก็ได้ ถ้ากินน้อยใช้น้อย ไม่ติดอบายมุข ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ติดสิ่งเสพติด จะไม่เดือดร้อน ลองคิดตัดรายจ่ายลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่การกินข้าวกับน้ำปลาดู แล้วจะพบคำตอบเอง หรือลองดูประชาชนของประเทศที่เขาอดอยากขาดแคลนมากๆดู หรือคนที่เขาเดือดร้อนมากๆ เช่นน้ำท่วม แห้งแล้ง ไม่มีงานทำ อดอยาก หิวโหยเป็นต้น แล้วก็จะพบคำตอบได้เหมือนกัน)
ข้อต่อไป ของฟรีทางโลกนั้นแน่อนว่าไม่มีในโลก แต่นิพพาน (ความสงบเย็นของจิตในชีวิตประจำวัน) นั้นเป็นของฟรี หรือของให้เปล่าเสมอ เพียงแต่เราอาจจะไม่ชอบมันเท่านั้น พยายามแสวงหาให้มาก (หรือคุณเข้าใจว่านิพพานคืออะไร?)
ข้อต่อไป ธรรมชาติก็เป็นอย่างนี้เอง ตามสภาพของความเป็นอนัตตา ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือสภาพนี้ได้ คือต้องมีความยากลำบาก(ทุกขัง)เสมอ ไม่มากก็น้อย ถ้ามีน้อยก็ทำให้เราไม่ยากหลุดพ้น ไม่อยากนิพพาน แต่ถ้ามีมากเราก็มองในแง่ดีว่ามันทำให้เราอยากหลุดพ้น อยากนิพพาน (อย่ามองว่ามันเสีย โลกนี้มีแต่ของดีถ้ามองเป็น แม้สิ่งที่เสียก็ยังเป็นของดีได้ถ้าเรามีปัญญาจริง)
ข้อต่อไปเรื่องที่ว่า "หนูไม่ได้อยากร่ำรวยอะไรนัก แต่อยากมีชีวิตโสด ที่สันโดษ พึ่งตนเองได้" อันนี้เป็นหลักธรรมในใจที่ดีมากแล้ว ขอให้มีความตั้งใจเช่นนี้ให้มั่นคง แต่ก็ต้องใช้ปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมมาช่วยสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น ปัญญาทางเดียวอาจทำไม่ได้ ส่วนเรื่องการออกบวชนั้นไม่ขอแนะนำ เพราะมันเหมาะสมสำหรับบางคน ซึ่งเราก็ต้องดูชีวิตของเราเองว่าพร้อมหรือไม่? ถ้าพร้อมแล้วสถานที่ที่เหมาะสมกับเรานั้นมีหรือเปล่า? บางคนบวชหนีทุกช์ แต่เมื่อบวชแล้วกลับยิ่งทุกข์มากขึ้นก็มี ส่วนคนที่ไม่มีทุกข์แล้วมาบวชเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ในอนาคตจึงจะดีที่สุด
ข้อสุดท้าย การจัดการกับชีวิต คือพุทธศาสนาจะเน้นสอนเรื่องระดับสูง คือ การจัดการกับจิตใจของเราเอง คือต้องพยายามปล่อยวางสิ่งต่างๆในโลกให้มากที่สุด (โดยใช้ปัญญา ไม่ใช้อารมณ์หรือกิเลส) โดยการมีปัญญา (คือเห็นอนัตตา), ศีล (คือมีกายและวาจาที่ดีงาม), และมีสมาธิ (ความตั้งใจอยู่เสมอ) พร้อมอยู่เสมอ (จากหนังสือในเว็บนี้) ส่วนเรื่องระดับต่ำ หรือเรื่องการดำเนินชีวิตนั้น เป็นเรื่องง่ายๆที่ชาวโลกก็คิดกันเองได้ พุทธศาสนาไม่มาเสียเวลาสอนเรื่องต่ำๆอย่างนี้หรอก แต่ในปัจจุบันชาวโลกส่วนใหญ่ก็ยังคิดเรื่องต่ำๆนี้กันไม่เป็น มันจึงยากที่จะมาเข้าใจเรื่องระดับสูงนี้ได้โดยง่าย แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมะระดับสูงได้แล้ว เรื่องระดับต่ำก็จะพลอยเข้าใจได้เอง และปฏิบัติได้เอง ดังนั้นคุณก็ต้องย้อนกลับมาศึกษาธรรมะระดับสูงจากเว็บนี้ให้เข้าใจจริงๆเสียก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเข้าใจแล้วคำถามนี้ก็จะมีคำตอบกระจ่างในใจของคุณได้เองโดยไม่ต้องไปถามใคร
(๗๒) ชื่อ - club 25
อีเมล์ -
คำถาม-ข้าพเจ้าได้เดินทางไป สถานที่กรรมฐาน ที่หนึ่งในจังหวัด กาญจนบุรี
เพราะอยากไป เห็นว่าสถานที่สวยดี และอากาศดี อีกอย่างอยากทราบว่าที่นั่นเค้ามีการสอน
แบบไหนกัน เค้าก็สอนเรื่องศีล เน้น ศีล แล้วก็ การทำบุญ แต่ที่นี่ทำบุญคือ เน้นให้ทำความสะอาด ต่างๆ
ไม่มีกล่องรับปัจจัยใด ใด สอนให้ถ่อมตนเยอะทีเดียว เพราะไหว้บ่อยมาก บ่อยสุดสุด
แต่ก็ยังสอนเรื่อง ถ้าทำบุญ จะมีบัญชีสะสมจากสวรรค์ ว่าเราได้ทำบุญกี่คะแนน
ก็ยังมีเรื่องพรามณ์เข้ามา อยากถามว่า
แม้อาจารย์ ที่มีคนนับหน้าถือตามากมาย มีสถานที่ใหญ่โต ไม่มีกล่องรับบริจาคมาให้เห็น
แต่ยังสอนเรื่องบุญทำชาตินี้ ชาติหน้าได้ อย่างนี้ท่านคิดยังไงคะ
คำตอบ-การทำบุญในลักษณะการไหว้หรือถ่อมตัวนั้นมีผลดีตรงที่ทำให้เราลดมานะ (ความถือตัว) ที่เป็นกิเลสหยาบๆ ซึ่งก็ต้องระวังว่าอย่าให้ถึงกับเป็นเรื่องความจงรักภักดีชนิดยอมถวายชีวิต เพราะเมื่อเราเชื่อถือและจงรักภักดีในบุคคลที่เรามองเห็นอยู่เฉพาะหน้านั้น (โดยไม่รู้เบื้องหลัง) เราก็อาจะถูกชักจูงให้ทำบุญอย่างนั้นอย่างนี้ได้ง่าย ซึ่งการทำบุญแบบนี้จัดว่าเป็นแบบอย่างที่พราหมณ์เขาทำกันมาก่อน เช่น เมื่อมีคนตาย คนที่จะทำบุญให้แก่คนที่ตายไปแล้วจะต้องเอาข้าว เอาวัว เอาทรัพย์สินมีค่ามามอบให่แก่พราหมณ์มากๆ คนที่ตายไปแล้วจึงจะได้บุญมาก ดังนั้นคนจนจึงหมดโอกาสที่จะได้บุญเมื่อตายไป เพราะญาติๆเป็นคนยากจน ซึ่งมันก็ถ่ายทอดมาอยู่ในพุทธศาสนา จนพระสงฆ์เราทำตัวเป็นพราหมณ์กันไปเกือบจะหมดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่วนดีก็คือ ทำให้คนรู้จักเสียสละ ช่วยเป็นที่พึ่งทางใจแก่ผู้ที่ยังศรัทธาอยู่ และรักษาศาสนาเอาไว้ได้ (แม้จะมีทั้งที่ดีและไม่ดีอยู่ปนกันบ้างก็ตาม) แต่ส่วนที่ไม่ดีก็คือ ทำให้คนไม่มีปัญญา โลภ เห็นแก่ตัว ส่วนพระเราเมื่อมีทรัพย์มากๆก็อาจจะเกิดความโลภ ความโกรธ ได้ง่ายขึ้น เพราะทนต่อสิ่งยั่วยวนของทรัพย์ไม่ได้ พระนั้นถ้ายิ่งทุกข์ก็จะยิ่งแสวงหาความพ้นทุกข์ แต่ถ้าเมื่อร่ำรวยสุขสบายเสียแล้วก็จะใช้ทรัพย์มากลบกลื่นทุกข์ จนทำให้มองไม่เห็นความทุกข์ แล้วก็จะไม่แสวงหาความพ้นทุกข์
|ไปดูคำถาม-คำตอบเก่าย้อนหลัง
||ไปถามปัญหาใหม่|
|