ถาม-ตอบ


(๖๙) ชื่อ -                 อีเมล์ -
คำถาม-
คำตอบ-


(๖๘) ชื่อ - ผู้ฝึกใหม่ใฝ่รู้                 อีเมล์ -
คำถาม-แล้วที่ว่า " ใจ (ใจ หมายถึง ศูนย์กลางแห่งการทำงานของจิต)
เจ้าศูนย์กลางเนี๊ยะ มันอยู่ตรงไหนในกายของเรา เพราะเห็นกายแล้ว
เห็นอาการของจิตแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใจ มันอยู่ตรงไหน ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงได้
โปรดเมตตาด้วย
คำตอบ-การที่จิตจะรับรู้หรือเกิดอาการใดๆขึ้นมา มันจะต้องติดต่อกับใจอยู่เสมอ แล้วใจคืออะไร? อยู่ที่ไหน? ตอบ ใจคือศูนย์กลางแห่งการทำงานของจิต
ใจทำงานโดยการใช้ข้อมูลจากสมอง(ที่สมองบันทึกไว้)มาประกอบในการปรุงแต่งให้เกิดความคิด ความอยาก ความยึดถือ เป็นต้น ถ้าไม่มีความทรงจำจากสมอง การคิด หรือการปรุงแต่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
แต่ถ้าจะถามว่า ใจ มันอยู่ตรงไหน? ก็ต้องตอบก่อนว่า ผู้ถามนี้ยังเชื่อว่า ใจ เป็น อัตตา อยู่ ดังนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันตั้งอยู่ที่ไหน?
ใจนี้แท้จริงก็คือ จิต ที่ทำหน้าที่รับรู้ และทำหน้าที่ต่างๆ ซึ่งการจะเรียกว่า จิต หรือ ใจ นั้นก็แล้วแต่ว่าจะมองว่าสิ่งนี้ทำหน้าที่อะไรอยู่ คือเมื่อมองว่ามันเป็นสิ่งวิจิตรงดงามหรือพิศดาร ก็เรียกว่า จิต แต่ถ้าจะมองว่ามันทำหน้าที่ต่างๆก็เรียกว่า ใจ แต่มันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นเอง
จิตหรือใจนี้ มันมีการเกิดและดับอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วตามระบบประสาทต่างๆของร่างกาย (คือที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) แต่ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น มันจะต้องเชื่อมต่อหรือสัมผัสอยู่กับใจอยู่ตลอดเวลา โดยใจนี้ก็อาศัยข้อมูลจากสมองมาใช้ในการปรุงแต่ง เมื่อเวลาเราหลับและไม่ฝัน หรือสลบไม่รู้สึกตัว จิตหรือใจก็จะดับลงหรือไม่มี แต่จะยังคงมีเพียงการรับรู้(หรือวิญญาณ)อ่อนๆที่เกิดขึ้นตามระบบประสาทต่างๆของร่างกายเท่านั้น (ถ้าได้ยินเสียงดังๆ หรือร่างกายถูกตีแรงๆ วิญญาณที่หูหรือที่ร่างกาย ก็จะเกิดขึ้นมาอย่างเข้มข้น แล้วทำให้จิตตื่นขึ้นมาทำงานอย่างเต็มที่ได้)
ดังนั้น สรุปได้ว่า จิตหรือใจนี้มันเปรียบเหมือนไฟกระพิบ ที่เกิดจุดนี้ แล้วก็ดับไปเกิดจุดโน้นเรื่อยไป จึงจะหาจิตหรือใจที่ตั้งอยู่เป็นตัวตนไม่มี หรือเปรียบเหมือนระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องอาศัยระบบต่างๆของเครื่องและกระแสไฟฟ้ามาทำงานร่วมกัน จึงเท่ากับจะหาที่ตั้งของระบบการทำงานไม่มี แต่ที่สำคัญเราอย่าไปสนใจเรื่องนี้ เรื่องที่เราควรสนใจก็คือ เพ่งพิจารณาดูว่า จิตมันเกิดอยู่นิ่งๆตลอดเวลาหรือเปล่า (มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง)? อย่างจริงจังและต่อเนื่อง(ใช้สมาธิ) ก็จะทำให้เกิดความเห็นแจ้งได้ว่า จิตนี้มันไม่เที่ยง และต้องทนอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ไม่เที่ยงและต้องทนอยู่นี้ จึงเป็น อนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน(ไม่ใช่อัตตา)ของใครๆได้ (เกิดปัญญา)


(๖๗) ชื่อ - ผู้ฝึกใหม่ใฝ่รู้                 อีเมล์ -
คำถาม-จิต มีสภาพเป็นอย่างไร ? มีที่ตั้งหรือไม่ ? ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงจิตได้ ?
เมื่อเข้าถึงได้แล้ว สภาวะเป็นอย่างไร ? แล้วหลังจากนั้นจะละสังโยชน์เบื้องต้นได้อย่างไร?
ขอช่วยให้ชี้แนะด้วยครับ
คำตอบ-คุณจะศึกษาเรื่องจิตนี้อย่างไร? จากการคิดคำนวณโดยไม่ดูจากสิ่งที่มีอยู่จริง หรือดูจากสิ่งที่มีอยู่จริง?
ถ้าเราศึกษาจิตจากการคิดคำนวณ เราก็จะไม่สามารถเข้าใจและเห็นแจ้งเรื่องจิตได้ เพราะไม่ได้ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง แต่ถ้าเราศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง เราจึงจะสามารถเข้าใจและเห็นแจ้งจิตได้อย่างถูกต้อง
แน่นอนพุทธศาสนาย่อมสอนให้เราศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งได้อย่างถูกต้องที่สุด และไม่มีทางผิดพลาดได้
จิต มีสภาพเป็นอย่างไร ? ตอบ ก็ดูจากจิตของตัวเราเอเง ซึ่งจิตก็คือ สิ่งที่รับรู้สิ่งต่างๆได้, รู้สึกสิ่งที่รับรู้นั้นได้, จำสิ่งที่รับรู้แล้วนั้นได้, และมีการปรุงแต่งให้เกิดอาการต่างๆเช่น ความอยาก ความยึดถือ และความคิด ขึ้นมาได้ ที่เรียกรวมๆว่า "รู้สึกนึกคิด" จิตไม่ได้มีลักษณะอย่างวัตถุ ที่จะสามารถสัมผัสได้ด้วยระบบประสาทของ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แต่จะสัมผัสได้ด้วย ใจ (ใจ หมายถึง ศูนย์กลางแห่งการทำงานของจิต)
มีที่ตั้งหรือไม่ ? ตอบ จิตมีการเกิดและดับอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เหมือนกระแสไฟฟ้า ที่เกิดและดับตามระบบประสาทต่างๆของร่างกายอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จิตไม่ได้เป็นตัวตนอย่างวัตถุ จิตไม่ต้องมีที่ตั้งเหมือนวัตถุ จิตเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งหรือสร้างให้เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัย เหมือนแสงสว่างจากหลอดไฟที่ถูกสร้างขึ้นมาจากระบบอิเลคทรอนิคส์และกระแสไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ แสงสว่างจากหลอดไฟนั้น เมื่อดูอย่างผิวเผินเราจะรู้สึกเหมือนกับว่ามันเกิดอยู่นิ่งๆตลอดเวลา แต่ถ้าดูอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่า แสงไฟฟ้านั้นมันมีการเกิดและดับติดต่อกันอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งการเกิดและดับของจิตนี้ก็เป็นไปตามลักษณะ อนัตตา ของจิต (จิตเป็นอนัตตา)
ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงจิตได้ ? เมื่อเข้าถึงได้แล้ว สภาวะเป็นอย่างไร ? แล้วหลังจากนั้นจะละสังโยชน์เบื้องต้นได้อย่างไร? ตอบ การเข้าถึงจิตก็คือการสังเกตุจากจิตของเราเองจริงๆ โดยไม่ยึดติดกับคำสอนหรือความเชื่อใดๆ (เพราะความเชื่อหรือคำสอนจากคนอื่นนั้นมันอาจจะมีความผิดพลาดได้)
การเข้าถึงจิตนี้เราทำเพื่ออะไร? ในทางพุทธศาสนาสอนเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจปัจจุบัน ดังนั้นการเข้าถึงจิตก็เพื่อให้เกิดการดับทุกข์ของจิต ซึ่งการเข้าถึงจิตในแนวทางดับทุกข์นี้ก็คือ การมองเห็นความเป็น "อนัตตา"ของจิต ( คำว่า อัตตา หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวตนชนิดที่เป็นอมตะนิรันดร คือเที่ยงแท้ถาวร ไม่มีลักษณะของทุกข์ ซึ่งเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ส่วนคำว่า อนัตตา หมายถึง สภาพที่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนชนิดที่เป็นอมตะนิรันดร ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร และมีลักษณะของทุกข์ที่หมายถึง สภาพที่ต้องทนอยู่)
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจิตเป็นอัตตาหรืออนัตตา? ตอบ เราก็ต้องสังเกตุดูว่า จิตของเรานี้มันเที่ยงแท้ถาวรหรือไม่?(คือเกิดการรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอเวลาโดยไม่เคยดับลงเลย) ถ้ามันไม่เคยดับ(คือหลับสนิทหรือสลบโดยไม่รู้สึกตัวเลย) ก็แสดงว่าจิตนี้มันเป็น อัตตา อย่างที่พราหมณ์สอน แต่ถ้ามันมีการเกิดและดับ(คือตื่นและหลับอยู่เสมอๆ) และเปลี่ยนแปลง(คือแม้เมื่อเกิดอยู่ มันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา) มันก็ย่อมที่จะเป็น อนัตตา ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
เมื่อพบว่าจิตเป็น อนัตตา แล้วจะทำให้เราเข้าใจอะไร? เมื่อพบว่าจิตเป็นอนัตตา ก็เท่ากับทำให้เราเข้าใจได้ว่า จิตนี้เป็นเพียง "สังขาร" หรือ สิ่งที่ถูกปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น คือเมื่อเหตุปัจจัยของมันครบ (คือมีร่างกายที่ยังเป็นๆอยู่และมีความทรงจำจากสมองอยู่ด้วย) จิตก็เกิดขึ้น แต่เมื่อเหตุหรือปัจจัยของมันหายไป จิตก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ และเมื่อเมื่อพบว่าจิตเป็นอนัตตา ดังนั้น จิตที่รู้สึกว่ามีตัวเราอยู่นี้ มันก็ย่อมที่จะเป็น อนัตตา ด้วย ซึ่งก็เท่ากับว่า สิ่งที่เรารู้สึกและยึดถือว่าเป็นตัวเรา(จิตเรา)นี้ มันเป็นเพียงสิ่งที่ธรรมชาติปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น หาได้มีอยู่อย่างถาวร(คือเป็นอมตะ)ตามที่ศาสนาพราหมณ์สอนไม่
ความเข้าใจว่าจิตเป็น อนัตตา นี้ ก็จะทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า "แท้จริงสิ่งที่เรารู้สึกและยึดถือว่าเป็นเรานี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเลย" (คือไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลาและถาวรหรือเป็นอมตะเลย) และเมื่อเรา(ตามที่สมมติเรียก)เพ่งดูจิตว่าไม่มีเราอยู่จริงดังนี้อย่างต่อเนื่องและมั่นคึง(คือมีสมาธิ)แล้ว จิตมันก็จะเข้าใจและมองเห็น(ซาบซึ้ง)ความจริงว่า "แท้จริงมันไม่มีเราและใครๆอยู่จริงเลย" แล้วมันก็จะคลายความยึดถือว่ามีตัวเราและตัวตนของคนอื่นลง เมื่อไม่มีความยึดถือ(อุปาทาน) จิตมันก็ไม่มีทุกข์(แม้เพียงชั่วคราว) เมื่อไม่มีทุกข์ จิตมันก็สงบเย็น(ที่สมมติเรียกว่า นิพพาน ที่หมายถึง ความสงบเย็น ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส เบาสบาย) แม้เพียงชั่วคราว เมื่อทุกข์ดับลง(แม้เพียงชั่วคราว)จริง ก็ชื่อเราเห็นอริยสัจ ๔ อันเป็นวิธีการดับทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว
เมื่อทุกข์ดับ และนิพพานปรากฏจริง เราก็เข้าใจได้ทันทีว่า คำสอนเรื่องอนัตตาของพระพุทธเจ้านี้ถูกต้องและใช้ดับทุกข์ได้ ก็ทำให้สังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ตัวจะถูกทำลายลงทันที (คือความเห็นว่ามีสิ่งที่เป็นตัวตนถาวรหรืออัตตา หายไป, ความลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้า-ผู้ค้นพบและนำเรื่องอนัตตามาสอน พระธรรม-คำสอนเรื่องอนัตตาและอริยสัจ ๔ และพระสงฆ์-ผู้ปฏิบัติตามพระธรรม ก็หมดไป, และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน หรือมุ่งตรงไปสู่การดับทุกข์โดยตรงไม่อ้อมค้อม)
สังโยชน์เบื้องตำ ๓ ประการนี้ ยังเป็นแค่เพียงการมีความเห็นที่ถูกต้องตามที่เป็นอยู่จริงของธรรมชาติเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่มีกิเลสหรือหมดกิเลสอย่างสิ้นเชิงเลย แต่ผู้ที่พอจะมีความเห็นที่ถูกต้องเช่นนี้ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติของคนดีและมีสติปัญญาอยู่บ้าง คือ เสียสละ มีศีล มีปัญญา อดทน มีความเพียร หนักแน่น จริงใจ(ซื่อสัตย์) หนักแน่น เป็นมิตรกับทุกคน (ไม่ผูกโกรธอาฆาติพยาบาทใครอยู่) ปล่อยวางได้บ้าง (ซึ่งก็คือบารมี ๑๐) ถ้ามีบารมีไปพอ ก็ไม่สามารถทำลายสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๓ นี้ได้ แต่ถึงจะมีบารมีพอ ถ้าไม่พบผู้รู้จริงมาสั่งสอน ก็ไม่สามารถพบหนทางละสังโยชน์ที่ถูกต้องได้อีกเหมือนกัน
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ "ฉันคืออะไร?" ได้จากเว็บนี้ (www.whatami.net)


(๖๖) ชื่อ -นิรันตรพินทุ                 อีเมล์ -
คำถาม- ท่านจะทำอย่างไรเพื่อแสดงหลักธรรมที่ท่านเข้าถึงให้แก่ ชาวต่างชาติต่างภาษาต่างวัฒธรรมที่ท่านพบเจอเพียงชั่วขณะเดียว เพียงเดินผ่าน เพื่อพิสูจน์ว่า ธรรม ของท่านเป็น สัจจริงที่กล่าวมาทั้งหมด
คำตอบ- ด้วยการใช้เหตุผลที่สมเหตุสมผลมาเสนอให้เขาคิดพิจารณา โดยมีความจริงที่เขาสามารถสัมผัสได้จริงมาเป็นเครื่องพิสูจน์ ด้วยการตั้งคำถามให้เขาตอบตามลำดับดังต่อไปนี้ว่า....
คุณยอมรับหรือไม่ว่า "ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมาจากการที่มีเหตุปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุปัจจัย?
ถ้าเขาไม่ยอมรับ เราก็บอกเขาว่า "ถ้าคุณไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ เราก็สนทนากันไมได้ เพราะนี่คือความจริงพื้นฐานธรรมดาๆที่ใครๆที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างก็ต้องยอมรับ เมื่อคุณไม่ยอมรับ ก็เท่ากับคุณไม่ยอมรับความจริง แล้วคุณก็จะไม่พบความจริง" แล้วเราก็ยุติดการสนทนานั้นเสีย
แต่ถ้าเขายอมรับ เราก็ต้องย้ำให้เขาคิดดูให้ดีก่อน เพราะเมื่อยอมรับแล้วจะมาบิดพริ้วในภายหลังไม่ได้
อีกอย่างเราก็ต้องทำความเข้าใจกับเขาด้วยว่า คำว่าทุกสิ่งนั้น หมายถึงทุกสิ่งจริงๆ ไม่ยกเว้นสิ่งใดเลย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ หรือสิ่งที่เป็นพวกจิตใจด้วย
ส่วนคำว่า เกิด ก็หมายถึง จากเดิมสิ่งนั้นยังไม่เคยมี แต่มามีในภายหลัง
ส่วนคำว่า เหตุ หมายถึง สิ่งที่มากระทำ หรือมาปรุงแต่งที่ใหญ่หรือสำคัญที่สุด ซึ่งมีได้เหตุเดียว
ส่วนคำว่า ปัจจัย หมายถึง เหตุย่อยๆ หรือ เหตุที่มีความสำคัญรองๆลงมา ซึ่งอาจมีได้หลายเหตุ หรือหลายปัจจัย
คือการที่จะเกิดสิ่งใดขึ้นมาได้ มันจะต้องมีพร้อมทั้งเหตุและปัจจัย มันจึงจะเกิดขึ้นมาได้
ถ้ามีแต่เหตุ ไม่มีปัจจัย หรือมีแต่ปัจจัย แต่ไม่มีเหตุ มันก็เกิดขึ้นมาไม่ได้
เมื่อเขาเข้าใจแล้ว เราก็ต้องบอกเขาอีกว่า อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องอื่น ขอให้สนใจแต่เรื่อง "การค้นหาตัวเอง" ก่อน เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินไปสู่"ความเห็นแจ้งชีวิตด้วยตัวของคุณเอง จนสามารถดับทุกข์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อจากใครๆทั้งสิ้น
เมื่อเขาเข้าใจแล้ว เราก็จะถามเขาอีกว่า.. วัตถุและพลังงานทั้งหลายของโลกและจักรวาลนี้ ล้วนเกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยทั้งสิ้นใช่หรือไม่?
เขาจะต้องตอบว่า ใช่ (เพราะเขายอมรับมาตั้งแต่ต้นแล้ว)
เมื่อเขายอมรับ เราก็ถามเขาต่ออีกว่า..."เมื่อวัตถุและพลังงานทั้งหลาย เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย ดังนั้นก็แสดงว่า วัตถุและพลังงานทั้งหลายของโลกและจักรวาลนี้ เป็นแค่เพียง "สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง หรือสร้างขึ้นมาเท่านั้น"(เรียกว่า สังขาร-ปรุงแต่ง หรือสิ่งของปรุงแต่ง)
เมื่อมันเป็นสิ่งปรุงแต่งขึ้นมาจากเหตุปัจจัย นี่ก็แสดงว่า วัตถุและพลังงานทั้งหลายนั้น มันต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เมื่อเหตุหรือปัจจัยของมันเสื่อมสลายหายไป วัตถุหรือพลังงานนั้น มันก็ต้องเสื่อมสลายหายตามไปด้วยทันที และไม่ช้าก็เร็ว วัตถุหรือพลังงานทั้งหลายที่เกิดขึ้นมานั้น ก็ต้องแตกสลายหรือดับหายไปอย่างแน่นอน(ไม่เที่ยง)
อีกอย่าง เมื่อขณะที่วัตถุ หรือพลังงานนั้นมันยังตั้งอยู่ ไม่ดับหายไป มันก็ยังต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก มากบ้างน้อยบ้าง ในการที่จะต้องแสวงหาเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งตัวเอง(ตามที่สมมติ)ของมันไว้ตลอดเวลา และยังต้องคอยระวังไม่ให้เหตุปัจจัยภายนอกอื่นมาทำลายตัวตนของมันอีกด้วย(ทุกข์)
ที่สำคัญ เมื่อสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนี้ ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ นี่ก็แสดงว่า วัตถุหรือพลังงานทั้งหลาย แม้มันจะมีความพิศดารสักเพียงใดก็ตาม มันก็หาได้มีสิ่งจะมาเป็นตัวตนที่แท้จริงไม่ (อนัตตา- ไม่ใช่ตัวตน หรือไม่มีตัวตนที่แท้จริง) เพราะมันต้องอาศัยเหตุและปัจจัยเพื่อมาปรุงแต่งให้เกิดตัวของมันขึ้นมา และเราก็มาสมมติเรียกชื่อมัน
คำว่า สิ่งที่จะเป๊นตัวตนที่แท้จริง (อัตตา- ตน ตนเอง หรือตัวตนที่แท้จริง) นั้น จะหมายถึง สิ่งที่เป็นตัวตนของมันเองโดยไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยใดๆเพื่อมาปรุงแต่งมันขึ้นมา และมันจะเป็นอมตะ(ไม่ตายอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีอะไรมทำลาย หรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปสักเท่าใดก็ตาม และมันก็จะมีลักษณะไม่มีการเกิดและดับอีกด้วย (อัตตา เป็นความเชื่อของศาสนาฮินดู ไม่ใช่ของพุทธ) *
เมื่อเขาเข้าใจแล้ว เราก็บอกให้เขาพิจารณาให้เห็นถึงความว่างจากอัตตา(สุญญตา - ความว่างจากอัตตา)ในวัตถุและพลังงานทั้งหลาย
เมื่อเขาเข้าใจจุดนี้แล้ว แต่ไปเราก็สอนให้เขาพิจารณาถึงร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย (รวมทั้งพืชด้วย) โดยเฉพาะเน้นมาที่ร่างกายของเราเอง เพื่อให้เขามองเห็นความว่างจากตัวตนที่แท้จริง (เห็นสุญญตา) ให้มองเห็นว่ามันเป็นแค่เพียงรูปธาตุมาปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อเขามองเห็นสุญญาตาในร่างกายทั้งหลายแล้ว ต่อไปเราก็สอนให้เขาพิจารณาถึงสิ่งที่เรียกว่า "จิต" (ซึ่งใครจะเรียกว่า วิญญาณ หรือใจ หรืออะไรก็ได้ ที่มันเป็นสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้นี้ โดยเราจะต้องศึกษาจิตจากของจริง คือศึกษาจากจิตของเราเองจริงๆเท่านั้น ไม่ใช่ไปคิดฝันเอาตามความเชื่อจากตำราหรือจากคนอื่น เราจึงจะรู้แจ้งจิตได้จริง)
เมื่อเขาเห็นสุญญตาในจิตแล้ว เราก็จะถามเขาต่อไปอีกว่า.. แล้วจิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะของใครก็ตาม จะมีตัวตนที่แท้จริง(อัตตา) หรือไม่? ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ต้องตอบว่าไม่มี (เพราะเขายอมรับแล้วว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย ดังนั้นจิตก็ต้องอยู่ในความจริงข้อนี้ด้วยเสมอ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง)
เมื่อเขามองเห็นแล้วว่าจิตเป็นอนัตตา หรือมองเห็นสุญญตาในจิตแล้ว เราก็ถามเขาต่ออีกว่า แล้วความรู้สึกว่ามีตัวเราในขณะนี้ มันก็เกิดขึ้นมาจากจิต ดังนั้น ความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้ มันจะเป็นตัวตนที่แท้จริง(อัตตา)หรือไม่?
แน่อนว่าเขาก็ต้องตอบว่า ไม่ เพราะจิตก็ต้องอาศัยร่างกายและความทรงจำจากสมองเพื่อปรุงแต่งขึ้นมา ถ้าไม่มีร่างกายก็เกิดจิตขึ้นมาไม่ได้ หรือถ้าไม่มีความทรงจำสมองจากสมอง(ของร่างกายที่ยังไม่ตาย) จิตก็คิดอะไรไม่ได้ (เป็นจิตที่ไม่สมบูรณ์)
เมื่อเขายอมรับความจริงนี้แล้ว เราก็ถามเขาต่ออีกว่า... อย่างนั้นคุณยังจะเชื่อว่า จะมีจิต (หรืออะไรก็ตามที่จะมาเป็นเราที่รู้สึกว่ามีเราอยู่นี้) ที่จะสามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้ว ไปเกิดใหม่ได้อีกหรือไม่?
แน่นอนว่า เขาก็ต้องยอมรับว่า ไม่มี เพระเหตุผลมันบอกอยู่ว่าไม่มี (คือมองเห็นว่า ไม่มีใครมาเกิด และไม่มีใครตาย)
เมื่อเขายอมรับแล้ว เราก็ถามเขาต่ออีกว่า ... เมื่อมองเห็นว่าไมมีตัวเราหรือใครๆอยู่จริงแล้ว ถ้าเราสามารถบังคับจิตไม่ให้ไปยึดถือร่างกายและจิตที่สมมติเรียกว่าเป็นเรา รวมทั้งงสิ่งที่เป็นของเราทั้งหลายได้ เราจะเกิดความทุกข์ใจหรือไม่ เมื่อร่างกายนี้ต้องแก่ เจ็บ หรือจะตาย หรือเมื่อเราต้องพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักไป หรือเมื่อเราต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งอันไม่เป็นที่รัก หรือเมื่อเราต้องพบกับความผิดหวัง
ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ต้องตอบว่า ไม่เป็นทุกข์ใจ "ถ้าไม่ยึดถือ แต่ถ้ายึดถือมันก็จะทุกข์ใจ" ซึ่งนี่ก็คือ วิธีการดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ โดยสรุปของพระพุทธเจ้า(หรือไม่ต้องอ้างก็ได้)
ถึงแม้เขาจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้แล้วก็ตาม แต่ถ้าเขาไม่ทดลองปฏิบัติ เขาก็จะยังไม่มีความเห็นแจ้งว่า วิธีการนี้จะสามารถดับทุกข์ได้จริง (ยังไม่รู้จริง ถึงแม้จะดูว่าน่าเชื่อที่สุดก็ตาม)
ดังนั้นเราก็ต้องสอนให้เขาทดลองปฏิบัตดูก่อน โดยสอนให้เขาตั้งใจอย่างยิ่ง(ฌาน-เพ่ง)ในการพิจารณาถึงวัตถุ ร่างกาย และจิตใจ ทั้งของตนเองและผู้อื่นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตา โดยให้มองเห็นสุญญาตาอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งการปฏิบัตินี้เอง ที่ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา (โดยมีศีลเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว เพราะเขาก็ต้องเป็นคนดีมาก่อน เขาจึงจะมาถึงขั้นนี้ได้) ขึ้นมาพร้อมกันครบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบโดยสรุปของมรรค
เมื่อมรรคเกิด กิเลส หรือความยึดถือว่ามีตนเอง(ด้วยความโง่อย่างลึกซึ้งและสูงสุด)ก็จะดับหายไป แล้วจิตก็จะไม่มีทุกข์ใดๆ เมื่อจิตมันไม่มีทุขก์ มันก็จะกลับคือสู่สภาพเดิมของมัน คือ สงบ เย็น ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส เบา สบาย (หรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า นิพพาน ที่แปลว่า ดับเย็น หรือ สงบเย็น)
ซึ่งนิพพานนี้ เมื่อปฏิบัติใหม่ๆก็จะยังเป็นแค่แบบชั่วคราว ตามที่เรายังมีสมาธิอยู่ แต่ถ้าเราเผลอสติ จนสมาธิหายไปเมื่อใด นิพพานนี้ก็จะหายตามไปด้วยทันที
แต่ถ้าเราสามารถปฏิบัติมรรคนี้ได้อย่างต่อเนื่องติดต่อกันนานๆ (อาจจะเป็นหลายๆปีก็ได้) จนความเคยชินที่จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่จิตใต้สำนึกของเรามันสั่งสมเอาไว้นั้น ได้หมดความเคยชินไป และเกิดสมาธิและปัญญาขึ้นมาเป็นความเคยชินใหม่ ที่จะไม่เกิดความทุกข์อีก จิตของเรา (ตามที่สมมติเรียก) นี้ ก็จะนิพพานอย่างถาวร (คือจะไม่มีความทุกข์อีกต่อไปเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามตลอดชีวิตที่ยังมีอยู่)
นี่ก็คือวิธีการทำให้คนมีปัญญา เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อจากใครๆทั้งสิ้น ที่เราจะนำไปเสนอให้คนมีปัญญาลองศึกษา
การจะเกิดดวงตาเห็นธรรมนั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องไปศึกษาธรรมะมาอย่างมากมายเลย เพียงขอให้เป็นคนจริง (คือเมื่อถูกก็ยอมรับว่าถูก เมื่อผิดก็ยอมรับว่าผิด), มีเหตุผล และไม่ยึดติดในตำราหรือในคำสอนของใครๆ รวมทั้งมีความตั้งใจจริงเท่านั้น ทุกคนก็สามารถเกิดดวงตาเห็นธรรม(มองเห็นวิธีการดับทุกข์อย่างถูกต้องด้วยตัวเอง)ได้แล้วอย่างง่ายดาย


(๖๕) ชื่อ - uk                 อีเมล์ -
คำถาม- ถ้านิพพาน คือ การดับโดยไม่เกิด ซึ่งเปรียบได้เสมือนตายหายไปแล้วจากการเกิดและดับของจิต และ ถ้าการเกิดและตายในชีวิตเรานี้เปรียบเสมือนการเดินทางไปยังนิพพาน ผมมีข้อสงสัยว่า แล้วอะไรล่ะ คือการเกิดที่แท้จริงของจิต เริ่มแรกจิตเกิดได้อย่างไรและอะไรเป็นสาเหตุของการเกิดจิต ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ สำหรับคำตอบ ป.ล. ผมเคยได้ฟังคำตอบมาบ้างว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และไม่เกิดประโยชน์ต่อการถึงนิพพาน แต่ผมสงสัยว่า ตามพระพุทธศาสนาได้บอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ทุกสิ่ง แต่ผมไม่ทราบว่าเรื่องการเกิดที่แท้ของจิตท่านจะทราบหรือไม่ แต่ถ้าทราบทำไมท่านถึงไม่บอกกับพุทธศาสนิกชน และถ้าพระพทุธเจ้าทราบ แสดงว่าการเป็นอรหันต์ก็น่าจะทราบในเรื่องนี้ด้วยใช่หรือไม่ครับ และถ้าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริงแต่ถ้ามีผู้รู้ตอบได้ว่า ถ้าได้เข้าถึงการเป็นอรหันต์แล้วจะทราบเอง ผมจะได้เข้าใจครับ เพราะผมก็เข้าใจเหมือนกันว่าบางเรื่องไม่สามารถที่จะอธิบายได้ ถ้าไม่ได้รับรู้ด้วยตัวเอง ขอบคุณครับ
คำตอบ-นิพพาน หมายถึง ความดับลงของความทุกข์ ไม่ได้หมายถึงการดับโดยไม่เกิดอย่างที่คุณเข้าใจ แต่เรื่องว่าตายแล้วไปไหนนั้น เป็นเรื่องที่จะเข้าใจได้ภายหลังเมื่อศึกษาชีวิตของเราจนเข้าใจแล้วตามหลักวิทยาศาสตร์ (โดยการศึกษาจากหนังสือฉันคืออะไร?) ถ้าเราเข้าใจความหมายของคำว่า อนัตตา ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วอย่างแท้จริง ปัญหาเหล่านี้ก้จะหมดสิ้นไปได้เอง
จิต นั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากร่างกายเท่านั้น เมื่อมีร่างกายที่ยังไม่ตาย ก็จะมีจิตเสมอ (ศึกษาจากหนังสือ ฉันคืออะไร? ก้จะเข้าใจ) บางทีการบอกเรื่องที่ยากเกินไปนั้นก็ไม่ควร เพราะผู้ฟังไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตอบ แต่พุทธศาสนาในปัจจุบันได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปเสียแล้วในปัจจุบัน เราจึงไม่ทราบข้อความที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าทรงสอนได้ แต่เราสามารถที่จะค้นคว้าด้วยตัวเองจนทราบความจริงเหล่านี้ได้ด้วยตัวของเราเอง (ตรัสรู้ตาม) โดยอาศัยหลักที่พระพุทธเจ้าทรงวางเอาไว้ (ก็ศึกษาจากหนังสือฉันคืออะไรอีกนั่นเอง)
ขออธิบายอีกนิด เปรียบเทียบง่ายๆว่า มนุษย์เราก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ก็เหมือนร่างกาย ซอฟแวร์ก็เหมือนข้อมูลและโปรแกรม ระบบการทำงานของเครื่องก็เหมือนจิต จิตไม่ได้มีตัวตนอย่างที่เราเข้าใจ มันเป็นเพียงระบบการทำงานของร่างกายกับสมองเท่านั้น เมื่อมีร่างกายนที่ยังไม่ตายและมีความทรงจำจากสมอง ก็ปรุงแต่งให้จิตเกิดขึ้นมา เหมือนจุดไฟที่เทียนแล้วแสงเทียนก็เกิดขึ้น พยายามศึกษาจิตจากความจริง อย่าติดตำราหรือความเชืท่อใดๆ มิฉะนนั้นจะทำให้เราเข้าใจไขว้เขวได้ การศึกษาพุทธศาสนามีหลักการที่แน่ชัด เราต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวของเราเองเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วสำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายๆสำหรับเขา แต่ไม่มีใครชี้แนะเขาเท่านั้น เราสามารถเข้าใจได้ด้วยการคิดอย่างตั้งใจ(สมาธิ) แต่ถ้าเรามัวแต่ไปคิดตามตำราหรือตามคนอื่น เราจะไม่มีทางเข้าใจได้เลย
เราต้องกล้าหาญที่จะเดินไปตามเหตุผลและความจริง โดยไม่กลัวใครจะว่าเราบ้าหรือโง่ แล้วเราก็จะพบความจริง แต่ถ้าเรากลัวคนอื่นว่า เราก็จะไม่พบความจริง


(๖๔) ชื่อ -เจียรนัย                 อีเมล์ -
คำถาม-ดิฉันเข้าใจว่าความคิดที่ดีหรือไม่ดีก็ตามคือจิต ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือไม่ และสิ่งที่ใช้ดูจิตคืออะไร เพราะได้ยินหลายแบบมากเช่น ใช้ใจดูจิต ใช้จิตดูจิต ใช้ตาใจดูจิต ใช้วิญญาณดูจิต
คำตอบ-(๑๘ มี.ค.๕๐)ถูกต้อง ความดีและความชั่วก็เกิดมาจากจิต เกิดมาจากการคิดด้วยเจตนา หรือด้วยกิเลส ถ้าเป็นฝ่ายดีก็เรียกว่าคิดดี หรือเป็นความดี ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็เรียกว่าคิดชั่วหรือเป็นความชั่ว
ในการปฏิบัติก็ต้องใช้จิตนั่นเองเป็นตัวดู แต่เป็นจิตที่มีปัญญาหรือความรอบรู้อย่างถูกต้อง เมื่อขณะดูก็ต้องใช้สติ คือระลึกรู้ว่าขณะนี้จิตกำลังเกิดเจตนาดีหรือชั่ว เมื่อรู้ตัวอยู่ด้วยปัญญาก็เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ ส่วนที่ได้ยินมาว่าใช้ใจดูนั้นคงความหมายเดียวกัน ส่วนที่ว่าใช้ตาดูนั้นคงเข้าใจผิด เพราะตาคงดูไม่เห็น


(๖๓) ชื่อ -                 อีเมล์ - meditation xxx@hotmail.com
คำถาม- การเกิดมาเป็นเพศที่ 3 ส่วนมากทำกรรมอะไรไว้และสามารถแก้กรรมได้โดยวิธีไหน ขอขอบคุณอย่างสูง
คำตอบ-ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเรื่องกรรมในพุทธศาสนาเสียก่อน คำว่ากรรมในพุทธศาสนาหมายถึงการกระทำทางกายบ้าง วาจาบ้าง ทางใจบ้าง ที่มีกิเลสเป็นต้นตอ ถ้าทำดีก็เรียกว่ากรรมดี และมีผลเป็นความสุขใจอิ่มใจ ถ้าทำชั่วก็เรีกยว่ากรรมชั่ว ที่มีผลเป็นความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องจิตใต้สำนึกของเรานี่เอง ส่วนเรื่องกรรมจากชาติปางก่อนอย่างที่เราเคยเชื่อกันมานมนานแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องกรรมของพุทธศาสนาที่แท้จริง แต่เป็นของศาสนาพราหมณ์ ที่ผสมปนเปเข้ามาอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จนทำให้ชาวพุทธเราเกิดความเข้าใจผิดกันอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็เลยทำให้เกิดคำถามเช่นนี้ขึ้นมา
ดังนั้นเรื่องว่าเกิดมาเป็นเพศที่ 3 เพราะทำกรรมอะไรไว้นั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ส่วนจะแก้อย่างไรก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ใช่หลักของพุทธศาสนาที่แท้จริง ซึ่งพุทธศาสนาที่แท้จริงจะไม่สอนเรื่องเหล่านี้
แต่ในหลักพุทธศาสนานั้นจะสอนว่า ทุกสิ่งย่อมเกิดมาจากเหตุ ซึ่งเหตุนั้นก็ให้ดูจากชีวิตจริงใจปัจจุบัน คืออาจจะมาจากการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเด็กก็ได้ หรืออาจจะมาจากยินส์ตามที่นักวิทยาศาสตร์เขาว่าไว้ก็แล้วแต่ คือสรุปว่าอาจจะมาจากเหตุภายนอก(คือการอบรมเลี้ยงดู หรือการคบเพื่อนก็๋ได้)หรือมาจากเหตุภายใน(คือยีนส์)ก็ได้ หรือจะจากทั้งสองก็ได้ ส่วนการแก้นั้นพุทธศาสนาก็สอนว่าต้องแก้ที่เหตุ ซึ่งเรื่องนี้เหตุเก่าทั้งหลายนั้นมันก็ได้ผ่านไปหมดสิ้นแล้ว จะยังเหลืออยู่ก็แต่เหตุในปัจจุบัน คือนิสัยที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้ที่เป็นเช่นนั้น คือเขามีนิสัยที่ได้สั่งสมมาเช่นนั้นนมนานมาแล้ว ซึ่งการแก้นั้นเราก็รู้อยู่ ว่ามันยาก คือต้องเปลี่ยนนิสัยใหม่ (หรือเปลี่ยนสันดาน)ที่ผู้เป็นต้องอาศัยความพอใจที่จะเปลี่ยนเป็นอันดับแรก ส่วนวิธีการเปลี่ยนนั้นก็ต้องมีสติระวังอย่าให้นิสัยเก่าเกิดขึ้นมา รวมทั้งต้องฝึกให้เกิดนิสัยใหม่อยู่เสมออีกด้วย ซึ่งก็จะต้องใช้ทั้งเวลาและความอดทนสูงมาก ซึ่งก็คงยากที่จะมีใครคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองถ้าไม่มองเห็นโทษของมันอย่างลึกซึ้ง การที่คนอื่นจะไปบังคับให้เขาเปลี่ยนนั้นคงยากมาก หรือทำไม่ได้เลย
ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว จะสอนเรื่องการดับทุกข์ ดังนั้นเรื่องว่าจะเป็นเพศอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความสำคัญจะอยู่ที่ว่า เมื่อเป็นอะไรแล้วทำให้ชีวิตเป็นทุกข์หรือเปล่า?(คือทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม และทั้งในปัจจุบันและในอนาคต) และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือเปล่า?(ในด้านต่างๆ) ถ้าเราเป็นอะไรแล้วทำให้เป็นทุกข์และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ก็จัดว่าผิด ควรที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างยิ่ง แต่ถ้าเป็นแล้วไม่เป็นทุกข์ และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ก็ไม่จัดว่าผิด ควรเรียกว่าถูก และไม่จำเป็นที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไร
แต่ปัญหามันอาจจะอยู่ที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองที่อยากจะให้ลูกหลานหรือคนในปกครองของตนเองเองเปลี่ยน ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องดูที่ตัวเรา ว่าเราอยากให้เขาเปลี่ยนแล้วมันจะทำได้หรือไม่? หรือดีขึ้นหรือไม่? และที่สำคัญเราเป็นทุกข์กับเรื่องนี้หรือเปล่า? ถ้าเราเป็นทุกข์ มันก็ผิดที่ตัวเรา (คือเรามันโง่เอง) แต่ถ้าไม่เป็นทุกข์ ก็ไม่ผิด ไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนหรือไม่ก็ตาม
ต้องขออภัยที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้แก่ผู้ที่ถามมา ที่จริงเรื่องนี้หรือแม้เรื่องอื่นๆมันก็มีคำตอบอยู่แล้วในตัวของมันเอง แต่เรามันโง่เองที่ไม่มองให้เห็นเหตุที่มีอยู่จริงๆในปัจจุบันที่ใครๆก็มองเห็นได้ แต่เราถูกความเชื่อจากเรื่องศาสนาที่ผิดเพี้ยน เช่นเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน หรือจากเรื่องดวงชะตาราศรี เรื่องโหราศาสตร์ เรื่องผีสางเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรต่างๆที่ลึกลับเหล่านี้มาทำให้มองข้ามความจริงที่มีอยู่จริง จนเราหลงทางและมืดบอดหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้อยู่ทุกวันนี้ จึงอยากจะให้ทุกคนลืมดาดูความจริงที่มีอยู่จริงตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะพบกับความจริงที่อยู่ใกล้ตัวของเราอย่างยิ่ง อย่าเอาแต่หลับตานึกเดาเอาตามความเชื่อจากคนอื่น หรือแม้จากตำรา ซึ่งก็มีแต่จะทำให้เราโง่มากยิ่งขึ้น และมีทุกข์มากขึ้น


(๖๒) ชื่อ -terry                 อีเมล์ -
คำถาม- หลักศาสนาพุทธ การทำปาณาติบาต ถือว่าเป็นการผิด ศีล อันสำคัญข้อหนึ่ง แล้วการทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ ถือเป็นการผิดด้วยหรือไม่เพราะอะไร ทั้งที่รู้ ๆ อยู่ว่าเป็นต้นเหตุของการฆ่า และทรมาร
คำตอบ-การกินอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์นั้น ไม่ถือว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต เพราะผู้กินไม่มีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์นั้น แต่มันมีความผิดเรื่องอื่นมาแทน คือเรื่องการกินด้วยความติดใจหลงใหลในอาหารทั้งเนื้อสัตว์และไม่ใช่เนื้อสัตว์(ถ้าคนจิตละเอียดก็จะรู้ว่าแม้พืชก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน)ก็ตาม ซึ่งความติดใจนี้เองที่มีโทษ โดยโทษอย่างแรกก็คือความยากลำบากในการแสวงหาอาหารที่เอร็ดอร่อยมากิน เมื่อติดใจมากก็ต้องมีความเหนื่อยยากมากขึ้นในการแสวงหาทรัพย์ ซึ่งอาจจะต้องแย่งชิงกับผู้อื่นและอาจจะส่งผลทำให้เกิดการทำความชั่วอื่นๆที่ผิดศีลหรือผิดกฎหมายตามมาได้ ซึ่งก็ย่อมที่จะทำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนตามมาได้มากมาย
โทษข้อต่อมานั้นเป็นโทษเฉพาะการกินเนื้อสัตว์คือจากอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์นั้นจะมีพิษ เมื่อกินเข้าไปมากๆก็ย่อมที่จะมีโทษต่อร่างกายในภายหลังได้ คือทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ หรืออ้วนได้ง่าย
โทษข้อต่อไปก็คือเมื่อติดใจในรสอาหารก็ย่อมที่จะไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ เพราะยังมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอยู่ แล้วตัวเองก็ต้องทุกข์ทรมานอย่างยิ่งเมื่อใกล้ถึงเวลาตาย แล้วรู้ตัวว่าจะต้องตาย หรือรู้ตัวว่าต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรักไปอย่างไม่มีทางหวลกลับ
โทษข้อต่อไปก็คือการติดใจในรสชาติของอาหารนั้น ย่อมเป็นเหตุให้เกิดกิเลสอื่นๆตามมาอีก คือเกิดความโลภอยากกินอาหารชนิดอื่นมากขึ้น หรืออยากได้โน่น อยากได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดการเบียนเบียนทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นหรือธรรมชาติตามมาอีก เมื่อไม่ได้ก็โกรธ หรือทำร้ายผู้อื่น รวมทั้งทำให้เป็นคนใจดำ เห็นแก่ตัว ขาดเมตตา เพราะรู้อยู่ว่าการที่จะได้อาหารมานั้นจะต้องฆ่าสัตว์หรือฆ่าพืชนั้นให้ตายก่อน และเมื่อยิ่งกินก็จะยิ่งเพิ่มความโง่เขลาเพราะไม่รู้ว่าแท้จริงมันไม่มีอาหารนั้นจริง มันเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งกิเลสนี้เมื่อสั่งสมในผู้ใดๆมากๆ ผู้นั้นย่อมที่จะมีทุกข์มากขึ้นในชีวิตและไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้
ดังนั้นแม้ตนเองจะไม่ได้ฆ่าพืชฆ่าสัตว์นั้นเองก็ตาม แต่ถ้าผู้กินก็ลุ่มหลงในรสชาติของอาหารที่กินก็ย่อมที่จะมีโทษตามมามากมายดังที่ได้บรรยายไปแล้ว คือต้องรับโทษโดยอ้อมโดยคนกินก็อาจไม่รู้ตัว แต่ถ้าผู้ใดแม้ว่าจำเป็นที่จะต้องกินอาหาร(อย่างเช่นพระที่ขออาหารจากชาวบ้านมาฉัน)ก็กินโดยพิจารณาว่าเหมือนกับว่าได้กินเนื้อบุตรสุดที่รักด้วยความจำเป็น ดังนั้นจึงไม่กินด้วยความลุ่มหลงในรสอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดใดก็ตาม ลองคิดดูว่าผู้ที่พิจารณาเช่นนี้จะกินอาหารอย่างลุ่มหลงมากมาย หรืออย่างระมัดระวังไม่ให้ลุ่มหลง เมื่อไม่ติดในรสอาหาร ก็จะทำให้ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนลดลง แล้วความทุกข์อื่นๆก็จะลดลงด้วย
สำหรับพระสงฆ์แล้วพระพุทธองค์จะสอนให้พิจารณาว่าอาหารทั้งหลายเป็นเพียงธาตุ ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่สัตว์ตัวตนใดๆ เมื่อกินเข้าไปแล้วก็จะขับถ่ายออกมาเป็นของเน่าเสีย สกปรกน่ารังเกียจ ดังนั้นจึงไม่ควรกินเพื่อความเอร็ดอร่อย มัวเมา ลุ่มหลง หรือเพื่อประดับ ตกแต่ง แต่กินเพื่ออนุเคราะห์ร่างกายให้คงอยู่ เพื่อบรรเทาความทุกข์จากความหิว เพื่อให้มีชีวิตอยู่จะได้สร้างประโยชน์ต่อโลก และเพื่อจะได้ปฏิบัติให้พ้นทุกข์ต่อไป ถ้าพระสงฆ์จะปฏิบัติตามหลักการนี้ได้ก็จะทำให้ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหตุให้เกิดการฆ่าสัตว์และพืชได้
อีกอย่างพระพุทธองค์ทรงห้ามพระภิกษุฉันเนื้อสัตว์แปลกๆ เช่น สุนัข เสือ เป็นต้น และเนื้อสัตว์ที่เห็นเขาฆ่า ได้ยินเขาฆ่า หรือเขาฆ่าเฉพาะเจาะจงมาถวาย ถ้าขืนฉันก็ต้องอาบัติ(ทำผิดแล้วจิตตกต่ำ)


|ไปดูคำถาม-คำตอบเก่าย้อนหลัง ||ไปดูคำถามทั้งหมด ||ไปถามปัญหาใหม่|