ถาม-ตอบ



(๗๑) ชื่อ - club 25                 อีเมล์ -
คำถาม-
ถ้า จิต เป็น อนัตตา จริง
ทำไมแต่ละคนถึงเกิดมาต่างกัน ในรูปร่าง หน้าตา ฐานะ ความคิด
หมายความว่า มีกฎแห่งกรรมที่เกิดขึ้นจริง ในภพภูมิ อดีต ส่งผลถึง ปัจจุบัน
อย่างนั้น กรรมเหล่านั้นก็ต้องติดตาม วิญญาณ ก็มีอยู่จริง
แล้วบอกว่า จิต สลายไปกับ ร่างกาย จะเป็นไปได้อย่างไร
ข้าพเจ้าได้เข้ามาเว็บไซต์นี้เมื่อปีที่แล้ว และได้คิด ได้มอง ได้ตั้งคำถามอย่างที่ท่านเตชปุญญาเคยเขียนไว้
มาตลอดในช่วงชีวิต สงสัย สิ่งต่าง ๆมามากมาย ได้ค้นพบหลายอย่าง แต่ในการค้นพบนั้น บางครั้งก็ถามตัวเองว่า
มันเสียเวลาไป จนลืมมาดูแลชีวิตที่แท้จริงไปหรือเปล่า
มีหลายอย่างในเว็บไซด์ที่ท่านเตชปุญญาเขียน แล้วข้าพเจ้าเห็นพร้องด้วยจริง ๆ
และคิดอย่างท่านมากมาย
แต่บางคำถาม ที่ข้าพเจ้าสงสัย ขอคลายความสงสัยให้ทีนะคะ
ยินดีจะเผยเเพร่คำสอน คำแนะนำ ความจริง ของท่านให้กับคนที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเหมาะสมที่จะรับรู้ ด้วยปัญญาแท้จริงได้
ขอบคุณคะ
คำตอบ-
การที่จะเข้าใจและเห็นแจ้งเรื่อง "จิตเป็นอนัตตา" ได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่จากการอ่านมาเท่านั้น แต่จะต้องมีทั้งความเข้าใจด้วยเหตุผลที่สมเหตุสมผลอย่างที่สุด รวมทั้งยังมีของจริงมาเป็นหลักฐานยืนยันอีกด้วย (ลองศึกษาจากหนังสือ "ฉันคืออะไร?" ของเว็บนี้) ไม่ใช่เพียงแค่การอ่านจากตำรามา หรือฟังจากคนอื่นมา หรือถูกปลุกฝังมานมนานอย่างเช่นความเชื่อเรื่องวิญญาณเวียนว่ายตาย-เกิดอย่างของพราหมณ์ (คือเชื่อว่าจิตเป็นอัตตา) ที่ไม่มีทั้งเหตุผลที่สมเหตุสมผลและหลักฐานที่เราจะพบเห็นได้หรือหรือพิสูจน์ได้จริงมายืนยัน ซึ่งจากคำถามของคุณนี้ก็ทำให้ทราบได้ทันทีว่าคุณยังไม่เข้าใจเรื่อง “ทุกสิ่งเป็นอนัตตา” ได้อย่างแท้จริง
ถ้าไปถามเรื่องนี้กับคนที่นับถือศาสนาต่างๆว่า "ทำไมแต่ละคนถึงเกิดมาต่างกัน ในรูปร่าง หน้าตา ฐานะ ความคิด?" แน่นอนว่าเขาก็ต้องตอบไปตาม "ความเชื่อ" ของเขานั่นเอง คุณลองทำใจให้เป็นอิสระจากความเชื่อทั้งหลายดู แล้วคุณก็จะเข้าใจได้ว่า ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมานมนานนั้นมันมีอิทธิพลต่อความคิดของมนุษย์เรามากมายเพียงไร? โดยเฉพาะคนที่ถูกปลูกฝังให้มีความเชื่อแม้ในเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีหลักฐานมายืนยันอยู่ทุกวี่วัน และก็มีคนเชื่อกันอย่างนี้ให้พบเห็นอยู่ทั้งปีหรือทั้งชีวิตของเขา เขาก็ย่อมจะมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เขาเชื่ออยู่นั้นมีหรือเป็นจริงแท้แน่นอน แม้ให้เขาไปตายเพื่อความเชื่อนั้นเขาก็ทำได้ นี่แสดงถึงการมีความเชื่อที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาเลยแต่มันก็ทำให้คนเชื่อนั้นเชื่อมั่นว่าเป็นจริงได้อย่างน่าอัศจรรย์
หรือคุณเคยลองคิดบ้างหรือไม่ว่า? ถ้าไม่มีเรื่องกฎแห่งกรรมตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ แล้ว (รวมทั้งไม่มีเรื่องพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดของแต่ละศาสนาด้วย) "ทำไมแต่ละคนถึงเกิดมาต่างกัน ในรูปร่าง หน้าตา ฐานะ ความคิด?" ซึ่งแน่นอนว่า ก็เหตุและปัจจัยต่างๆที่แวดล้อมเขาอยู่นั่นเองที่มาปรุงแต่งให้เขาเป็นอย่างนั้น อย่างเช่นรูปร่าง หน้าตา ก็มาจากยีน ฐานะก็มาจากพ่อแม่หรือการทำงานของเขาเอง ซึ่งก็ต้องมีเหตุปัจจัยมากมายที่มาทำให้เกิดขึ้น ส่วนความคิดก็มาจากความทรงจำที่เขาสั่งสมมาตลอดทั้งชีวิตนั่นเอง เป็นต้น
เปรียบเหมือนคนๆหนึ่งขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ คนที่เชื่อเรื่องดวงชะตา ก็บอกว่านั่นเป็นเพราะดวงชะตาของเขา คนที่เชื่อเรื่องผีหรือเทวดา ก็บอกว่านั่นเป็นเพราะผีหรือเทวดากระทำ ส่วนคนที่เชื่อเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน ก็บอกว่านั่นเป็นเพราะเวรกรรมของเขาจากชาติปางก่อน คือคนที่เชื่ออย่างไรก็จะบอกว่าเป็นเพราะ “สิ่งที่เขาเชื่อ” มากระทำ แต่ถ้าไปถามแพทย์ หรือนักวิทยาศาสตร์ หรือคนที่ไม่นับถือลัทธิหรือศาสนาอะไรเลย เขาก็จะบอกว่า เป็นเพราะคนขับประมาท หรือเมา หรือเพราะอะไรก็ตามที่มีหลักฐานมายืนยันให้เห็น คือเขาก็จะพูดไปตามสิ่งที่พิสูจน์หรือพบเห็นได้จริงนั่นเอง แต่จะต่างกับคนที่พูดไปตามความเชื่อที่เขายึดถืออยู่
จากกฎสูงสุดของธรรมชาติจะบังคับเอาไว้ว่า "ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น" ซึ่งเหตุและปัจจัยทั้งหลายนั้น ก็มาจากสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง ที่เราสามารถพบเห็นได้จริงนั่นเอง ซึ่งนี่คือหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การคิดคำนวณเอา หรือคิดเดาเอาตามความเชื่อของเราที่มีอยู่ ซึ่งนี่จัดเป็นหลักไสยศาสตร์
คนที่ถูกความเชื่อเรื่องวิญญาณเวียนว่ายตาย-เกิดครอบงำมานานนี้ เมื่อจะคิดอะไร จะศึกษาอะไร ก็มักจะคิดและศึกษาไปตามความเชื่อนี้เสมอ คือจะมีเรื่องการเวียนว่ายตาย-เกิดมาเป็นพื้นฐานในการคิดเสมอ ซึ่งมันก็ยากที่จะมาศึกษาให้เข้าใจพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ เพราะหลักพื้นฐานของพุทธศาสนาจะสอนให้ละเว้นการศึกษาเรื่อง กรรมและผลของกรรม (เรื่องอจินไตย ๔) ก่อน แล้วมาศึกษาหลักพุทธศาสนาในเรื่องการดับทุกข์ (อริยสัจ ๔) แต่นี่คุณกลับนำเอาเรื่องกรรมมาศึกษาให้เข้าใจก่อน แล้วจึงจะไปศึกษาเรื่องดับทุกข์ ซึ่งมันกลับกันกับหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง
ถ้าคุณจะปฏิบัติตามหลักพื้นฐานพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด โดยละเว้นเรื่องอจินไตย (ปล่อยวางความเห็นและความเชื่อทั้งหลายลงก่อน หรือทำใจให้เป็นอิสระ ถ้าไม่อิสระก็จะรับสิ่งสูงสุดไมได้) แล้วมาสนใจศึกษาเรื่องอริยสัจ ๔ และอนัตตา อย่างจริงจัง และมีการทดลองปฏิบัติ (ปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวเองลง) จนพบความสงบเย็นของจิต (หรือนิพพาน) ได้จริงแม้สักนิด คุณก็จะพบวิธีการดับทุกข์ได้ด้วยตัวของคุณเอง อันเป็นจุดหมายของพุทธศาสนา (มีดวงตาเห็นธรรม) แล้วความเชื่อเรื่องกรรมจากชาติก่อนก็จะหายไปได้เอง
แต่ตราบใดที่คุณยังมีความเชื่อเรื่อง “กรรมจากชาติก่อน” ฝังหัวอยู่เช่นนี้ ถึงคุณจะศึกษาธรรมะมาอย่างถูกต้องและมากมายสักเท่าใดก็ตาม คุณก็จะไม่สามารถเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งในคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้ เหมือนคนที่ต่างศาสนา และเขาก็ยังยึดมั่นในความเชื่อของศาสนาของเขาอยู่ ถึงเขาจะมาศึกษาศาสนาเราอย่างมากมาย เขาก็จะไม่สามารถเกิดความเข้าใจและมีความเชื่ออย่างที่เรามีอยู่ในศาสนาของเราที่แตกต่างจากศาสนาของเขาได้


(๗๐) ชื่อ - porn phuket                 อีเมล์ -
คำถาม-
เพิ่งได้เข้ามาอ่านเว็บไซต์ อันมีสาระนี้ไม่นาน แต่มีข้อสงสัยประเด็นหนึ่ง ที่คาใจอยู่มาก อันอยากจะเรียนนมัสการถามพระคุณเจ้า คือว่า จิตของเราที่มีอยู่นี้มาจากเหตุที่มีธาตุ๔ และขันธ์๕ มาประชุมกันครบ เมื่อขันธ์ดับ ธาตุสลาย จิตก็ย่อมจะดับไปด้วย (เพราะเป็นอนัตตา) และเป็นการดับถาวร ไม่มีการไปจุติอีกใช่หรือไม่ครับ ซึ่งหมายความตรงไปตรงมาว่าตายแล้วไม่เกิด ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ
ถ้าเป็นการเข้าใจถูกต้องดังนั้น ในกรณีที่ว่าตายแล้วไม่เกิด การทำบุญ ทำกุศล ก็ควรทำเพียงเพื่อยังประโยชน์ในโลกนี้ใช่ไหมครับ ซึ่งคงจะสอดคล้องกับวลีที่ว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ" ใช่ไหมครับ หากกระผมเข้าใจถูกต้องก็หมายความได้ว่า จะกระทำอะไรก็ตามหากกระทำแล้วตัวเองรู้สึกว่ามีความสุขในระหว่างมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ก็ทำได้ ทำให้ตัวเองมีความสุขพอใจ แล้วก็ตายไป จบกันไป อย่างนี้ใช่ไหมครับ
และเราทุกคนแสวงหาความสุขให้ตัวเองให้เต็มที่ได้อย่างอิสระ เสรี แนวทางของศีล ก็เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่อาจจะทำให้มีความสุขสงบ เพราะเป็นแนวทางที่ไม่ก่อศัตรู อันควรจะส่งผลให้มีความสุขตามสภาพได้อยู่แล้ว ถ้ายอมรับ แต่หากมีแนวทางอื่นที่ทำได้ หาความสุขได้ ศีลก็คงไม่จำเป็นถูกต้องหรือไม่ครับ อย่างเช่น ผมเกิดมามีอำนาจวาสนา บารมี จะข่มเหงใครบ้าง เอาเปรียบใครไปบ้าง ก็แทบไม่มีวันที่คนเหล่านั้นจะมาเอาคืนผมได้ ผมก็มีความสุขกับการได้หาความสุขใส่ตัว(แม้จะเอาเปรียบคนอื่น) มีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ชอบ(แม้คนอื่นจะไม่ชอบ) มีความสุขกับการได้ช่วยเหลือพรรคพวก ญาติมิตร ให้พ้นจากภัยตามกฎหมาย เมื่อเขากระทำผิด ผมก็ยังคงมีความสุขท่ามกลางพรรคพวก และยิ่งมีอำนาจมากขึ้น เมือตายแล้วก็จบกัน และอาจจะสอนให้ลูกพ้นจากความทุกข์ใจ ที่อาจเกิดจากความขัดแย้งเพราะการกระทำไม่ถูกต้องตามศีลธรรม มโนธรรม ว่า ไม่ต้องยึคศีลธรรม มโนธรรม ก็ได้ แค่ทำให้ตัวเองมีความสุข เมื่อไม่ต้องคำนึงถึงศีลธรรม ก็อาจทำชั่วได้โดยไม่รู้สึกขัดแย้ง และมีความสุขได้ ดังนี้ เมื่อตายก็จบกัน ไม่ต้องรับผลการกระทำใด ๆ อีกใช่ไหมครับ
กระผมต้องการคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากเลยครับ และเห็นว่าพระคุณเจ้าตอบข้อซักถามได้ชัดเจน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความกรุณา กราบนมัสการ
คำตอบ-
(ตอบ ถูกต้อง แต่ที่ถูกยิ่งกว่านั้นก็คือ มันไม่มีเรามาเกิด และไม่มีเราอยู่จริงในปัจจุบัน ซึ่งต้องทำความเข้าใจจุดนี้ให้ได้ก่อน จึงจะเข้าใจเรื่องตายแล้วเป็นอย่างไร?)
(ตอบ เรื่องการทำบุญเพื่อหวังผลในโลกหน้านั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่สอนให้เราโลภ กอบโกยเอาไปในชาติหน้า (ส่วนคนรับทำบุญกลับสุขสบายร่ำรวย) การทำดีก็มีผลเป็นความสุขใจในปัจจุบัน การทำชั่วก็มีผลเป็นความทุกข์ใจร้อนใจในปัจจุบัน แต่เราถูกหลอกมาจนชินชาแล้วว่า การทำดีต้องได้ขึ้นสวรรค์ การทำชั่วต้องตกนรก (ซึ่งทำให้ดูว่ามีผลมากมายจนอยากทำดีและไม่อยากทำชั่ว อย่างที่เรียกว่า "เอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ") ดังนั้นเมื่อมาสอนเรื่องความจริงในจิตใจของเราเอง จึงทำให้ยอมรับได้ยาก (รู้สึกเหมือนเราขาดทุนที่เคยทำบุญไปแล้วมากมาย) )
(ตอบ การทำดีก็เพื่อหล่อเลี้ยงจิตให้อยู่สุขสบายไปวันๆเท่านั้น แต่ก็ยังมีความทุกข์เกิดขึ้นเสมอแม้จะทำความดีอย่างที่สุดแล้วก็ตาม (พระพุทธเจ้าไม่สอนให้หยุดอยู่แค่การทำความดี แต่สอนให้ปฏิบัติให้อยู่เหนือความดี หรือหลุดพ้นจากความยึดถือว่ามีตนเอง) ส่วนการทำให้ตัวเองมีความสุขก็ต้องระวัง เพราะถ้าเป็นความสุขจากการทำผิดหรือชั่ว แม้มันจะรู้สึกเป็นสุข แต่สังเกตุดูให้ดีว่ามันจะเป็นสุกร้อน คือมีความเร่าร้อนใจผสมอยู่ด้วยเสมอ(จากตัณหาที่รุนแรง) ไม่ใช่สุขเย็นเหมือนการทำความดี (สุขสงบ) ที่สำคัญการทำความชั่วจะส่งผลทำให้จิตใจรู้สึกทุกข์ใจ เร่าร้อนใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่สบายใจ เพราะจิตใต้สำนึกมันก็รู้อยู่ว่านี่คือการทำความชั่ว ไม่ใช่ความดี ดังนั้นมันจึงเกิดความรู้สึกทุกข์ใจนี้ขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้ ส่วนเรื่องผลของการทำความชั่วภายนอก เช่น ตกต่ำ เดือดร้อน ยากจน หรือถูกลงโทษนั้น ไม่ใช่คำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งการทำชั่วนั้นกฎหมายบ้านเมืองเขาก็มีกฎหมายมาป้องกันเอาไว้แล้ว ถ้ากฎหมายบ้านเมืองอ่อนแอ ก็ต้องแก้ที่ประชาชนเลือกผู้แทนไม่ดีเข้าไปเอง ซึ่งก็ต้องสร้างปัญญาให้มากขึ้นแก่ประชาชน จึงจะแก้ปัญหานี้ได้ จะมาให้ศาสนามาโกหกให้คนไม่ทำชั่วนั้นไม่ควร เหมือนมาเขียนเสือให้วัวกลัว ซึ่งในที่สุดวัวก็จะฉลาดรู้ว่าไม่ใช่เสือจริงเข้าสักวัน
ที่สำคัญคือเรื่องกรรม-วิบากนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ศึกษาใหม่ไม่ควรสนใจ (อจินไตย) เรื่องที่ควรสนใจคือศึกษาเรื่องการดับทุกข์ (อริยสัจ ๔ -และอนัตตา จนเกิดดวงตาเห็นธรรม) เพราะถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องอริยสัจ ๔ อย่างถูกต้อง แล้วมาศึกษาเรื่องกรรม-วิบากเช่นนี้ ก็จะทำให้ไม่เข้าใจพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจสับสนหรือผิดเพี้ยนอย่างเช่นที่คุณกำลังเป็นอยู่นี้ได้ แต่ถ้าคุณเข้าใจเรื่องอริยสัจ ๔ เรื่องอนัตตาอย่างถูกต้องจนเกิดดวงตาเห็นธรรมแล้ว ปัญหาอย่างนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น)


(๖๙) ชื่อ - Yadanan Katekaew                 อีเมล์ -
คำถาม- ข้าพเจ้ามีเพื่อนที่นับถือศาสนาอื่น ถามข้าพเจ้าว่า "ศาสนาพุทธเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ชาติที่แล้วทำอะไรไว้ ชาติหน้าจะได้รับผลกรรมที่ทำ ฉะนั้นถ้าย้อนกลับไปที่ชาติแรกที่เกิดมาเราเกิดขึ้นมาได้ยังไง ต้องมีชาติก่อนชาติแรกด้วยเหรอ" ข้าพเจ้าไม่สามารถตอบเขาได้ว่าเพราะอะไร จึงขอความรู้จากท่านช่วยไขปัญหาให้ข้าพเจ้าด้วยค่ะ
คำตอบ-
คำสอนของพุทธศาสนาแท้ๆนั้นจะเป็นวิทยาศาสตร์ คือ มีเหตุผล มีหลักฐานอ้างอิง และไม่มีใครจะคัดค้านด้วยเหตุผลได้ ดังนั้นจากคำถามของคุณนี้ก็ตอบได้ว่า
คำสอนเรื่อง "การเรื่องเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกาย" ที่มีอยู่ในพุทธศาสนาในปัจจุบันนั้น เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่ผสมปลอมปนเข้ามาอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้วโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นเรื่องไสยศาสตร์ (วิชาของคนที่ไม่มีสติปัญญา ที่เอาไว้สาอนคนป่าคนดง) ไม่มีเหตุผล ไม่มีหลักฐานมายืนยัน และดับทุกข์ไม่ได้
แต่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของพุทธแท้ๆนั้นจะหมายถึง การที่จิตของเราในปัจจุบัน เกิดสภาวะต่างๆขึ้นมา เช่น เมื่อทำดีก็เกิดความสุขชใจอิ่มใจ ที่สมมติเรียกว่าเป็นเทวดา บนสวรรค์ ถ้าทำชั่วก็เกิดเป็นสัตว์นรกในนรก ถ้าโง่อย่างไม่สมควรจะโง่ก็เรียกว่เกิดเป็นสัตว์เดรฉาน เป็นต้น แต่เมื่อจิตหยุดการปรุ่งแต่งด้วยกิเลส จิตก็จะสงบเย็น ที่เรียกว่า นิพพาน (ต้องเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมจึงจะเข้าใจความหมายนี้)
ดังนั้นเมื่อเราจะตอบคนต่างศาสนา เราก็ต้องตอบว่า อะไรคือพุทธแท้ๆ และอะไรคือพุทธปลอมปน ซึ่งเป็นการดีที่มีคนถามเช่นนี้ เพื่อกระตุ้นให้เราสนใจศึกษาพุทธศานากันให้มากขึ้น ซึ่งก็ขอให้คุณนำเอาหนังสือจากเว็บนี้ (www.whatami.net ) มาอ่าน ก็จะเข้าใจพุทธแท้ๆได้ หรือจะนำเอาหนังสือเรื่อง "ไม่มีศาสนา" ไปให้เพื่อนต่างศาสนาอ่านบ้างก็จะดี
สงสัยอะไรก็สอบถามมาได้อีก


(๖๘) ชื่อ - ผู้ฝึกใหม่ใฝ่รู้                 อีเมล์ -
คำถาม-แล้วที่ว่า " ใจ (ใจ หมายถึง ศูนย์กลางแห่งการทำงานของจิต)
เจ้าศูนย์กลางเนี๊ยะ มันอยู่ตรงไหนในกายของเรา เพราะเห็นกายแล้ว
เห็นอาการของจิตแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใจ มันอยู่ตรงไหน ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงได้
โปรดเมตตาด้วย
คำตอบ-การที่จิตจะรับรู้หรือเกิดอาการใดๆขึ้นมา มันจะต้องติดต่อกับใจอยู่เสมอ แล้วใจคืออะไร? อยู่ที่ไหน? ตอบ ใจคือศูนย์กลางแห่งการทำงานของจิต
ใจทำงานโดยการใช้ข้อมูลจากสมอง(ที่สมองบันทึกไว้)มาประกอบในการปรุงแต่งให้เกิดความคิด ความอยาก ความยึดถือ เป็นต้น ถ้าไม่มีความทรงจำจากสมอง การคิด หรือการปรุงแต่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
แต่ถ้าจะถามว่า ใจ มันอยู่ตรงไหน? ก็ต้องตอบก่อนว่า ผู้ถามนี้ยังเชื่อว่า ใจ เป็น อัตตา อยู่ ดังนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันตั้งอยู่ที่ไหน?
ใจนี้แท้จริงก็คือ จิต ที่ทำหน้าที่รับรู้ และทำหน้าที่ต่างๆ ซึ่งการจะเรียกว่า จิต หรือ ใจ นั้นก็แล้วแต่ว่าจะมองว่าสิ่งนี้ทำหน้าที่อะไรอยู่ คือเมื่อมองว่ามันเป็นสิ่งวิจิตรงดงามหรือพิศดาร ก็เรียกว่า จิต แต่ถ้าจะมองว่ามันทำหน้าที่ต่างๆก็เรียกว่า ใจ แต่มันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นเอง
จิตหรือใจนี้ มันมีการเกิดและดับอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วตามระบบประสาทต่างๆของร่างกาย (คือที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) แต่ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น มันจะต้องเชื่อมต่อหรือสัมผัสอยู่กับใจอยู่ตลอดเวลา โดยใจนี้ก็อาศัยข้อมูลจากสมองมาใช้ในการปรุงแต่ง เมื่อเวลาเราหลับและไม่ฝัน หรือสลบไม่รู้สึกตัว จิตหรือใจก็จะดับลงหรือไม่มี แต่จะยังคงมีเพียงการรับรู้(หรือวิญญาณ)อ่อนๆที่เกิดขึ้นตามระบบประสาทต่างๆของร่างกายเท่านั้น (ถ้าได้ยินเสียงดังๆ หรือร่างกายถูกตีแรงๆ วิญญาณที่หูหรือที่ร่างกาย ก็จะเกิดขึ้นมาอย่างเข้มข้น แล้วทำให้จิตตื่นขึ้นมาทำงานอย่างเต็มที่ได้)
ดังนั้น สรุปได้ว่า จิตหรือใจนี้มันเปรียบเหมือนไฟกระพิบ ที่เกิดจุดนี้ แล้วก็ดับไปเกิดจุดโน้นเรื่อยไป จึงจะหาจิตหรือใจที่ตั้งอยู่เป็นตัวตนไม่มี หรือเปรียบเหมือนระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องอาศัยระบบต่างๆของเครื่องและกระแสไฟฟ้ามาทำงานร่วมกัน จึงเท่ากับจะหาที่ตั้งของระบบการทำงานไม่มี แต่ที่สำคัญเราอย่าไปสนใจเรื่องนี้ เรื่องที่เราควรสนใจก็คือ เพ่งพิจารณาดูว่า จิตมันเกิดอยู่นิ่งๆตลอดเวลาหรือเปล่า (มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง)? อย่างจริงจังและต่อเนื่อง(ใช้สมาธิ) ก็จะทำให้เกิดความเห็นแจ้งได้ว่า จิตนี้มันไม่เที่ยง และต้องทนอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ไม่เที่ยงและต้องทนอยู่นี้ จึงเป็น อนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน(ไม่ใช่อัตตา)ของใครๆได้ (เกิดปัญญา)


(๖๗) ชื่อ - ผู้ฝึกใหม่ใฝ่รู้                 อีเมล์ -
คำถาม-จิต มีสภาพเป็นอย่างไร ? มีที่ตั้งหรือไม่ ? ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงจิตได้ ?
เมื่อเข้าถึงได้แล้ว สภาวะเป็นอย่างไร ? แล้วหลังจากนั้นจะละสังโยชน์เบื้องต้นได้อย่างไร?
ขอช่วยให้ชี้แนะด้วยครับ
คำตอบ-คุณจะศึกษาเรื่องจิตนี้อย่างไร? จากการคิดคำนวณโดยไม่ดูจากสิ่งที่มีอยู่จริง หรือดูจากสิ่งที่มีอยู่จริง?
ถ้าเราศึกษาจิตจากการคิดคำนวณ เราก็จะไม่สามารถเข้าใจและเห็นแจ้งเรื่องจิตได้ เพราะไม่ได้ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง แต่ถ้าเราศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง เราจึงจะสามารถเข้าใจและเห็นแจ้งจิตได้อย่างถูกต้อง
แน่นอนพุทธศาสนาย่อมสอนให้เราศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งได้อย่างถูกต้องที่สุด และไม่มีทางผิดพลาดได้
จิต มีสภาพเป็นอย่างไร ? ตอบ ก็ดูจากจิตของตัวเราเอเง ซึ่งจิตก็คือ สิ่งที่รับรู้สิ่งต่างๆได้, รู้สึกสิ่งที่รับรู้นั้นได้, จำสิ่งที่รับรู้แล้วนั้นได้, และมีการปรุงแต่งให้เกิดอาการต่างๆเช่น ความอยาก ความยึดถือ และความคิด ขึ้นมาได้ ที่เรียกรวมๆว่า "รู้สึกนึกคิด" จิตไม่ได้มีลักษณะอย่างวัตถุ ที่จะสามารถสัมผัสได้ด้วยระบบประสาทของ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แต่จะสัมผัสได้ด้วย ใจ (ใจ หมายถึง ศูนย์กลางแห่งการทำงานของจิต)
มีที่ตั้งหรือไม่ ? ตอบ จิตมีการเกิดและดับอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เหมือนกระแสไฟฟ้า ที่เกิดและดับตามระบบประสาทต่างๆของร่างกายอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จิตไม่ได้เป็นตัวตนอย่างวัตถุ จิตไม่ต้องมีที่ตั้งเหมือนวัตถุ จิตเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งหรือสร้างให้เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัย เหมือนแสงสว่างจากหลอดไฟที่ถูกสร้างขึ้นมาจากระบบอิเลคทรอนิคส์และกระแสไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ แสงสว่างจากหลอดไฟนั้น เมื่อดูอย่างผิวเผินเราจะรู้สึกเหมือนกับว่ามันเกิดอยู่นิ่งๆตลอดเวลา แต่ถ้าดูอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่า แสงไฟฟ้านั้นมันมีการเกิดและดับติดต่อกันอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งการเกิดและดับของจิตนี้ก็เป็นไปตามลักษณะ อนัตตา ของจิต (จิตเป็นอนัตตา)
ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงจิตได้ ? เมื่อเข้าถึงได้แล้ว สภาวะเป็นอย่างไร ? แล้วหลังจากนั้นจะละสังโยชน์เบื้องต้นได้อย่างไร? ตอบ การเข้าถึงจิตก็คือการสังเกตุจากจิตของเราเองจริงๆ โดยไม่ยึดติดกับคำสอนหรือความเชื่อใดๆ (เพราะความเชื่อหรือคำสอนจากคนอื่นนั้นมันอาจจะมีความผิดพลาดได้)
การเข้าถึงจิตนี้เราทำเพื่ออะไร? ในทางพุทธศาสนาสอนเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจปัจจุบัน ดังนั้นการเข้าถึงจิตก็เพื่อให้เกิดการดับทุกข์ของจิต ซึ่งการเข้าถึงจิตในแนวทางดับทุกข์นี้ก็คือ การมองเห็นความเป็น "อนัตตา"ของจิต ( คำว่า อัตตา หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวตนชนิดที่เป็นอมตะนิรันดร คือเที่ยงแท้ถาวร ไม่มีลักษณะของทุกข์ ซึ่งเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ส่วนคำว่า อนัตตา หมายถึง สภาพที่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนชนิดที่เป็นอมตะนิรันดร ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร และมีลักษณะของทุกข์ที่หมายถึง สภาพที่ต้องทนอยู่)
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจิตเป็นอัตตาหรืออนัตตา? ตอบ เราก็ต้องสังเกตุดูว่า จิตของเรานี้มันเที่ยงแท้ถาวรหรือไม่?(คือเกิดการรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอเวลาโดยไม่เคยดับลงเลย) ถ้ามันไม่เคยดับ(คือหลับสนิทหรือสลบโดยไม่รู้สึกตัวเลย) ก็แสดงว่าจิตนี้มันเป็น อัตตา อย่างที่พราหมณ์สอน แต่ถ้ามันมีการเกิดและดับ(คือตื่นและหลับอยู่เสมอๆ) และเปลี่ยนแปลง(คือแม้เมื่อเกิดอยู่ มันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา) มันก็ย่อมที่จะเป็น อนัตตา ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
เมื่อพบว่าจิตเป็น อนัตตา แล้วจะทำให้เราเข้าใจอะไร? เมื่อพบว่าจิตเป็นอนัตตา ก็เท่ากับทำให้เราเข้าใจได้ว่า จิตนี้เป็นเพียง "สังขาร" หรือ สิ่งที่ถูกปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น คือเมื่อเหตุปัจจัยของมันครบ (คือมีร่างกายที่ยังเป็นๆอยู่และมีความทรงจำจากสมองอยู่ด้วย) จิตก็เกิดขึ้น แต่เมื่อเหตุหรือปัจจัยของมันหายไป จิตก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ และเมื่อเมื่อพบว่าจิตเป็นอนัตตา ดังนั้น จิตที่รู้สึกว่ามีตัวเราอยู่นี้ มันก็ย่อมที่จะเป็น อนัตตา ด้วย ซึ่งก็เท่ากับว่า สิ่งที่เรารู้สึกและยึดถือว่าเป็นตัวเรา(จิตเรา)นี้ มันเป็นเพียงสิ่งที่ธรรมชาติปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น หาได้มีอยู่อย่างถาวร(คือเป็นอมตะ)ตามที่ศาสนาพราหมณ์สอนไม่
ความเข้าใจว่าจิตเป็น อนัตตา นี้ ก็จะทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า "แท้จริงสิ่งที่เรารู้สึกและยึดถือว่าเป็นเรานี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเลย" (คือไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลาและถาวรหรือเป็นอมตะเลย) และเมื่อเรา(ตามที่สมมติเรียก)เพ่งดูจิตว่าไม่มีเราอยู่จริงดังนี้อย่างต่อเนื่องและมั่นคึง(คือมีสมาธิ)แล้ว จิตมันก็จะเข้าใจและมองเห็น(ซาบซึ้ง)ความจริงว่า "แท้จริงมันไม่มีเราและใครๆอยู่จริงเลย" แล้วมันก็จะคลายความยึดถือว่ามีตัวเราและตัวตนของคนอื่นลง เมื่อไม่มีความยึดถือ(อุปาทาน) จิตมันก็ไม่มีทุกข์(แม้เพียงชั่วคราว) เมื่อไม่มีทุกข์ จิตมันก็สงบเย็น(ที่สมมติเรียกว่า นิพพาน ที่หมายถึง ความสงบเย็น ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส เบาสบาย) แม้เพียงชั่วคราว เมื่อทุกข์ดับลง(แม้เพียงชั่วคราว)จริง ก็ชื่อเราเห็นอริยสัจ ๔ อันเป็นวิธีการดับทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว
เมื่อทุกข์ดับ และนิพพานปรากฏจริง เราก็เข้าใจได้ทันทีว่า คำสอนเรื่องอนัตตาของพระพุทธเจ้านี้ถูกต้องและใช้ดับทุกข์ได้ ก็ทำให้สังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ตัวจะถูกทำลายลงทันที (คือความเห็นว่ามีสิ่งที่เป็นตัวตนถาวรหรืออัตตา หายไป, ความลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้า-ผู้ค้นพบและนำเรื่องอนัตตามาสอน พระธรรม-คำสอนเรื่องอนัตตาและอริยสัจ ๔ และพระสงฆ์-ผู้ปฏิบัติตามพระธรรม ก็หมดไป, และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน หรือมุ่งตรงไปสู่การดับทุกข์โดยตรงไม่อ้อมค้อม)
สังโยชน์เบื้องตำ ๓ ประการนี้ ยังเป็นแค่เพียงการมีความเห็นที่ถูกต้องตามที่เป็นอยู่จริงของธรรมชาติเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่มีกิเลสหรือหมดกิเลสอย่างสิ้นเชิงเลย แต่ผู้ที่พอจะมีความเห็นที่ถูกต้องเช่นนี้ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติของคนดีและมีสติปัญญาอยู่บ้าง คือ เสียสละ มีศีล มีปัญญา อดทน มีความเพียร หนักแน่น จริงใจ(ซื่อสัตย์) หนักแน่น เป็นมิตรกับทุกคน (ไม่ผูกโกรธอาฆาติพยาบาทใครอยู่) ปล่อยวางได้บ้าง (ซึ่งก็คือบารมี ๑๐) ถ้ามีบารมีไปพอ ก็ไม่สามารถทำลายสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๓ นี้ได้ แต่ถึงจะมีบารมีพอ ถ้าไม่พบผู้รู้จริงมาสั่งสอน ก็ไม่สามารถพบหนทางละสังโยชน์ที่ถูกต้องได้อีกเหมือนกัน
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ "ฉันคืออะไร?" ได้จากเว็บนี้ (www.whatami.net)


|ไปดูคำถาม-คำตอบเก่าย้อนหลัง ||ไปถามปัญหาใหม่|