ถาม-ตอบ ๕

(๓๗) ชื่อ aurapin91
อีเมล์ -
คำถาม- กายเคลื่อนไหว หรืออยู่นิ่ง(ลืมตา) แต่สติควบคุมจิตให้ว่างจากความคิดปรุงแต่ง เป็นสมาธิหรือไม่ และ การดับของความคิดปรุงแต่ง เป็นการดับของจิตหรือไม่ ขอความกรุณาอธิบายด้วยค่ะ

คำตอบ- จิตที่มีสมาธิจะมีคุณสมบัติ ๓ ประการ คือ (๑) บริสุทธ์ คือไม่มีกิเลสและนิวรณ์ (๒) ตั้งมั่น คือสงบ มั่นคง ไม่ส่ายซ่าน (๓)ควรแก่การงาน คือมีความสุขุมรอบครอบ อ่อนโยน ซึ่งลักษณะ ๓ ประการนี้จะเป็นตัววัดว่าเรามีสมาธิหรือไม่ เพียงแค่จิตว่างจากความคิดปรุงแต่งนี้งยังไม่แน่ เพราะแม้จะไม่มีการคิด แต่จิตลึกๆอาจยังมีนิวรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง เช่น กามฉันทะ หรือความพึงพอใจเล็กๆน้อยๆในกามอยู่ก็ได้ หรือถึงจะเป็นสมาธิก็เป็นแค่สมาธิเล็กๆน้อยๆ ยังไม่ใช่สมาธิขั้นสูง(ฌาน) ส่วนการดับของความคิดปรุงแต่งยังไม่ใช่การดับของจิต เพราะจิตคือสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ แม้จะไม่มีการคิด แต่ก็ยังมีการรับรู้,ความรู้สึก,และจำอะไรๆได้อยู่ จิตก็ยังชื่อมียังเกิดอยู่ จนกว่าจะไม่มีอาการทั้งหมดนี้จิตจึงจะชื่อว่าดับ


(๓๖) ชื่อ renu
อีเมล์ -renamcha@yahoo.co.th
คำถาม- ขอความกรุณาอธิบายว่า รูปนามดับ ความดับของรูป คือ ไม่รู้สึกว่ามีกายปรากฎอยู่ ส่วนการดับของนามหรือจิต เป็นอย่างไร กรุณาอธิบายด้วยค่ะ

คำตอบ-ความดับหมายถึงการที่มีอยู่แล้วสิ่งนั้นหายไป เมื่อไม่รู้สึกว่ามีกายปรากฏอยู่ ก็เรียกว่ากายดับได้ชั่วคราว ส่วนการดับของนามหรือจิตก็หมายถึงจิตไม่รับรู้สิ่งใดๆหรือไม่รู้สึกตัวเลย อย่างเช่นขณะที่หลับสนิทและไม่ฝัน ซึ่งเป็นการดับชั่วคราว เพราะเมื่อยังมีร่างกายที่ดีพร้อมอยู่ จิตก็จะกลับมาเกิดขึ้นอีก จนกว่าร่างกายจะตาย ทั้งร่างกายและจิตก็จะดับอย่างถาวร แต่ถ้าจะพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่าจิตแม้จะกำลังเกิดอยู่นี้ก็กำลังมีการเกิดและดับสืบเนื่องอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว เหมือนไฟฟ้ากระแสสลับที่เกิดและดับ ๕๐ ครั้งต่อวินาที แต่สายตาเรามองไม่เห็น ซึ่งนี่แสดงถึงความเป็นอนัตตาของจิต


(๓๕) ชื่อ เจียรนัย
อีเมล์ -jkhantipongse@hotmail.com
คำถาม- เวลาอ่านหนังสือธรรมะมักจะบอกให้แนะนำชักชวนผู้อื่นให้ปฏิบัติด้วย แต่ไม่ชอบคุยกับคนอื่นอยากปฏิบัติคนเดียว เวลาคุยกับคนอื่นบางครั้งจะถูกล้อเลียน โต้ตอบในทางลบทำให้ไม่อยากคุย

คำตอบ-อันนี้เป็นธรรมดาของนักปฏิบัติที่เมื่อพบกับสิ่งที่รู้สึกว่ามีค่ามากแล้วก็อยากจะชักชวนให้คนอื่นได้พบบ้าง แต่สิ่งที่จะบอกนั้นกลับเป็นสิ่งที่คนอื่นเขาไม่เห็นคุณค่า เพราะเขายังไม่มีความพร้อม(ยังไม่มีปัญญาเพียงพอ)ดังนั้นเขาจึงมักจะล้อเลียนหรือโต้ตอบไปในทางลบ จึงทำให้ไม่อยากจะคุยกับเขาในเรื่องธรรมะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายจะต้องผ่านจุดนี้มาก่อนจึงจะเกิดความ เข้าใจว่าธรรมะนี้ลึกซึ้งยากที่คนทั่วๆไปจะเข้าใจได้ ซึ่งต่อไปไม่นานผู้ที่ปฏิบัตินี้ก็จะค่อยๆปรับตัวไปเป็นผู้ปฏิบัติแต่ผู้เดียว โดยไม่สนใจชักชวนใครอีก นอกเสียจากจะพบคนที่สนใจปฏิบัติจริงๆจึงจะคุยด้วย เหมือนกับที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "บุคคลย่อมเข้ากันได้โดยธาตุ" คือคนเราจะสนิทสนมกันได้ด้วยมีอุปนิสัยเหมือนกัน แต่ถ้ามีอุปนิสัยไม่ตรงกันแล้วก็จะไม่สามารถสนิทสนมกันได้(๑๓/๑๐/๔๘)


(๓๔) ชื่อ aurapin
อีเมล์ -aurapin91@chaiyoo.com
คำถาม- ระยะนี้กายของผู้ปฏิบัติรู้สึกเจ็บปวดบ่อย ๆ จึงได้กำหนดลมหายใจจนจิตสงบตั้งมั่น แล้วพิจารณาให้เห็นว่ากายนี้เป็นเพียงธรรมชาติที่มีอาการอยู่จริง ส่วนจิตนั้นยังคงนิ่งตั้งมั่นดูอาการเจ็บปวดของกายอยู่ ทำให้เห็นกายและจิตเป็นคนละส่วนกันจริง และได้เห็นจิตนี้เองที่เป็นตัวรู้เรื่องของกายทั้งหมด และชอบปรุงแต่งรับเอากายมาเป็นตัวตนของตนอยู่เสมอ และที่สำคัญคือทำให้ไม่เห็นมีตัวผู้ปฏิบัติ มีแต่ธรรมชาติของกายและจิตที่แปรปวนอยู่เสมอ ปฏิบัติเช่นนี้ถูกทางในการปฏิบัติหรือไม่ค่ะ ขอความกรุณาให้คำแนะนำ

คำตอบ-การปฏิบัติเช่นนี้ยังบอกไม่ได้ว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะตัวผู้ปฏิบัตินั่นเองที่จะเป็นผู้ตอบ
คือถ้าจากคำถามที่บอกมาก็นับว่าถูกต้องตามหลักการปฏิบัติ คือมองเห็นความว่างจากตัวตนทั้งในร่างกายและจิตใจโดยมีจิตที่ตั้งมั่นมองเห็นอยู่ด้วย คือมีพร้อมทั้งปัญญาและสมาธิตามหลักอริยมรรค แต่สิ่งที่จะเป็นเครื่องชี้วัดว่าการปฏิบัติจะถูกต้องหรือไม่นั้นก็คือตัว"ความทุกข์" คือถ้าปฏิบัติถูกเมื่อใด ความทุกข์ก็จะระงับดับลงเมื่อนั้น และจิตก็จะสงบเย็น และเบาสบาย ปลอดโปร่งแจ่มใสขึ้นมาทันที(แม้ชั่วคราว) เพราะไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเรามารบกวน(หรือมีน้อยมาก) แต่ถ้าปฏิบัติผิด(คือลักษณะเช่นนี้อาจเกิดมาจากการคิดขึ้นเองจากการอ่านมา หรือฟังมาจากคนอื่นก็ได้)ความทุขก์ก็จะยังไม่ระงับ คือจิตจะยังเศร้าหมองขุ่นมัวอยู่ ยังไม่สงบเย็น ยังหนักใจอยู่ เพราะยังมีความรู้สึกว่ามีตัวเรามารบกวนจิตอยู่ (อยากให้ศึกษาจากหนังสือ"พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น"จากเวบไซต์นี้เพื่อจะได้เข้าใจยิ่งขึ้น)(๑๓/๑๐/๔๘)


(๓๓) ชื่อ นพดล
อีเมล์ -swangnop_n@hotmail.com
คำถาม- เป็นคนคิดมาก เจ้าคิดเจ้าแค้น ให้อภัยคนอื่นไม่เป็น และไม่ชอบเห็นใครดีเกินหน้า ไม่ชอบให้ใครมายั้วโมโหพอมายั้วแล้วจะชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาท ผมควรจะทำยังไงกับชีวิตดี ครับ

คำตอบ-ปัญหานี้มีต้นกำเนิดมาจาก "ความยึดถือว่ามีตัวเรา" และมันพิเศษตรงที่ว่าผู้ถามนี้ค่อนข้างจะมีความยึดถือมากอยู่สักหน่อย จึงทำให้เป็นคนถือตัวมากและเย่อหยิ่งไม่ยอมใคร ซึ่งที่จริงทุกคนก็เป็นเช่นนี้เพียงแต่ว่าอาจจะน้อยกว่าหน่อยเท่านั้น การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ที่ต้นตอคือ "กำจัดความยึดถือว่ามีตัวเรา"นี้เสียตามหลักอริยสัจ ๔ ของพุทธศาสนา ซึ่งก็สรุปอยู่ที่การใช้สมาธิมาข่มความยึดถือว่ามีตัวเรานี้ให้บรรเทาเบาบางลงและใช้ปัญญาที่เห็นแจ้งว่าแท้จริงมันไม่มีอะไรที่จะมาเป็นตัวเราได้จริงมาเป็นเครื่องช่วยให้จิตปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวเราลงจนไม่มีเหลือ โดยต้องมีความปกติของจิต(ศีล)เป็นพื้นฐาน ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดได้จากหนังสือ"พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น"จากเวบไซต์นี้


(๓๒) ชื่อ aurapin
อีเมล์ -aurapin91@chaiyoo.com
คำถาม- เมื่อมีสิ่งที่มากระทบแล้วทำให้จิดคิดเป็นสุข หรือ ทุกข์ ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่า ไม่ว่าความคิดทั้งเรื่องสุข หรือทุกขฺ์ จริงๆแล้วเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น จึงทำให้เบื่อในความคิด เดี๋ยวนี้เมื่อจิตเริ่มคิด สติจะเห็นความคิดที่จะเกิดขึ้นทันที แล้วก็เห็นความคิดดับไปในทันที อยากทราบว่า การเห็นความทุกข์ของความคิดนี้เป็นการเห็นความทุกข์ในอริยสัจหรือไม่ และเป็นการดับทุกข์ในอริยสัจหรือไม่ ขอความกรุณาอธิบายค่ะ

คำตอบ-ลักษณะเช่นนี้ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นการเห็นอริยสัจหรือไม่ เพราะถ้ามีการมองเห็นอนัตตาอยู่ในการปฏิบัตินี้จึงจะเรียกว่าเป็นการเห็นอริยสัจได้จริง ถ้าไม่มีการเห็นอนัตตาก็ยังไม่เรียกว่าเห็นอริยสัจจริง การเห็นอนัตตาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องเป็นอันดับแรก(ศึกษาได้จากหนังสือ"พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น"ของเวบนี้)


(๓๑) ชื่อ -aurapin
อีเมล์ -aurapin91@chaiyoo.com
คำถาม- การที่สติเห็นความคิดเกิดขึ้นแล้วความคิดนั้นดับไปในทันที (เพราะไม่ส่งเสริมปรุงแต่งความคิด) จะเป็นอย่างไร ขออธิบายด้วยค่ะ

คำตอบ-อาจเป็นไปได้ ๒ ทาง คือ ๑.มีสมาธิมาดับความคิดนั้นโดยมีปัญญาอยู่เบื้องหลังหรือ ๒. มีปัญญามองเห็นความคิดว่าเป็นตัวสร้างทุกข์จึงได้ดับมันลงเองโดยอัตโนมัติโดยมีสมาธิอยู่เบื้องหลัง ซึ้งก็เป็นแนวทางปกิบัติที่ดีทั้งสองทางแล้วแต่ว่าใครจะชำนาญทางใด ก็พยายามปฏิบัติให้มาก


(๓๐) ชื่อ -aurapin
อีเมล์ -aurapin91@chaiyoo.com
คำถาม- ปฐมฌาน มีองค์ 5 คือ วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกคตารมณ์ ส่วน อัปนาสมาธิ เป็นอย่างไร ขอความกรุณาอธิบายค่ะ

คำตอบ-สมาธิมีอยู่ ๓ ประเภท คือ(๑ )ขณิกสมาธิ คือสมาธิเล็กๆน้อยๆ เวลาที่เราเริ่มฝึกสมาธิ (๒) อุปจารสมาธิ คือสมาธิที่ใกล้จะถึง ฌาน (๓)อัปนาสมาธิ คือสมาธิที่แน่วแน่ซึ่งเป็นระดับฌานตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป ดังนั้นปฐมฌานที่ถามมาจึงจัดเป็นอัปนาสมาธินั่นเอง (ศึกษารายละเอียดได้ที่หนังสือพุทธศาสนาในฐานะวิทยาศาสตร์ ภาคผนวก บทที่ ๓ อานาปานสติสมาธิ)



|ไปดูคำถามเก่า-คำตอบย้อนหลัง ||ไปถามปัญหาใหม่|