ถาม-ตอบ ๖


(๔๒) ชื่อ วิทูรย์
อีเมล์ -
คำถาม- จากที่ได้อ่านพุทธศาสนาระดับเริ่มต้นบทที่ 1-8 พอจะจับใจความได้ว่าเมื่อคนเราตาย นามธรรมส่วนที่เป็นจิดจะดับไปอย่างถาวร คือจิตดับไปตามร่างกาย จิตไม่ได้มีตัวอยู่จริงแต่อาศัยร่างกายเกิดขึ้นมา และคนเราเกิดมาจากการที่พ่อแม่ทำให้เกิดมา ไม่ได้มีชาตินี้ชาติหน้าเหมือนศาสนาพราห์ม คำอธิบายดังกล่าวคล้ายๆกับมติหนึ่งในสมัยพุทธกาลคือตายแล้วสูญ
ทำให้คิดต่อว่ามหาโจรคนทำชั่วตายแล้วก็เหมือนคนทำดีคือเมื่อตายแล้วจิตก็ดับไปอย่างถาวรตามร่างกายไม่ได้มีผลอะไร เพราะหลังจากตายแล้วจะเท่ากัน อาจเกิดทำให้มีผู้เข้าใจไปว่าบางทีการฆ่าคนอาจทำให้เขาพ้นทุกข์ก็ได้เพราะเท่ากับทำให้เขาจิดดับไปตามกายอย่างถาวร ขอคำอธิบายในหลักการที่พอจะทำให้มีความเข้าใจได้

คำตอบ-(๑๐ ธ.ค. ๒๕๔๘)คำถามนี้แยกได้ ๓ ประเด็นคือ เรื่องตายแล้วสูญกับคนทำชั่วตายแล้วจะเหมือนคนทำดี และการฆ่าคนอาจทำให้คนที่ถูกฆ่าพ้นทุกข์ได้
ประเด็นแรกคำว่าตายแล้วสูญจะหมายถึงความเชื่อที่ว่า "มันมีตัวตนอยู่ก่อน เมื่อตายแล้วตัวตนนี้จะดับสูญหรือสูญหายไปเลย ไม่มีอะไรจะไปเกิดใหม่อีก" ซึ่งจะตรงข้ามกับความเชื่อที่ว่า "มันมีตัวตนอยู่ก่อน เมื่อตายแล้วตัวตนนี้ก็ยังสามารถไปเกิดใหม่ได้" ซึ่งจากหนังสือพุทธศาสนาระดับเริ่มต้นนี้จะไม่อยู่ในความเชื่อทั้งสองนี้ เพราะอะไร? เพราะหนังสือนี้จะสอนว่า "มันไม่มีตัวตน" (หรือไม่มีตัวเรา) ซึ่งเมื่อมันไม่มีตัวตนเสียแล้ว ก็แสดงว่ามันไม่มีตัวตนมาเกิดตั้งแต่ต้นแล้ว และไม่มีตัวตนแม้ขณะที่กำลังเป็นอยู่ ซึ่งรวมทั้งเมื่อตายมันจึงเท่ากับไม่มีอะไรตาย ดังนั้นมันจึงไม่มีตัวตนมาให้สูญ และรวมทั้งไม่มีตัวตนให้ไปเกิดใหม่อีกด้วย เปรียบเหมือนกับการที่มีคนนั่งเรือข้ามฟาก ซึ่งเรือลำหนึ่งนั้นมีคนนั่งไปด้วย เมื่อไปถึงฝั่งโน้นแล้วคนนั้นก็ข้ามไป(คือตายแล้วเกิด) แต่เรืออีกลำหนึ่งนั้นมีคนนั่งไปด้วย แต่ว่าคนๆนั้นตกน้ำหายไปเสียก่อน ดังนั้นคนนั้นจึงสูญหายไป จึงมีแต่เรือเปล่าๆที่ไปถึงฝั่งโน้น(คือตายแล้วสูญ) ส่วนเรืออีกลำนั้นมันไม่มีคนนั่งไปด้วย เมื่อมันไปถึงฝั่งโน้นแล้ว จะว่ามีคนข้ามไปก็ไม่ได้ หรือจะว่ามีคนสูญหายไปก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีคนไปด้วยตั้งแต่ต้นแล้ว(คือมันสูญตั้งแต่ยังไม่ตาย)
ส่วนประเด็นที่สองนั้นคนทำชั่วก็ย่อมที่จะได้รับผลเป็นความทุกข์ใจอย่างยุติธรรมแล้วในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนทำความดีก็ย่อมที่จะได้รับผลเป็นความสุขใจอย่างยุติธรรมแล้วในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนเรื่องหลังจากตายไปแล้วไม่ควรสนใจ เพราะไม่มีหลักฐานมายืนยัน แต่คนที่ยึดมั่นมากๆก็มักจะเกิดความโกรธถ้าเห็นว่าบางคนทำชั่วแล้วไม่ถูกลงโทษทางกายอย่างสาสม จึงอยากจะเห็นคนทำชั่วนั้นถูกลงโทษอีก จึงคิดว่าคนทำชั่วนั้นเมื่อตายไปแล้วก็จะต้องไปตกนรกหรือต้องรับผลเป็นความทุกข์ที่แสนสาหัสมากกว่าที่เคยทำเอาไว้ ส่วนคนทำดีก็เกิดความโลภว่าเมื่อตายไปแล้วก็อยากจะได้ความสุขอย่างมากมายและนานแสนนาน เช่นขึ้นสวรรค์เป็นพันๆปีเพียงแค่ทำบุญเพียงเล็กน้อย คือสรุปแล้วมันเป็นความยึดมั่นด้วยกิเลสนั่นเองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องชาติก่อน -ชาติหน้า นรก- สวรรค์ และบาป -บุญชนิดข้ามภพข้ามชาติเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งถ้าจะพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่าธรรมชาติมันจะมีความยุติธรรมอยู่แล้วในปัจจุบัน คือคนทำดีก็สุขใจ ส่วนคนทำชั่วก็ทุกข์ใจ แต่คนเราไม่พอใจจึงได้คิดต่อไปว่ามันน่าจะมีการเกิดใหม่ได้อีกเพื่อรับผลตามที่กิเลสของเราอยากจะให้เป็น
ส่วนประเด็นที่สามนั้นก็อาจเป็นไปได้ถ้ามีคนคิดอะไรเพียงตื้นๆหรือแง่มุมเดียว ไม่ละเอียดรอบครอบหรือไม่ลึกซึ้งเพียงพอก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่า"ถ้าตายแล้วไม่มีอะไรไปเกิดอีก หรือดับสูญไปเลยก็จะดีตรงที่ว่า คนที่เป็นทุกข์หนักถ้าถูกฆ่าหรือฆ่าตัวตายแล้วก็จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะจิตก็จะดับหายตามร่างกายไปด้วย" ซึ่งความคิดเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ามีการคิดพิจารณาอย่างละเอียดรอบครอบ โดยมองเห็นว่าเมื่อร่างกายเป็นเพียงวัตถุธาตุ และจิตก็ไม่มีอยู่จริงคือมันเป็นเพียงสิ่งที่อาศัยร่างกายเกิดขึ้น ดังนั้นมันจึงไม่มีตัวตนที่จะมาเป็นตัวตนของใครๆได้อย่างแท้จริง ส่วนที่มีอยู่เช่นจิตก็เป็นเพียงสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น ถ้าจิตโง่นี้ยึดถือว่ามีตนเองมันก็เป็นทุกข์ แต่ถ้าจิตนี้ฉลาดไม่ยึดถือว่ามีตนเองมันก็ไม่เป็นทุกข์ ซึ่งคน(ตามที่สมมติเรียก)ที่เข้าใจอย่างถูกต้องเช่นนี้แล้วก็จะไม่คิดฆ่าตัวตายเมื่อตนเองมีทุกข์มากๆ หรือไปฆ่าคนอื่นตายด้วยความสงสารเมื่อเห็นคนอื่นเป็นทุกข์มากๆเพราะมองไม่เห็นว่าจะมีใครเป็นทุกข์ แต่ถ้ายังมองเห็นว่ามีคนเป็นทุกข์อยู่ก็แสดงว่ายังโง่อยู่ ยังมองไม่เห็นความจริงอย่างละเอียดลึกซึ้งสูงสุด จึงอาจทำให้คนโง่นั้นฆ่าตัวตายเพื่อหนีทุกข์ หรือไปฆ่าคนอื่นตายเพื่อช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้ อย่างที่มีผู้ถามมา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้ใครพ้นทุกข์ในปัจจุบันได้เลย ซ้ำยังจะทำให้คนที่อยู่ข้างหลัง เช่นญาติมิตรคนที่ฆ่าตัวตาย หรือคนที่ไปฆ่าคนอื่นตายนั้นยังต้องเป็นทุกข์จากการตายของคนนี้เข้าอีก
สรุปว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ที่เราจะต้องพิจารณาอย่างระเอียดรอบครอบจึงจะเข้าใจได้อย่างถูกต้องถึงที่สุด มิฉะนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาอย่างที่มีผู้ถามมานี้ได้ คือพุทธศาสนาสอนเรื่องการดับทุกข์ในปัจจุบัน ด้วยการสอนให้ดับที่กิเลส ไม่ได้สอนเรื่องว่าตายแล้วไปไหน หรือเป็นอย่างไร เรื่องภายหลังจากการตายแล้วนั้นเป็นเรื่องที่จะเข้าใจได้เองจากการศึกษาและปฏิบัติมาอย่างถูกต้องเพียงพอแล้ว ถ้าศึกษาและปฏิบัติมาเพียงผิวเผินก็อาจเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้โดยง่าย.


(๔๑) ชื่อ เรณู
อีเมล์ -
คำถาม-ได้หมั่นพิจารณาร่างกาย ให้เห็นถึงความไม่ใช่ตัวเอง แต่เห็นเป็นเพียงสสารของธรรมชาติ ความยึดมั่นในสิ่งทั้งหลาย ก็คลายจางลง เป็นการดับทุกข์ ใช่หรือไม่ค่ะ

คำตอบ(๗ธ.ค.๒๕๔๘) - ใช่. แต่ว่ายังไม่ถูกต้องสูงสุด เพราะยังไม่ได้พิจารณาสิ่งที่เป็นนามคือจิตว่ามันก็ไม่ใช่ตัวเองด้วยเหมือนกัน มันก็เป็นเพียงสิ่งที่ต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมาเท่านั้น เมื่อแม้ร่างกายก็ยังไม่ใช่ตัวเองเสียแล้ว จิตจะมีตัวเองได้อย่างไร
ส่วนสิ่งที่จะบอกได้ว่าการพิจารณาเช่นนี้จะดับทุกข์ได้จริงหรือไม่นั้นก็คือ "ความทุกข์ดับลงจริงหรือไม่?" (แม้ชั่วคราว) ถ้าทุกข์ดับลงจริงการปฏิบัตินี้ก็ชื่อว่าดับทุกข์ได้จริง แต่ถ้าทุกข์ยังไม่ดับและจิตก็ไม่สงบเย็น(ไม่นิพพานแม้ขั้นต้น) การปฏิบัตินี้ก็ชื่อว่าดับทุกข์ไม่ได้จริง (ศึกษาได้จากหนังสือ"พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น).


(๔๐) ชื่อ อรพินท์
อีเมล์ -
ถาม- กายคือรูปธาตุ จิตคือนามธาตุหรือธาตรู้ ทั้งสองธาตุไม่สูญสลาย ฉะนั้นเมื่อตายไปแล้ว ธาตุนั้นยังคงมีอยู่ การเกิดของชีวิตคือการที่มีธาตุทั้งสองมารวมกัน ใช่หรือไม่ และต่อไปเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ธาตุเดิมนี้จะมีการเกิดเป็นชีวิตอีกหรือไม่ ขอความกรุณาอธิบาย

ตอบ(พ.ย.๒๕๔๘)-กายกับจิตก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกับไฟฟ้า เมื่อเครื่องคอมฯเสียมันก็เหลือเพียงตัวเครื่องที่ทำงานไม่ได้ ส่วนการเกิดของชีวิตก็ต้องมีร่างกายกับจิตใจมาทำงานร่วมกัน เมื่อร่างกายตาย จิตใจก็จะดับหายไป ส่วนที่ของเก่าจะกลับมาเกิดใหม่ได้นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะเหมือนแสงไฟเก่าที่ดับลง แต่ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นมันก็มีเหตุปัจจับใหม่มาทำให้เกิดขึ้นมาใหม่เรื่อยไป เพียงแต่ว่าเหตุปัจจัยใหม่มันอาจจะเหมือนของเดิมได้เท่านั้น เปรียบเหมือนเราเคาะระฆัง เมื่อเราเคาะ เสียงระฆังก็เกิดขึ้น เมื่อหยุดเคาะ เสียงนั้นก็หายไป พอเคาะใหม่เสียงใหม่ก็เกิดขึ้น แต่ว่ามันเหมือนเก่าเพราะเหตุปัจจัยมันเหมือนเก่า ดังนั้นการที่จะกล่าวว่าเสียงเก่ากลับมาเกิดอีกจึงเป็นไปไม่ได้ หรือจะบอกว่าของใหม่นั้นก็คือของเก่าเพราะมันเหมือนกันก็เป็นไปไม่ได้อีก
การพูดว่าเกิด หรือดับมันเป็นเพียงโวหารสมตติของโลก ที่อาจทำให้เราเข้าใจความจริงของธรรมชาติสับสนหรือผิดพลาดได้ เราอย่าเอาคำพูดมาใช้ในการพิจารณา เราจะต้องมองทะลุสมมติทั้งหลายไปให้เห็นการปรุงแต่งของเหตุปัจจัยของธรรมชาติที่ปรุงแต่งให้เกิดร่างกายและจิตใจขึ้นมา จึงจะเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งในกฎของธรรมชาติได้อย่างแท้จริง


(๓๙) ชื่อ วรศักดิ์
อีเมล์ -
ถาม- ทางวิทยาศาสตร์บอกว่า ธาตุไม่สูญ ขอความกรุณาอธิบายให้ด้วยว่า เมื่อร่างกายเป็นรูปธาตุ และจิตเป็นนามธาตุแล้ว ถ้าร่างกายตายไป ธาตุจะเป็นอย่างไร และ จิต คือ ธาตุรู้หรือนามธาตุจะเป็นอย่างไร เมื่อมีเหตุปรุงแต่งกาย(ธาตุ)และจิต(ธาตุ)จะเกิดอีกหรือไม่ ขอความกรุณาอธิบายให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วย

ตอบ(พ.ย.๒๕๔๘)-ก่อนอื่นอย่าเข้าใจสับสนระหว่างคำว่าธาตุของวิทยาศาสตร์กับธาตุของพุทธศาสนา คือคำว่าธาตุของวิทยาศาสตร์จะหมายถึงเฉพาะวัตถุเท่านั้น แต่คำว่าธาตุของพุทธศาสนาจะหมายถึงทั้งวัตถุ(รูปธาตุ)และจิตใจ(นามธาตุ) ดังนั้นความหมายทางวิทยาศาสตร์จึงไม่ครอบคลุมเรื่องทางจิต
วิทยาศาสตร์จะบอกว่า สสาร(วัตถุธาตุ)จะไม่สูญหายไปจากโลก เพียงแต่มันเปลี่ยนรูป หรือเปลี่ยนสถาณะเท่านั้น ส่วนจิตนั้นเป็นเพียงพลังงานไฟฟ้าอ่อนๆ(พุทธศาสนาเรียกว่าวิญญาณ)ที่อาศัยร่างกายเกิดขึ้นมา แล้วมาทำงานร่วมกับสมองที่มีความทรงจำอยู่ แล้วเกิดเป็นจิตที่สามารถรู้สึกและคิดนึกได้ขึ้นมา เมื่อร่างกายตาย สสารหรือวัตถุธาตุก็จะแตกแยกกันกลับไปสู่สภาพเดิมของมัน (คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม) ส่วนจิตใจก็จะดับหายไป เหมือนกับแสงเทียนที่ดับหายไปเมื่อเทียนดับลง ส่วนการที่วัตถุธาตุเก่าจะกลับมาเกิดเป็นวัตถุธาตุใหม่นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ และจิตเก่าจะกลับมาเกิดใหม่อีกก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้ขณะที่จิตยังมีอยู่มันก็ยังไม่มีตัวตนของมันเอง เพราะมันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างหรือปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น
ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง ยากที่จะเข้าใจ จะต้องเข้าใจหลักอนัตตาเสียก่อนจึงจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้จริง ถ้าจะให้หายสงสัยจริงก็ต้องไปศึกษาหลักอนัตตาให้เข้าใจแจ่มแจ้งเสียก่อน จึงจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องด้วยตนเอง ถ้าให้คนอื่นมาบอก แม้จะมีเหตุผลสักเท่าใดก็ไม่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งขึ้นมาได้จริง(ศึกษาได้จากหนังสือ "พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น")


(๓๘) ชื่อ วรศักดิ์
อีเมล์ -
ถาม- คนที่กระทำความดี กับ คนที่กระทำความชั่ว ถ้าตายไปแล้ว จะแตกต่างกันอย่างไร

ตอบ(พ.ย.๒๕๔๘)-พุทธศาสนามีคำสอน ๒ ระดับ คือศีลธรรมกับระดับสูง ซึ่งศีลธรรมนั้นใครจะเชื่ออย่างไรก็ได้ถ้าเชื่อแล้วเป็นคนดี ซึ่งการเชื่อว่าคนดีตายไปแล้วจะได้รับผลที่ดี และคนชั่วตายไปแล้วจะได้รับผลที่ชั่วนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีในระดับต้นเพราะเกิดประโยชน์ ทำให้คนไม่ทำชั่ว แต่หันมาทำความดี อันจะส่งผลทำให้สังคมสงบสุข
แต่ในระดับสูงพุทธศาสนาไม่สอนเรื่องภายหลังจากตายไปแล้ว เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่จะสอนว่าถ้าเราทำดี ไม่ทำชั่วก็จะมีแต่ดีอย่างเดียว ไม่ว่าโลกหน้าและบุญบาปจะมีหรือไม่ก็ตาม คือถ้าโลกหน้าและบุญบาปมีเราก็ต้องได้รับผลดีในโลกหน้า และไม่ต้องรับผลชั่วเพราะเราไม่ทำชั่ว แต่ถึงแม้โลกหน้าและบุญบาปจะไม่มีเราก็ไม่ขาดทุน เพราะเราก็มีความสุขจากการทำความดีแล้วในโลกนี้ และไม่มีทุกข์เพราะเราไม่ได้เบียดเบียนใครในปัจจุบัน
หลักสำคัญของพุทธศาสนาจะสอนเรื่องความไม่มีทุกข์ในโลกนี้ ดังนั้นในขั้นต้นนี้อย่าเพิ่งไปสนใจว่าโลกหน้าจะเป็นอย่างไร ต่อเมื่อศึกษาจนเห็นแจ้งแล้วก็จะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง และก็จะบอกให้คนอื่นเห็นแจ้งไม่ได้


|ไปดูคำถาม-คำตอบเก่าย้อนหลัง ||ไปดูคำถามทั้งหมด ||ไปถามปัญหาใหม่|