-๑-
**ถ้าต้องการปริ้นเนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้เป็นรูปเล่มให้คลิ๊กที่นี่**


ฉันคืออะไร?

(ศึกษาชีวิตและดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์")



คำนำ
ในปัจจุบันมนุษย์ที่เจริญแล้วได้อาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ศึกษาสิ่งต่างๆนอกตัวจนเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติต่างๆนอกตัวมากขึ้น ซึ่งแม้เรื่องที่ไกลออกไปจากโลกมนุษย์ก็ยังศึกษาจนเกิดความเข้าใจได้ แต่ในทางตรงกันข้ามมนุษย์กลับไม่รู้จักว่า “ตนเองคืออะไร?” เมื่อไม่รู้จักตนเองก็จึงทำให้มนุษย์ไม่รู้ว่าตนเอง “เกิดมาทำไม?” และไม่รู้ว่า “อะไรคือสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้รับ?” รวมทั้งไม่รู้ว่า"จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้รับสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้" ซึ่งเปรียบได้กับว่ามนุษย์เรานั้นเกิดมาตาบอด หรือโง่เขลาเพราะไม่รู้ความจริงแท้ของชีวิตและธรรมชาติทั้งหลายอย่างถูกต้อง เมื่อเป็นดังนี้มนุษย์จึงปฏิบัติผิดหรือดำเนินชีวิตผิดพลาด เมื่อปฏิบัติผิด จึงทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ ทั้งร่างกายและจิตใจ และยังทำให้โลกมีแต่วิกฤตการณ์จนหาสันติภาพไม่ได้อย่างเช่นในปัจจุบัน
หนังสือ “ฉันคืออะไร?” เล่มนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อจุดประสงค์สองอย่างคือ (๑) สอนให้มนุษย์รู้จักว่าแท้จริงนั้น “ตนเองคืออะไร?” (๒) สอนให้มนุษย์รู้จักวิธีการดับทุกข์ของชีวิตที่มนุษย์กำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลักการศึกษาของหนังสือเล่มนี้จะเน้นให้ใช้วิธีการของวิทยาศาสตร์มาศึกษา ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับนักวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆจนกว่าจะได้เข้าใจเหตุผลอย่างชัดเจนและมีการพิสูจน์ทดลองจนแจ้งประจักษ์ด้วยตนเองแล้วเท่านั้น
หนังสือเล่มนี้ได้สรุปเนื้อหาสำคัญๆมาจากหนังสือต่างๆของท่านอาจารย์พุทธทาส ภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีอีกทีหนึ่ง จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่นักวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่มีความรู้ที่สนใจจะแสวงหาความจริงของชีวิต รวมทั้งผู้ที่ยังไม่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องมาก่อนบ้างไม่มากก็น้อย และหากจะเกิดคุณประโยชน์อันใดจากหนังสือเล่มนี้ ก็ขอน้อมถวายเป็นเครื่องสักการะแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพุทธสาวกทั้งหลาย .

เตชะปัญโญ ภิกขุ
อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี
๑๑ เมษายน ๒๕๕๐


(ภาคหนึ่ง ดวงตาเห็นธรรม)

พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

            พุทธศาสนา หมายถึง คำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ซึ่งก็หมายถึงพระพุทธเจ้า ที่เป็นผู้มีสติปัญญาสูงสุด หรือเป็นอัจฉริยะบุคคลระดับสุดยอด  โดยพุทธศาสนาจะมีคำสอนอยู่ ๒ ระดับ คือ

๑. ระดับพื้นฐาน หรือ ธรรมดา หรือ ศีลธรรม ซึ่งเป็นคำสอนง่ายๆหรือสำเร็จรูปที่ไม่ต้องใช้การคิดพิจารณาก็สามารถนำเอาหลักศีลธรรมนี้ไปปฏิบัติได้ทันที โดยศีลธรรมจะเป็นหลักที่สอนให้ละเว้นการทำความชั่ว และสอนให้ทำแต่ความดี โดยมีผลเป็นความสุขสงบทั้งของส่วนบุคคลและสังคม ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมนี้ยังไม่ใช่คำสอนที่เป็นแก่นแท้หรือหัวใจของพุทธศาสนา

ศีลธรรมนี้จะเอาไว้สอนคนที่มีสติปัญญาน้อย อย่างเช่นชาวบ้านทั่วๆไปหรือเด็กที่ยังไม่มีความเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์เพียงพอ ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนาในปัจจุบัน จะมีคำสอนของศาสนาพราหมณ์มาผสมอยู่ด้วยอย่างมากมายโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว ซึ่งคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่สำคัญ ที่เข้ามาผสมอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนาระดับศีลธรรมนั้น ก็ได้แก่คำสอนเรื่อง “วิญญาณเวียนว่ายตายเกิด” หรือเรื่องที่ว่า ถ้าทำความดีเมื่อตายไปแล้วก็จะได้ขึ้นสวรรค์ที่อยู่บนฟ้า แต่ถ้าทำความชั่วเมื่อตายไปแล้วก็จะตกนรกที่อยู่ใต้ดิน รวมทั้งเรื่อง ผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้น

๒. ระดับสูง หรือ ลึกซึ้ง ซึ่งเป็นคำสอนที่ลึกซึ้ง ที่ต้องใช้การคิดพิจารณาอย่างมาก และจัดเป็นคำสอนที่เป็นแก่นแท้หรือหัวใจของพุทธศาสนา โดยคำสอนระดับสูงนี้ จะเป็นหลักคำสอนเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจมนุษย์ในปัจจุบัน (ที่เรียกว่าอริยสัจ ๔) โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งคำสอนระดับสูงนี้ เราไม่สามารถที่จะรู้จักอย่างถูกต้องได้เพียงแค่การอ่านจากตำรามา หรือฟังจากคนอื่นมาเท่านั้น แต่จะรู้จักอย่างถูกต้องได้ด้วยการคิดพิจาณาด้วยเหตุด้วยผล จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และมีการทดลองปฏิบัติ จนเกิดความเห็นแจ้งด้วยจิตของเราเอง (หรือที่เรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรม) เท่านั้น

คำสอนระดับสูงนี้จะเอาไว้สอนเฉพาะคนที่มีความเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์มาแล้วอย่างแท้จริงเท่านั้น จะไม่สอนบุคคลระดับชาวบ้านทั่วๆไป เพราะมันสูงเกินสติปัญญาที่เขาจะรับได้ โดยคำสอนระดับสูงนี้จะไม่มีความงมงายอย่างเด็ดขาด คือจะไม่มีเรื่องวิญญาณเวียนว่ายตายเกิด หรือเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า รวมทั้งเรื่อง ผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้น อย่างที่มีอยู่ในคำสอนระดับศีลธรรมทั้งหลาย  ซึ่งต่อจากนี้ไปเราจะมาศึกษาเฉพาะคำสอนระดับสูงนี้เท่านั้น เพื่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรม หรือเพื่อให้รู้จักพุทธศาสนาระดับสูงอย่างถูกต้องกันต่อไป

 

ดวงตาเห็นธรรมคืออะไร?

จุดเริ่มต้นในการศึกษาให้รู้จักพุทธศาสนาระดับสูงอย่างถูกต้องก็คือ ต้องมีดวงตาเห็นธรรม หรือต้องศึกษาให้เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาจริงๆให้ได้ ถ้าใครยังไม่มีดวงตาเห็นธรรม ก็ชื่อว่ายังไม่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแท้จริง แม้เขาจะศึกษาพุทธศาสนามาอย่างมากมายแล้วก็ตาม

ดวงตาเห็นธรรม คือ การเกิดความเข้าใจต่อคำสอนที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา (หลักอริยสัจ ๔) อย่างแจ่มแจ้ง แล้วก็จะทำให้คำถามเกี่ยวกับชีวิตว่า “ทำไม?” หมดสิ้นไปทันทีเมื่อมีดวงตาเห็นธรรม อันจะส่งผลให้ผู้มีดวงตาเห็นธรรมนี้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง และทำให้มีความทุกข์ความเดือดร้อนน้อยลง หรือไม่มีเลยก็ได้ถ้ามีการปฏิบัติอย่างถูกต้องถึงที่สุด

ดวงตาเห็นธรรมจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการพิจารณาถึง “ความจริง” ของร่างกายและจิตใจของเราเองอย่างตั้งใจที่สุดว่า “มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา” จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดว่า “แท้จริงแล้วมันไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดเลยที่จะมาเป็นตัวเรา (อัตตา) จริงๆได้” และเมื่อเกิดความเข้าใจดังนี้แล้ว ความยึดถือร่างกายและจิตใจว่าเป็นตัวเราก็จะหายไป (แม้ชั่วคราว) และความทุกข์ของจิตใจทั้งหลายในปัจจุบัน ก็ได้ระงับหายไปจริงๆ (แม้ชั่วคราว)  พร้อมกันนี้ก็จะเกิดความเข้าใจต่อชีวิต ต่อโลก และต่อธรรมชาติทั้งหลายอย่างแจ่มแจ้ง ขึ้นมาด้วยสติปัญญาของเราเอง โดยไม่เชื่อจากใครๆทั้งสิ้น  ดังนั้นต่อจากนี้ไปเราจะมาศึกษาชีวิตและธรรมชาติเพื่อค้นหาความจริงว่า “แท้จริงแล้วมันมีตัวเราอยู่จริงหรือไม่?” เพื่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรมกันต่อไป

 

ความจริงคืออะไร?

ความจริง คือ สิ่งที่ปรากฏอยู่ หรือมีอยู่ หรือเป็นอยู่ตามธรรมชาติอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ความจริงคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนอยากรู้ แต่ความจริงที่มนุษย์ส่วนใหญ่อยากรู้มากที่สุดกลับเป็น ความจริงของสิ่งภายนอกตัวเอง อันได้แก่เรื่องของคนอื่น หรือเรื่องต่างๆของโลก หรือเรื่องนอกโลก ซึ่งความจริงเหล่านี้ล้วนเป็นความจริงที่มีประโยชน์น้อยกว่า หรือแทบไม่มีประโยชน์เลย เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการได้รู้ความจริงของชีวิตเราเอง

ความจริงที่เกี่ยวกับเรื่องของชีวิตเราเอง เช่น เราคืออะไร? เกิดมาทำไม? ตายแล้วเป็นอย่างไร? อะไรคือสิ่งที่สูงสุดสำหรับชีวิต? และ เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์? เป็นต้นนี้ เป็นความจริงที่มีคุณค่าหรือมีประโยชน์สูงสุด เพราะความจริงเหล่านี้เท่ากับเป็นความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมชาติของตัวเราเอง เมื่อเรามีความรู้แจ้งเห็นจริงในตัวเราเองแล้ว เราก็สามารถจะนำความรู้นี้มาใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ชีวิตไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อน หรือมีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้ชีวิตได้รับสิ่งที่มีคุณค่าหรือสิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ

 

ศึกษาอย่างไร?

พื้นฐานของการศึกษาทุกชนิดก็คือ สมาธิ หรือความตั้งใจสม่ำเสมอ ถ้าขาดสมาธิก็ศึกษาอะไรไม่เข้าใจ สมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษานี้ โดยเราจะต้องตั้งใจอ่านอย่างช้าๆ และตั้งใจคิดพิจารณาตามไปด้วยเสมอ จึงจะทำให้เรามีทั้งสมาธิและเกิดความเข้าใจ (ปัญญาขั้นเข้าใจ) ขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ถ้าเราไม่ตั้งใจอ่าน หรือเพียงอ่านให้ผ่านๆไปโดยไม่สนใจคิดพิจารณาตาม ก็จะทำให้ไม่เกิดความเข้าใจขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้สำคัญมากที่เราจะข้ามไปไม่ได้ 

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือ การที่เราจะศึกษาพุทธศาสนาให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องแท้จริงนั้น เราจะต้องปล่อยวางความยึดถือในความเชื่อต่างๆในด้านศาสนาทั้งหลาย (ไม่ว่าจะศาสนาอะไรแม้ในพุทธศาสนาอย่างเก่าๆเองก็ตาม) ที่เราเคยมีอยู่ให้หมดเสียก่อน (ชั่วคราว) เพราะถ้าเรายังมีความยึดถือในความเชื่อเหล่านั้นอยู่ ก็จะทำให้จิตของเราไม่ว่างและไม่เป็นอิสระ แล้วก็จะทำให้ไม่สามารถรับพุทธศาสนาที่เป็นของดั้งเดิมหรือแท้จริงได้ เพราะความเชื่อเก่าๆที่เราได้ยึดถือเอาไว้นั้น จะขัดขวางไม่ให้เรายอมรับความจริงที่ตรงข้ามกับความเชื่อเก่าๆนั้นได้ และเมื่อจิตของเราว่างและเป็นอิสระแล้ว เราก็จะมาศึกษาชีวิตจากของจริงด้วยเหตุด้วยผล แล้วเราก็จะเกิดความเข้าใจชีวิตได้อย่างถูกต้อง หรือเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้

 

จะใช้หลักอะไรศึกษา?

วิทยาศาสตร์คือ ความรู้ที่เกิดมาจากการสังเกตปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง โดยหลักการศึกษาของวิทยาศาสตร์ก็สรุปอยู่ที่

๑. มีการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยจะศึกษาจากพื้นฐานแล้วแตกกิ่งก้านสาขาออกไปอย่างเป็นระเบียบ รวมทั้งยังมีการศึกษาและปฏิบัติอย่างมีขั้นตอนอีกด้วย

๒. ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง โดยไม่มีการคาดเดา หรือคิดเพ้อฝัน

๓. ใช้เหตุผลในการศึกษา โดยจะเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่สุด

๔. เชื่อความจริงที่ได้สัมผัสแล้ว โดยจะเชื่อจากการที่ได้พิสูจน์หรือทดลองจนได้เห็นผลขึ้นมาอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น 

ในปัจจุบันการค้นหาความจริงของธรรมชาตินั้น ยังไม่มีหลักการใดที่จะดีไปกว่าหลักการของวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์จึงเป็นวิธีการค้นหาความจริงของธรรมชาติ ที่ผู้คนในยุคนี้ยอมรับ  วิทยาศาสตร์สามารถแก้ไขปริศนาของธรรมชาติต่างๆรอบตัวเราได้ เรียกว่าวิทยาศาสตร์ทำให้มนุษย์หายโง่ จนมนุษย์กลายมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่เจริญแล้วอย่างเช่นในปัจจุบัน  ดังนั้นต่อจากนี้ไปเราจะใช้หลักดั้งเดิมของพุทธศาสนา ที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อมาค้นหาความจริงของชีวิตกันต่อไป

 

จะศึกษาจากอะไร?

สิ่งที่เราจะใช้ศึกษาก็คือ ร่างกายและจิตใจของเราเองและธรรมชาติรอบๆตัวเรา ที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้ ซึ่งธรรมชาติก็คือสิ่งธรรมดาๆที่เกิดขึ้นมาให้เราสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเราในปัจจุบันนี่เอง ซึ่งความเป็นธรรมดาๆนี้ ก็หมายถึงว่ามันจะเกิดขึ้นมาแล้วเป็นเช่นนี้เสมอไม่เปลี่ยนแปลง จนเราเห็นว่ามันเป็นของธรรมดา ถ้าสิ่งใดบังเอิญเกิดขึ้นมาแล้วแปลกจากธรรมดา เราก็มักจะมองว่าสิ่งนั้นเหนือธรรมชาติ หรือไม่ธรรมดา แต่ถ้าสิ่งที่แปลกนั้นเกิดขึ้นมาเหมือนเดิมบ่อยๆ เราก็จะมองว่ามันเป็นของธรรมดาไปอีก

ธรรมชาติเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? นี่เป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ ยิ่งเราค้นหาความจริงของธรรมชาติลึกเข้าไปเท่าไร เราก็จะยิ่งพบกับคำถามมากขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปล่วงรู้ถึงว่าธรรมชาติเกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ได้ เพียงเรารู้ว่าธรรมชาติสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาได้อย่างไรเท่านี้ก็พอแล้ว คือเพียงพอที่จะทำให้เราได้รู้จักตัวเองหรือชีวิตได้อย่างถูกต้อง หรือเกิดความเข้าใจว่า เราคืออะไร? เกิดมาทำไม? และรู้ว่าอะไรคือสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรจะได้ในการเกิดขึ้นมานี้?

 

คำสอนอะไรที่ไม่ใช่ของพุทธ?

คำสอนของพุทธศาสนาระดับศีลธรรมที่ว่า คนเราเมื่อตายแล้วจะมี “จิต” หรือ “วิญญาณ” ออกจากร่างแล้วไปเกิดใหม่ได้ (อย่างที่เราเรียกกันว่า วิญญาณเวียนว่ายตายเกิด) รวมทั้งเรื่องชาติก่อน ชาติหน้า นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า และเรื่อง ผี เทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม ชนิดที่เป็นตัวตนบุคคล เป็นต้นนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่หลักคำสอนของพุทธศาสนา แต่เป็นหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) ที่ผสมหรือปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนา ในระดับศีลธรรมมาช้านานแล้ว โดยชาวพุทธไม่รู้ตัว 

ดังนั้นต่อไปนี้ เราจะมาปลดปล่อยสติปัญญาของเราออกเสียจาก การครอบงำของศาสนาพราหมณ์ โดยใช้หลักดั้งเดิมหรือแท้จริงของพุทธศาสนาระดับสูง ที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ โดยเราจะใช้เหตุใช้ผลมาศึกษาสิ่งที่มีอยู่จริง ที่เราสามารถสัมผัสได้ในปัจจุบันเท่านั้น เราจะไม่เชื่อจากใครๆหรือจากตำราใดทั้งสิ้น จนกว่าเราจะมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และได้พิสูจน์ให้เห็นแจ้งด้วยตัวของเราเองอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น

 

พุทธศาสนาสอนอย่างไร?

ก่อนอื่นเราควรที่จะเข้าใจคำว่า “อัตตา” ที่หมายถึง “ตัวตนที่แท้จริง” ที่ไม่ใช่หลักคำสอนของพุทธศาสนา แต่เป็นหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เสียก่อน

คือคำว่า อัตตา แปลว่า ตน หรือ ตัวตน หรือ ตัวเอง (เมื่อเน้นมาศึกษาที่ชีวิตของเราก็จะเรียกว่า ตัวเรา) ที่หมายถึง ตัวตนที่แท้จริง ซึ่งคำว่า “ตัวตนที่แท้จริง” นี้ก็หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวตนของมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาปรุงแต่ง (หรือสร้าง หรือประกอบ หรือกระตุ้น หรือกระทำ) ให้เกิดมันขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่เป็นอัตตา ที่ศาสนาพราหมณ์เขาเน้นสอนกันมากก็คือเรื่องว่า “จิตหรือวิญญาณของคนเรานี้เป็นอัตตา” ที่สามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดใหม่ได้นั่นเอง

สิ่งที่เป็น “อัตตา” นี้ เขาเชื่อกันว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีการเกิดขึ้นและดับหายไป หรือเรียกว่า เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือดับหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีอะไรมาทำลาย หรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปสักเท่าใดก็ตาม คือเรียกง่ายๆว่า สิ่งที่เป็นอัตตานั้นจะเป็น “อมตะ” หรือมีอยู่ชั่วนิรันดร

ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่เชื่อว่า “มีสิ่งที่เป็นอัตตา” นี้ ในมุมมองของพุทธศาสนาแล้ว จะมองว่านี่เป็นเพียง “การจินตนาการขึ้นมาเอง ตามสามัญสำนึกของมนุษย์เราเท่านั้น”   หาได้มีอยู่จริงไม่ เพราะเรื่องอัตตานี้ ไม่ได้มีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และก็ไม่มีของจริงมาเป็นหลักฐานยืนยันอีกด้วย ที่สำคัญความเชื่อว่ามี “อัตตา” นี้ เป็นความเชื่อที่ตรงข้ามกับความเชื่อของพุทธศาสนาที่เชื่อว่าทุกสิ่งเป็น “อนัตตา” (ไม่ใช่อัตตาหรือไม่เป็นอมตะ) ซึ่งเราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดต่อไป

 

สิ่งสูงสุดในจักรวาลคืออะไร?

การที่เราจะรู้จักชีวิตและโลกได้อย่างถูกต้องนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักกับสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในจักวาล ที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เสียก่อน เมื่อเรารู้จักกับสิ่งสูงสุดในจักรวาลนี้แล้ว ก็เท่ากับเราได้พบกับสาเหตุที่เป็นต้นตอของทุกสิ่ง หรือเหมือนกับเราได้พบกับกุญแจสำหรับไขปริศนาทั้งหลายของชีวิตและโลกรวมทั้งจักรวาลได้

สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในโลกที่เราสามารถพบเห็นได้จริงนั้นก็คือ “กฎของธรรมชาติ” คือทุกสิ่งในโลกและในจักรวาล ย่อมที่จะต้องมีกฎมาบังคับหรือควบคุมอยู่ทั้งสิ้น ซึ่งกฎเหล่านี้ก็มีทั้งกฎทางวัตถุและกฎทางนามธรรม (คือพวกจิตใจ) ซึ่งกฎทางวัตถุนั้นก็มีมากมาย เช่น กฎทางฟิสิกส์ และกฎทางเคมีทั้งหลาย เป็นต้น นั่นเอง ส่วนกฎทางนามธรรมก็ได้แก่ กฎในการเกิดและดับของความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ทั้งหลาย เป็นต้น

ในบรรดากฎทั้งหลายของโลกและของจักรวาลนี้ จะมีกฎอยู่กฎหนึ่ง ที่เป็นกฎพื้นฐาน หรือเป็นกฎสูงสุด ที่ทุกกฎจะต้องขึ้นอยู่กับกฎนี้ทั้งสิ้น ซึ่งกฎนี้เราจะเรียกว่าเป็น “กฎสูงสุดของธรรมชาติ” หรือ “กฎสูงสุดของจักรวาล”   ซึ่กฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ ก็คือกฎที่บังคับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ว่า

 

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่ จะต้องอาศัยเหตุและปัจจัย มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่ทั้งสิ้น”

 

ก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจกับคำบางคำให้ถูกต้องเสียก่อน เราจึงจะศึกษากฎสูงสุดนี้ได้เข้าใจอย่างถูกต้อง คือ :

คำว่า “ทุกสิ่ง” ก็หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เว้นสิ่งใดเลย ซึ่งสิ่งทั้งหลายของโลกก็สรุปได้ ๒ อย่าง คือ “วัตถุ” (รวมทั้งพลังงานและรังสีทั้งหลายด้วย) กับสิ่งที่เป็น “นามธรรม” (คือมีแต่ชื่อเรียก แต่ไม่มีตัวตนเหมือนวัตถุ อันได้แก่พวก จิต หรือ ความรู้สึก ความจำ ความคิด เป็นต้น)

คำว่า “ต้อง” หมายถึงว่า จะเป็นเช่นนั้นเสมอ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

คำว่า “เกิดขึ้น” หมายถึงว่า จากเดิมที่ไม่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมามีขึ้นในภายหลัง

คำว่า “ดับหายไป” หมายถึงว่า จากเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว จึงมาไม่มีในภายหลัง

คำว่า “ตั้งอยู่” หมายถึง เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ดับหายไป

คำว่า “ปรุงแต่ง” หมายถึง กิริยาที่กระทำ หรือ กระตุ้น หรื สร้าง หรือ ประกอบ

คำว่า “เหตุ” หมายถึง สิ่งที่กระทำ หรือ ต้นเหตุ

คำว่า “ปัจจัย” หมายถึง เหตุย่อยๆที่อาจมีได้หลายเหตุ หรือหมายถึง สิ่งที่มาช่วยสนับสนุน

คำว่า “ผล” หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุ (หรือเกิดมาจากเหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา)

อีกอย่าง คำว่า “เหตุ” นั้นจะหมายถึง เหตุที่มีความสำคัญ หรือใหญ่ที่สุดเพียงเหตุเดียว ส่วนคำว่า “ปัจจัย” จะหมายถึง เหตุที่มีความสำคัญรองๆลงมา ที่อาจมีได้หลายเหตุ หรือหมายถึง สิ่งที่มาช่วยสนับสนุนเพื่อให้เกิดผลขึ้นมา คือการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีความพร้อมทั้งเหตุและปัจจัย ถ้ามีแต่เพียงเหตุ โดยไม่มีปัจจัย ผลก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ หรือถ้ามีแต่ปัจจัย โดยไม่มีเหตุ ผลก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้อีกเหมือนกัน แต่ปัจจัยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ และปัจจัยก็มีมาก รวมทั้งเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงมักไม่กล่าวถึงปัจจัย เราจะกล่าวถึงเฉพาะเหตุเท่านั้น  ซึ่งก็ขอให้เราเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย อย่างเช่น เมื่อมี “เหตุ” คือการนำเอาเมล็ดแอปเปิลมาปลูก และมีดิน มีปุ๋ย มีน้ำ มีแสงแดด และมีอากาศเป็น “ปัจจัย” จึงทำให้เกิด “ผล” คือเกิดมีต้นแอปเปิลขึ้นมา  หรือเมื่อมี “เหตุ” คือมีต้นแอปเปิล และมีปุ๋ย มีน้ำ มีแสงแดด และมีอากาศเป็น “ปัจจัย” จึงทำให้เกิด “ผล” คือลูกแอปเปิลขึ้นมา เป็นต้น  แต่เรามักกล่าวเพียงว่า “เมื่อมีการนำเมล็ดแอปเปิลมาปลูก จึงเกิดมีต้นแอปเปิลขึ้นมา” หรือ “ลูกแอปเปิล เกิดมาจากต้นแอปเปิล” เท่านั้น เป็นต้น    

 

กฎนี้บอกความลับอะไรกับเราบ้าง?

          ในบรรดาสิ่งต่างๆของธรรมชาตินี้ ธรรมชาติได้ซ่อนความลับที่สำคัญบางอย่างเอาไว้ ถ้าเราสังเกตให้ดี เราก็จะพบกับความลับนั้นได้โดยไม่ยาก ซึ่งความลับที่สำคัญที่สุดที่ธรรมชาติซ่อนเอาไว้ก็คือความลับที่ว่า

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยไม่ใช่ตัวตน (ไม่ใช่อัตตา)”

กฎสูงสุดนี้ได้บอกความลับกับเราหลายอย่าง อันได้แก่ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน (คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับหายไปก็เพราะเหตุและปัจจัย), ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยนั้น ก็สามารถเป็นเหตุหรือปัจจัยให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้อีก (การผลักดันกันเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกันเรื่อยๆไปเหมือนห่วงโซ่), ทุกสิ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม, ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุและปัจจัย, และความลับที่สำคัญก็คือความลับที่ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยไม่ใช่ตัวตน” (ทุกสิ่งเป็นอนัตตา) ซึ่งคำว่า อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่อัตตา ซึ่งก็หมายถึง ไม่ใช่ตัวตน หรือ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง คือหมายถึง เป็นการปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับว่าเป็นอัตตา ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

กฎสูงสุดนี้ได้บอกกับเราว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา” นั้นเป็นเพียง “สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง” (สังขาร) หรือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยตามธรรมชาติเท่านั้น ดังนั้นเมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัย เมื่อมันยังตั้งอยู่มันก็ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยนั้น เพื่อปรุงแต่งหรือประกอบให้มันตั้งอยู่ ซึ่งก็เท่ากับว่าเราจะหาสิ่งที่เป็นแก่นหรือตัวตน (อัตตา) จริงๆของสิ่งที่เกิดขึ้นมาและตั้งอยู่ทั้งหลายไม่มี ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมาและตั้งอยู่ทั้งหลายนี้ เราจะเรียกว่าเป็น “สิ่งปรุงแต่ง” (คือต้องอาศัยสิ่งอื่นสร้างขึ้นมา) หรือ “ตัวตนมายา” (สิ่งหลอกลวงว่ามีจริง)  หรือ “ตัวตนชั่วคราว” (คือมันเหมือนกับว่ามีอยู่จริง แต่ว่ามีเพียงชั่วคราว)  หรือ “ตัวตนสมมติ” (คือไม่ใช่ความจริง) เท่านั้น ซึ่งสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนี้ จะมีลักษณะประจำอยู่ ๓ ประการ คือ (๑) ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนหรือถาวร (๒) ต้องทนอยู่ และ (๓) ไม่ใช่ตัวตน ซึ่งเราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดต่อไป

 

วัตถุเป็นอัตตาหรือไม่?

ถ้าเราจะลองสมมติว่ามีสิ่งที่เป็นอัตตาหรือตัวตนที่แท้จริงแล้ว เราก็จะลองสมมติว่าแอปเปิลลูกหนึ่ง จะมีตัวตนที่แท้จริง ซึ่งลูกแอปเปิลนั้นจะต้องมีเนื้อเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใด (คือไม่อาศัย ดิน น้ำ ไฟ อากาศ) เพื่อสร้างมันขึ้นมา และมันจะไม่มีวันแตกสลายหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะถูกอะไรมาทำลายก็ตาม หรือไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยไปสักเท่าใดก็ตาม เรียกว่าลูกแอปเปิลนั้นจะคงมีอยู่ไปเช่นเดิมชั่วนิรันดร

แต่เมื่อเราพิจารณาดูจากความจริงแล้วเราก็จะพบว่า ลูกแอปเปิลนั้นจะถูกสร้างขึ้นมาจาก ดิน (ปุ๋ย), น้ำ, ไฟ (แสงแดด), และ อากาศ (ก๊าซต่างๆ) ซึ่งลูกแอปเปิลนั้นจะไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปได้ ถ้ามีแรงบดแรงๆมาบดทับ หรือมีความร้อนสูงๆมาเผา ผลแอปเปิลนั้นก็จะแตกสลายหายไปทันที หรือแม้จะไม่มีอะไรมาทำลาย ถ้าปล่อยทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกติ ลูกแอปเปิลนั้นก็มีจะความเสื่อมสลายอยู่ภายในตัวของมันเองอยู่แล้วตลอดเวลา และสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว ลูกแอปเปิลนั้นก็ต้องเสื่อมสลายหายไปอย่างแน่นอน โดยดิน น้ำ ไฟ และอากาศ ที่มารวมตัวกันปรุงแต่งให้เกิดลูกแอปเปิลนั้นขึ้นมา ก็จะแตกแยกกันกลับคืนไปสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติของมัน  ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ลูกแอปเปิลนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริง (อัตตา)  ที่จะสามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้     

การศึกษาวัตถุทั้งหลายนั้น เพียงเรารู้ว่ามันเกิดมาจากการรวมตัวกันของ ของแข็ง, ของเหลว, ความร้อน, และก๊าซเท่านี้ก็พอแล้ว เพราะเพียงเท่านี้ก็ทำให้เราเข้าใจได้แล้วว่า วัตถุทั้งหลายไม่ใช่ตัวตนที่จะมีอยู่หรือตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ลึกหรือละเอียดมากไปกว่านี้ก็ได้ เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษานี้

 

ทำไมเราจึงมองไม่เห็นความจริง?

สำหรับเด็ก หรือคนที่มีปัญญาน้อย หรือคนที่ไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาก่อน อาจจะไม่เข้าในเรื่องนี้ คือเขาจะเข้าใจว่าวัตถุทั้งหลายนั้น มีตัวตนเป็นของตัวมันเองจริงๆ อย่างเช่น เด็กก็มักจะเข้าใจว่าลูกแอปเปิลนั้นมันมีตัวตนเป็นของมันเอง คือเด็กโง่จะเข้าใจว่า เนื้อของลูกแอปเปิลนั้น เป็นเนื้อของมันจริงๆ เพราะมันมีรูปร่าง มีรส และมีกลิ่นเป็นลูกแอปเปิลมาให้ได้จับต้อง, ลิ้มรส, และได้กลิ่นจริงๆ ซึ่งเด็กโง่จะไม่เข้าใจว่า เนื้อของลูกแอปเปิลนั้น แท้จริงก็คือ ดิน, น้ำ, ความร้อน, และอากาศ ที่ธรรมชาตินำมาปรุงแต่ง (หรือสร้าง) ให้เกิดเป็นเนื้อของลูกแอปเปิลนั้นขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนนักมายากลที่เล่นกลเก่งๆ ที่เขาสามารถแสดงอะไรที่คนเราธรรมดาๆอย่างเราทำไม่ได้ ทั้งๆที่มันก็ไม่ใช่ความจริงเลย แต่เขาก็แสดงหลอกเราได้อย่างแนบเนียนที่สุด

สำหรับลูกแอปเปิล หรือสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้นมาทั้งหลาย เช่น บ้าน รถยนต์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่ร่างกายของสิ่งที่มีชีวิต (คือ พืช สัตว์ มนุษย์) เป็นต้นนั้น ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า มันไม่มีสิ่งหรือสภาวะที่จะเป็นตัวตนของสิ่งเหล่านี้จริงๆ เพราะอายุของสิ่งเหล่านี้สั้น จนเราสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย แต่ถ้าเป็นวัตถุสิ่งของบางอย่างที่มีอายุยาวนาน เช่น ก้อนหิน ภูเขา หรือ เพชร เป็นต้นนั้น ผู้ใหญ่บางคนก็อาจจะยังเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่เป็นตัวตนของสิ่งนั้นจริงๆ เพราะอายุของมันยาวนานมาก ไม่เสื่อมสลายหายไปง่ายๆเหมือนพวกร่างกายของสิ่งที่มีชีวิต หรือสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลาย แต่ไม่ว่าจะเป็นวัตถุอะไรที่มีอยู่ในโลก หรือแม้ในจักรวาล ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม รวมทั้งจะมีอายุสั้นหรือยาวนานสักเท่าใดก็ตาม มันก็จะมีลักษณะพื้นฐานเหมือนกันหมด คือไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) เหมือนกันหมด และไม่สามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้เหมือนกันหมด

 

ร่างกายเป็นอัตตาหรือไม่?

สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) ที่สำคัญ ที่เราจำเป็นต้องนำมาพิจารณาก็คือ ร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะร่างกายของเราเองและของคนอื่น คือเราก็พอจะเข้าใจแล้วว่า ปกติร่างกายของเราก็ต้องอาศัยเชื้อจากพ่อและไข่ของแม่มาร่วมกันสร้างหรือปรุงแต่งขึ้นมา โดยมีลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ มาเป็นต้นแบบในการสร้างลักษณะของร่างกายทั้งหลาย เช่น รูปร่าง ใบหน้า เสียงพูด สีผิว สีผม สีม่านตา เป็นต้นขึ้นมา ซึ่งร่างกายของเรานี้มันจะประกอบด้วยอวัยวะต่างๆมากมาย เช่น กระดูก เนื้อ ปอด หัวใจ ตับ ไต เนื้อสมอง เอ็น เลือด น้ำเหลือง ผิวหนัง เส้นผม ขน เล็บ ฟัน  และระบบประสาทต่าง คือ ลูกตา แก้วหู จมูก ลิ้น กาย และ เนื้อสมอง เป็นต้น ซึ่งอวัยวะต่างๆเหล่านี้ก็ล้วนต้องอาศัยอาหาร น้ำ อากาศบริสุทธิ์ และความร้อน เพื่อมาปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ถ้าขาดปัจจัยใดไป ร่างกายของเราก็จะต้องตายหรือแตกสลายหายไปอย่างแน่นอน  ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ร่างกายของเราจริงๆนั้นมันไม่มี ส่วนสิ่งที่มีอยู่นี้ก็เป็นเพียง “สิ่งปรุงแต่งชั่วคราว” หรือ “สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราว” โดยธรรมชาติ ตามกฎสูงสุดของธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์เท่านั้น 

เมื่อร่างกายเกิดขึ้นมา มันจะมีลักษณะเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งมีเสียงพูดเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นลักษณะเฉพาะของคนๆหนึ่งที่ไม่เหมือนกับคนอื่น ซึ่งลักษณะเฉพาะนี้ จะเกิดขึ้นมาตามเหตุตามปัจจัย หรือตามลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ และเมื่อร่างกายนี้ตายไป ลักษณะเฉพาะของร่างกายนี้ก็จะสูญหายไปด้วย แต่ถึงแม้จะมีการโคลนนิ่งร่างกายขึ้นมาใหม่ ได้เหมือนร่างกายเก่าทุกประการก็ตาม มันก็ไม่ใช่ว่าร่างกายเก่านั้นจะกลับมาเกิดขึ้นเป็นร่างกายใหม่ คือร่างกายเก่าก็คือ “สิ่งปรุงแต่ง” อันหนึ่ง ส่วนร่างกายใหม่ก็คือ “สิ่งปรุงแต่ง” อีกอันหนึ่ง เพียงแต่มันมีลักษณะเหมือนกัน เพราะมันมีเหตุและปัจจัยที่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันเท่านั้น เปรียบเหมือนกับการนำเอาดินเหนียวมาผสมน้ำ แล้วปั้นเป็นรูปคนขึ้นมาสองคน ที่เหมือนกันเท่านั้นเอง

 

ทำไมยึดถือแล้วจึงเป็นทุกข์?

เมื่อร่างกายของคนที่เรารักต้องตายจากไป เราก็มักจะยึดติดอยู่กับลักษณะเฉพาะของคนที่ตายไปแล้วนั้น ว่ามีรูปร่างเช่นนั้น มีสีผิวเช่นนี้ มีเสียงพูดเช่นนี้ และมีนิสัยเช่นนี้ รวมทั้งยังยึดติดว่าคนที่ตายนั้น มีชื่อและนามสกุลตามที่สมมติเรียก ว่ามีชื่อนั้นนามสกุลนี้อีกด้วย เป็นต้น คือเรามีความยึดติด หรือยึดถือว่ามีคนนั้นเกิดขึ้นมาจริงๆ และเมื่อคนที่เรารักนั้นตายไป เราจึงเกิดความเศร้าโศกเสียใจเพราะต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักไป ทั้งๆที่แท้จริงแล้วทั้งรูปร่าง สีผิว เสียงพูด และลักษณะต่างๆของคนที่ตายไปแล้วนั้น เดิมทีมันหาได้มีอยู่ก่อนไม่ แต่เมื่อมีเหตุและปัจจัยเช่นนั้นพร้อม มันจึงเกิดขึ้นมา แต่เมื่อเหตุและปัจจัยเช่นนั้นมันหายไป ลักษณะเฉพาะเหล่านั้นมันจึงหายตามไปด้วย ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ความยึดติด หรือความยึดถือของเรานี้ เป็นความโง่ของจิต ที่ไปยึดถือสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ที่มันไม่เที่ยงแท้ถาวร ที่ไม่สามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ เมื่อสิ่งที่ยึดถือเอาไว้นั้นเปลี่ยนแปลงหรือดับสลายหายไป จึงทำให้จิตโง่นี้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ เพราะมีความยึดถือว่าตนเองกำลังพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักไป คือสรุปว่า “จิตโง่นี้เป็นทุกข์ไปเองอย่างช่วยไม่ได้”

แต่ทั้งๆที่เราก็รู้และเข้าใจอยู่บ้างแล้วว่า ร่างกายของมนุษย์เรานี้ก็เหมือนหุ่นยนต์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น หาได้เป็นตัวตนที่แท้จริงไม่ แต่เมื่อเราเกี่ยวข้องหรืออยู่ใกล้ชิดกับหุ่นยนต์นั้นนานๆ ก็จะทำให้เราเกิดความรักและผูกพันกับหุ่นยนต์นั้นขึ้นมาโดยเราไม่รู้ตัว  ซึ่งความผูกพันนี้เรียกว่าเป็น “ความยึดติด” หรือ “ความยึดถือ” คือเป็นความยึดติดอยู่กับลักษณะเฉพาะของหุ่นยนต์ที่เรารักนั้น โดยจิตของเราจะเกิดความยึดถือว่ามีตัวตนของหุ่นยนต์นั้นอยู่ในโลกจริงๆ ซึ่งความยึดถือนี้มันจะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา โดยเราไม่สามารถควบคุมมันได้ และเมื่อหุ่นยนต์ที่เรารักนั้นเกิดเสียหายและถูกทำลายไป เราจึงเกิดความรู้สึกว่ามีการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก หรือมีการสูญเสียสิ่งที่เป็นตัวตนที่เรารักไป และเมื่อมีการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักไป จิตที่ยึดถือว่าตนเองพลัดพรากนั้น ก็ย่อมที่จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจ (หรือเกิดความทุกข์) ขึ้นมาทันที    

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความตั้งใจ (มีสมาธิ) แล้วพิจารณาวัตถุทั้งหลาย โดยเฉพาะร่างกายทั้งของเราเองและของผู้อื่น ให้เห็นว่า “มันเป็นเพียงสิ่งที่ธรรมชาติปรุงแต่งหรือสร้างสรรค์ขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น” เราก็จะเกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า “แท้จริงแล้วมันไม่มีตัวตนที่แท้จริงเลย” ซึ่งความเข้าใจนี้ก็จะมาทำลาย “ความโง่” ที่ทำให้จิตเกิดความยึดติด หรือเกิดความยึดถือว่าวัตถุหรือร่างกายทั้งหลายนั้น เป็นตัวตนให้หายไป และเมื่อวัตถุหรือร่างกายนั้นต้องพลัดพรากจากเราไป ตามเหตุตามปัจจัยของมัน เราก็จะไม่เกิดความเศร้าโศกเสียใจ หรือเป็นทุกข์ เมื่อจิตไม่มีทุกข์มันก็จะ “สงบเย็น” หรือ “นิพพาน” (แม้เพียงชั่วคราว) และเมื่อจิตนิพพานเราก็จะเกิด “ความเข้าใจอย่างสูงสุดหรือแจ่มแจ้ง” (มีดวงตาเห็นธรรม) ขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คือวิธีการดับทุกข์โดยสรุป โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาสอน

ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนของวัตถุทั้งหลาย รวมทั้งของร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย เพราะมีทั้งเหตุผลที่สมเหตุสมผล และของจริงมาเป็นหลักฐานยืนยันอยู่แล้ว แต่ว่ามันเป็นของธรรมดาๆที่ใครๆที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างก็รู้ๆกันอยู่แล้ว มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้นและไม่น่าเชื่อถือ จึงทำให้น้อยคนนักที่จะเชื่อว่า เหตุผลและความจริงธรรมดาๆนี้ จะเป็นความจริงสูงสุดของธรรมชาติ ส่วนเรื่องที่เขาได้ยินได้ฟังมาว่า “เป็นสิ่งไม่ธรรมดาหรือเหนือธรรมชาติ เช่น เรื่องผู้วิเศษ หรือเรื่องอำนาจวิเศษ หรือเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เป็นต้น” นั้น เขากลับเชื่อถือว่าเป็นความจริง ทั้งๆที่มันก็เป็นแค่เพียงคำล่ำลือ ที่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้เลย และที่สำคัญเรื่องเหล่านี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์แก่เราหรือสังคมอย่างแท้จริงเลย ซึ่งนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์ที่โง่เขลาทั้งหลาย ไม่เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ก็เพราะมองข้ามความจริง แล้วเอาแต่เพ้อฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาโดยตลอด  

 

จิตเป็นอัตตาหรือไม่?

          ชีวิตของมนุษย์เรานี้ก็ประกอบด้วย ร่างกายและจิตใจ ซึ่งร่างกายนั้นเป็นวัตถุที่มีรูปร่างให้เราสัมผัสได้ด้วยระบบประสาทของ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เราจึงสามารถคิดพิจารณาโดยใช้เหตุใช้ผลให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย และพิสูจน์ให้เห็นความจริงได้ง่าย ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น

ส่วนจิตใจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีลักษณะให้สัมผัสได้อย่างวัตถุ คือจิตใจจัดเป็นนามธรรม หรือธรรมชาติที่มีแค่เพียงชื่อเรียกเท่านั้น โดยจิตใจจะสามารถสัมผัสได้ด้วยจิตใจนั่นเอง ซึ่งลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนของร่างกายเป็นเช่นไร  ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนของจิตใจก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน คือร่างกายก็ต้องอาศัยธาตุดิน, น้ำ, ไฟ, และลม มาเป็นเหตุและปัจจัย เพื่อปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น ส่วนจิตใจก็ต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายและความทรงจำจากสมอง เพื่อเป็นเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่ง หรือสร้างขึ้นมาชั่วคราวด้วยเหมือนกัน ถ้าไม่มีร่างกายที่ยังไม่ตายและความทรงจำจากสมอง จิตใจก็จะไม่มีตามไปด้วย  ซึ่งนี่ก็ทำให้เราสรุปได้ว่า “จิตเป็นอนัตตา” คือจิตไม่ใช่ตัวตน ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยใดๆมาปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมา  และไม่สามารถตั้งอยู่อย่างถาวรหรือเป็นอมตะได้ รวมทั้งไม่สามารถที่จะออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดใหม่ได้ ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

ถ้าเรายอมรับกฎสูงสุดของธรรมชาติที่ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งหรือสร้างให้เกิดขึ้น” แล้วเราก็ต้องยอมรับว่า “จิตก็ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาเป็นเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งหรือสร้างให้เกิดขึ้นมาด้วยเหมือนกัน” ไม่มีข้อยกเว้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรายกเว้นหรือยังเชื่อว่าจิตจะมีอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยใด (คือยังเชื่อว่าจิตเป็นอัตตา) กฎสูงสุดนี้ก็จะหมดความหมายไปทันที และการศึกษาต่อไปก็จะไม่มีประโยชน์ คือจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องจิตเป็นอนัตตาได้อย่างแท้จริง รวมทั้งก็จะไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ที่จะนำไปใช้ดับทุกข์ได้อย่างแท้จริงอีกด้วย

ร่างกายกับจิตใจแยกกันได้หรือไม่?

จิต (หรือ ใจ หรือบางทีก็เรียกรวมๆกันว่า จิตใจ) ก็คือ สิ่งที่รู้สึกและนึกคิดได้ ซึ่งเราก็ต้องมาศึกษาจากจิตของเราเองจริงๆ เราจึงจะเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งเกี่ยวกับเรื่องจิตนี้ได้อย่างแท้จริง ซึ่งจากความเชื่อเก่าๆที่เรารู้มาก็คือ เรื่องที่ว่าจิตนี้สามารถที่จะออกจากร่างกายที่ตายแล้ว ไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้ ซึ่งนี่คือหลักความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่ของพุทธศาสนา

แต่จากความจริงที่มีอยู่ในชีวิตของเราทุกคนก็คือ ร่างกายกับจิตนี้ ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ เราไม่เคยมีจิตโดยไม่มีร่างกายเลย คือจิตจะต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายนี้เพื่อเกิดขึ้นมาเสมอ และร่างกายก็ต้องอาศัยจิตมาช่วยดูแลรักษาให้ร่างกายคงอยู่ ถ้าไม่มีร่างกายก็จะไม่มีจิต และถ้าไม่มีจิตก็จะไม่มีร่างกาย ซึ่งนี่คือความจริงที่มีอยู่จริงที่ผู้มีปัญญาไม่ปฏิเสธ

แต่ผู้คนส่วนมากเราจะเชื่อตามหลักศาสนาพราหมณ์ที่ว่า จิตนี้เป็นสิ่งวิเศษเหนือธรรมชาติ คือเราเชื่อกันว่าจิตนี้เป็นตัวตน (อัตตา) โดยเราจะเชื่อกันว่า จิตนี้สามารถที่จะรู้สึกและนึกคิดได้ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยร่างกายและสมองมาช่วย จิตเพียงมาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราวเท่านั้น เหมือนกับการที่คนเราไปขับรถ เมื่อรถคนนี้เสียหายเราก็ออกไปขับรถคันใหม่ ซึ่งนี่เป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ก็ไม่มีทั้งเหตุผลและความจริงมายืนยัน เพราะเราไม่เคยมีจิตโดยไม่มีร่างกายเลยจริงๆ

หลักการพิจารณาเพื่อให้เข้าใจเรื่องจิตง่ายๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือ ถ้าไม่มีความทรงจำ จิตก็จะไม่สามารถคิดอะไรได้ เพราะการคิดของจิตนั้นจะต้องอาศัยความทรงจำมาใช้คิดเสมอ และความทรงจำ ก็ต้องอาศัยเนื้อสมองที่ยังดีอยู่ของร่างกายเพื่อเป็นแหล่งเก็บข้อมูล ถ้าเนื้อสมองเสียหาย ความทรงจำทั้งหมดก็จะสูญหายไปด้วยทันที และถ้าจิตไม่มีความทรงจำใดๆ จิตก็จะว่างเปล่า คือไม่มีความคิดหรือความยึดถือใดๆทั้งสิ้น จิตก็จะกลับคืนไปเป็นจิตที่ว่างเหมือนกับจิตของเด็กที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆนั่นเอง

 

สิ่งที่เป็น “ตัวเรา” มีอยู่จริงหรือไม่?

“ความรู้สึกตัว” (หรือสติสัมปฤดี) ว่ามีตัวเราอยู่ในโลกนี้มีต้นตอมาจาก “สัญชาติญาณว่าจิตนี้คือตัวเรา” (สัญชาติญาณ – ความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับชีวิตตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครสอน และฝังตัวอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราทุกคน) หรือ “ความรู้ว่าจิตนี้คือตัวเรา” ที่มันคอยกระตุ้นหรือปรุงแต่งให้จิตเกิดความรู้สึกตัวว่า “มีตัวเราอยู่ในโลก” ตลอดเวลา

จิตมีระบบการทำงานที่ซับซ้อน เราจะสังเกตได้ว่า เมื่อเวลาที่เราหลับสนิทหรือสลบ จิตก็จะดับหายไป หรือเมื่อเวลาที่เราหน้ามืดจะเป็นลม เราก็จะรู้สึกตัวว่า การรับรู้ของจิตจะค่อยๆดับวูบลง โดยเราไม่สามารถบังคับให้มันรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาได้ตามที่เราต้องการ ซึ่งนันก็หมายถึงว่า จิตได้ดับลงหรือไม่มีชั่วคราว แต่พอเราตื่นขึ้นมา ความจำว่ามีเราเช่นเดิมก็จะเกิดขึ้นมาได้ใหม่อีก เพราะสมองยังคงมีความทรงจำของเดิมอยู่ ดังนั้นมันจึงปรุงแต่งหรือสร้างจิตที่มีความทรงจำเหมือนเดิมนี้ขึ้นมาได้ใหม่อีกเรื่อยๆไป จนกว่าความทรงจำที่สมองจะเสียหายไปอย่างถาวร ก็จะไม่มีจิตที่มีความจำเช่นเดิมนี้เกิดขึ้นมาได้ใหม่อีกอย่างถาวร  แต่ถ้าสมมติว่าเราจะมีจิตที่เป็นตัวตนของเราเองจริงๆแล้ว มันจะต้องมี “ความรู้สึกตัว” และ “ความจำ” เช่นนี้อยู่ตลอดเวลาโดยไม่ดับหายไปเลยแม้สักวินาทีเดียว  ไม่ว่าจะมีร่างกายหรือไม่ก็ตาม

ถ้าจะเปรียบง่ายๆก็คือ ร่างกายของเราก็เปรียบเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยม ส่วนจิตก็เปรียบเหมือนระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าให้มาวิ่งอยู่ในวงจรอิเล็คทรอนิคส์ที่สลับซับซ้อนของเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้ามีแต่ตัวเครื่อง ไม่มีกระแสไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะไม่ทำงาน หรือมีแต่กระแสไฟฟ้า ส่วนตัวเครื่องเสีย คอมพิวเตอร์ก็จะไม่ทำงานอีกเหมือนกัน ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์กับมนุษย์ จะต่างกันตรงที่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มันยังไม่มีความรู้สึกตัวเหมือนมนุษย์เท่านั้น ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีความรู้สึกตัวได้เหมือนมนุษย์ (คือรู้สึกตัวว่ามีตัวเอง) มันก็คงจะไม่ต่างอะไรกับมนุษย์เราเป็นแน่

 

ความเข้าใจนี้มีประโยชน์อย่างไร?

พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเอาไว้ว่า “การยึดถือร่างกายว่าเป็นตัวตน ยังดีกว่าการยึดถือจิตว่าเป็นตัวตน เพราะร่างกายยังตั้งอยู่ ๑ ปี..... หรือ ๑๐๐ ปี หรือเกิน ๑๐๐ ปีให้ได้เห็นบ้าง ส่วนจิตนั้นมีการเกิดและดับอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน” คือจิตนี้ก็เหมือนกับแสงสว่างที่เกิดมาจากหลอดไฟ ที่มีไดนาโมที่กำลังหมุนหรือปั่นให้เกิดกระแสไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงหลอดไฟ จึงทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นมา ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่มาหล่อเลี้ยงหลอดไฟนั้น ก็มีการเกิดและดับถี่ยิบต่อเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ทำให้แสงสว่างที่กำลังเกิดอยู่นั้น มีการเกิดและดับถี่ยิบต่อเนื่องกันอยู่ตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน ถ้าไดนาโมหยุดหมุน กระแสไฟฟ้าก็จะดับหายไป และแสงสว่างจากหลอดไฟก็จะดับหายตามไปด้วยทันที แต่เมื่อไดนาโมหมุนใหม่ แสงสว่างก็จะเกิดขึ้นมาได้ใหม่เรื่อยไป จนกว่าไดนาโมหรือหลอดไฟฟ้านี้จะเสียอย่างถาวร แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้านี้ก็จะดับหายไปอย่างถาวร

เมื่อจิตเกิดความยึดถือวัตถุสิ่งของว่าเป็นตัวตน เมื่อวัตถุสิ่งของที่เรารักนั้นต้องพลัดพรากจากเราไป เราย่อมที่จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ในกรณีของร่างกายนั้น ร่างกายจะมีจิตอยู่ด้วย และเราก็โง่มายึดถือจิตนั้นว่าเป็นตัวตนเหมือนร่างกายขึ้นมาอีก เมื่อร่างกายตาย เราจึงชื่อว่าจิตนี้จะสามารถออกจากร่างกายไปได้ ก็จึงทำให้เราเกิดความเป็นห่วงตัวตนของจิตนั้นขึ้นมาอีก เพราะเป็นห่วงว่าจิตนั้นจะไปประสบกับความทุกข์ จึงทำให้เรายิ่งเกิดความเศร้าโศกเสียใจมากขึ้นไปอีก

แต่ถ้าเราจะเข้าใจอย่างถูกต้องแล้วว่า “แท้จริงแล้วมันไม่มีสิ่งใดที่จะมาเป็นตัวตน (หรืออัตตา) ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตก็ตาม” ก็จะช่วยให้ความยึดถือว่า “ร่างกายและจิตเป็นตัวตน” นั้นลดน้อยลง และเมื่อร่างกายและจินั้นต้องจากไป เราก็จะมีความเศร้าโศกเสียใจน้อยลง (หรือเกิดความทุกข์น้อยลง)

ความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า “ร่างกายและจิตนี้ไม่ใช่อัตตา” นี้ ยังไม่สามารถที่จะช่วยดับความทุกข์ได้ทั้งหมด (แม้ชั่วคราว) ความเข้าใจนี้จะช่วยได้ก็เพียงทำให้ความทุกข์ลดน้อยลงเท่านั้น แต่จะต้องอาศัยจิตที่เข้มแข็งหรือมีสมาธิ (จากการฝึก) มาช่วยระงับให้ความยึดถือว่า “ร่างกายและจิตเป็นอัตตา” ดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) ความทุกข์จึงจะดับลงทั้งหมดได้ (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งตราบใดที่ต้นตอของความทุกข์ (คือสัญชาติญาณว่าจิตนี้คือตัวเรา) ยังมีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ตราบนั้นความทุกข์ ก็จะยังสามารถที่จะกลับมาเกิดขึ้น กับจิตของเราได้เรื่อยไปเมื่อเราไม่มีสมาธิ (แม้จะมีปัญญาแล้วก็ตาม)

 

จะดับทุกข์ถาวรได้อย่างไร?

ส่วนการที่เราจะทำให้ความทุกข์ทั้งหลาย ไม่กลับมาเกิดขึ้นได้เลยอย่างถาวรนั้น เราจะต้องทำลายต้นตอของความทุกข์ให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร ความทุกข์ทั้งหลายจึงจะไม่กลับมาเกิดขึ้นมาได้อีกอย่างถาวร ซึ่งต้นตอของความทุกข์ทั้งหลายนั้นก็จะอยู่ที่ “สัญชาติญาณว่าจิตนี้คือตัวเรา” (ความรู้ว่าจิตนี้คือตัวเรา ที่มันมาคอยกระตุ้นให้จิตเกิดความรู้สึกตัวและความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาอยู่เสมอ) ที่จิตใต้สำนึกของเรามีอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งวิธีการทำลายสัญชาติญาณว่าจิตนี้คือตัวเรานี้ให้หมดสิ้นไปอย่างถาวรก็คือ “การปฏิบัติให้เกิดปัญญาและสมาธิอยู่เสมอ” จนนิสัยที่จะเกิดสัญชาติญาณว่าจิตนี้คือตัวเรา ที่จิตใต้สำนึกมันมีอยู่นั้นได้ถูกทำลายให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร แล้วก็จะไม่มีอะไรมาคอยกระตุ้นให้จิตเกิด “ความรู้สึกตัวว่าจิตนี้คือตัวเรา” และ “ความยึดถือว่าจิตนี้คือตัวเรา” ขึ้นมาได้อีกอย่างถาวร แล้วจิตก็จะไม่กลับมาเกิดความทุกข์ขึ้นมาได้อีกอย่างถาวรเหมือนกัน (ซึ่งเรื่องนีเราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดในภาคต่อไป)

 

ดวงตาเห็นธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อใด?

ขณะที่มีการตั้งใจอย่างต่อเนื่อง (เกิดสมาธิ) ในการพิจารณาถึงจิตและร่างกายของเรา (ตามที่สมมติเรียก)  “ว่ามันไม่ใช่ตัวตน-ของตน (หรือไม่ใช่ตัวเรา-ของเรา)” จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง (เกิดปัญญา) ว่า “ไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดที่เป็นตัวเราจริง” พร้อมกันนี้ จิตก็ยอมรับความจริง แล้วจิตก็จะคลายความยึดถือว่า “จิตเป็นตัวเรา” ลง (แม้ชั่วคราว) แล้วความรัก ชอบ หรือความอยากได้ อยากดี อยากเด่น อยากดัง และความโกรธ เกลียด กลัว อิจฉาริษยา เป็นต้น (ที่เป็นกิเลสทั้งหมด) ก็ดับหายไป (แม้ชั่วคราว) แล้วความทุกข์ทั้งหลายของจิตก็ดับหายไปด้วยทันที (แม้ชั่วคราว) และเมื่อจิตไม่มีทุกข์ จิตของเราก็จะ สงบ เย็น เบา สบาย ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส (ที่เรียกว่านิพพาน ที่หมายถึง ความสงบเย็น) ขึ้นมาทันที

เมื่อความทุกข์ได้ดับหายไป และนิพพานได้ปรากฏขึ้นมาจริงๆเช่นนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าเราได้เกิดความเห็นแจ้งต่อคำสอนเรื่องการดับทุกข์ (อริยสัจ ๔) ของพระพุทธเจ้าว่าดับทุกข์ได้จริงด้วยจิตของเราเอง โดยไม่เชื่อจากใครๆ หรือไม่ใช้การคาดคะเน เพราะเราได้พิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยจิตของเราเองแล้ว ซึ่งนี่ก็คือการเกิด “ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง” ถึงที่สุดนั่นเอง แล้วคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตทั้งหลายว่า “ทำไม?” ก็จะหมดสิ้นไปด้วย ซึ่งนี่ก็คือการเกิด “ดวงตาเห็นธรรม”  หรือ “เกิดปัญญาขั้นเห็นแจ้งชีวิต เห็นแจ้งโลก เห็นแจ้งธรรมชาติ” ขึ้นมาแล้วอย่างแท้จริง

 

จบภาคหนึ่ง


ภาคสอง