คำนำ ในปัจจุบันมนุษย์ได้อาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ศึกษาสิ่งต่างๆนอกตัวจนเกิดความรู้และความเข้าใจในธรรมชาติต่างๆนอกตัวมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามมนุษย์กลับไม่รู้ว่า ตนเองคืออะไร? เมื่อไม่รู้ว่าตนเองคืออะไร จึงทำให้มนุษย์ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม? และไม่รู้ว่า อะไรคือสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้รับ? เป็นต้น ซึ่งนี่ก็คือ การไม่รู้จักชีวิตและโลกอย่างถูกต้อง เมื่อไม่รู้จักชีวิตและโลกอย่างถูกต้อง มนุษย์จึงดำเนินชีวิตผิดพลาด เมื่อดำเนินชีวิตผิด จึงทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ ทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังส่งผลให้โลกมีแต่ปัญหาและวิกฤตการณ์ จนหาสันติภาพไม่ได้อย่างเช่นในปัจจุบัน หนังสือ ฉันคืออะไร? เล่มนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อจุดประสงค์สองอย่างคือ (๑) สอนให้มนุษย์รู้จักว่าแท้จริงนั้น ตนเองคืออะไร? และ (๒) สอนให้มนุษย์รู้จัก วิธีการปฏิบัติเพื่อที่จะไม่ให้ชีวิตมีความทุกข์ อย่างเช่นที่มนุษย์กำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลักการศึกษาของหนังสือเล่มนี้ จะเน้นให้ใช้หลักวิทยาศาสตร์มาศึกษา ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจใคร่รู้ หรือนักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆจนกว่าจะได้เข้าใจเหตุผลอย่างแจ่มแจ้ง และมีการพิสูจน์หรือทดลองปฏิบัติจนเห็นผลอย่างแน่ชัดด้วยตัวเองแล้วเท่านั้น หนังสือเล่มนี้ได้สรุปเนื้อหาสำคัญๆ มาจากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ของ ท่านอาจารย์ พุทธทาส ภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกทีหนึ่ง จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ที่มีความรู้ที่สนใจจะแสวงหาความจริงของชีวิต รวมทั้งผู้ที่ยังไม่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องมาก่อนบ้างไม่มากก็น้อย และหากจะเกิดคุณประโยชน์อันใดจากหนังสือเล่มนี้ ก็ขอน้อมถวายเป็นเครื่องสักการะแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยะสาวกทั้งหลาย *************************************************** ภาคหนึ่ง ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธเจ้าสอนอะไร? คำว่า ศาสนา หมายถึง คำสอนเพื่อให้ปฏิบัติตาม โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ความหลุดพ้นจากปัญหาและความทุกข์ แล้วมามีความสงบสุขหรือไม่มีความทุกข์ ส่วนคำว่า พุทธศาสนา หมายถึง คำสอนของท่านผู้รู้ ซึ่งก็หมายถึงพระพุทธเจ้า ที่เป็นผู้มีสติปัญญาสูงสุด หรือเป็นอัจฉริยะบุคคลระดับสุดยอด โดยพุทธศาสนาจะมีคำสอนอยู่ ๒ ระดับ คือ ๑. ระดับพื้นฐาน หรือ ธรรมดา หรือ ศีลธรรม ซึ่งเป็นคำสอนง่ายๆหรือสำเร็จรูปที่ไม่ต้องใช้การคิดพิจารณามากก็สามารถนำเอาหลักศีลธรรมนี้ไปปฏิบัติได้ทันที โดยศีลธรรมจะเป็นหลักที่สอนให้ละเว้นการทำความชั่ว และสอนให้ทำแต่ความดี โดยมีผลเป็นความสุขสงบทั้งของส่วนบุคคลและสังคม รวมทั้งยังสามารถทำให้โลกมีสันติภาพได้อีกด้วย ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมนี้ยังไม่ใช่คำสอนที่เป็นแก่นแท้หรือหัวใจของพุทธศาสนา ศีลธรรมนี้จะเอาไว้สอนคนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์น้อย อย่างเช่น ชาวบ้านทั่วๆไปหรือเด็กๆ ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนาในปัจจุบัน จะมีคำสอนของศาสนาพราหมณ์ มาผสมหรือปะปนอยู่ด้วยอย่างมากมายโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว ซึ่งคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่สำคัญ ที่เข้ามาผสมอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนาระดับศีลธรรมนั้น ก็ได้แก่คำสอนเรื่อง วิญญาณเวียนว่ายตายเกิด อย่างเช่น คำสอนที่ว่า ถ้าทำความดีเมื่อตายไปแล้วก็จะได้ขึ้นสวรรค์ที่อยู่บนฟ้า แต่ถ้าทำความชั่วเมื่อตายไปแล้วก็จะตกนรกที่อยู่ใต้ดิน รวมทั้งเรื่อง ผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้น อีกด้วย ๒. ระดับสูง หรือ ลึกซึ้ง ซึ่งเป็นคำสอนที่ลึกซึ้ง ที่ต้องใช้เหตุผลในการคิดพิจารณาอย่างมาก และจัดเป็นคำสอนที่เป็นแก่นแท้หรือหัวใจของพุทธศาสนา โดยคำสอนระดับสูงนี้ จะเป็นคำสอนเรื่อง การปฏิบัติเพื่อไม่ให้จิตใจของเรามีความทุกข์ (ที่เรียกว่าอริยสัจ ๔) โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งคำสอนระดับสูงนี้ เราไม่สามารถที่จะรู้จักอย่างถูกต้องได้เพียงแค่การอ่านจากตำรามา หรือฟังจากคนอื่นมาเท่านั้น แต่จะรู้จักอย่างถูกต้องได้ด้วยการคิดพิจาณาด้วยเหตุด้วยผล จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และมีการทดลองปฏิบัติ จนเกิดความเห็นแจ้งด้วยจิตของเราเอง (หรือที่เรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรม) เท่านั้น คำสอนระดับสูงนี้จะเอาไว้สอนเฉพาะ คนที่มีปัญญา หรือคนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น จะไม่สอนบุคคลระดับชาวบ้านทั่วๆไป เพราะมันสูงเกินสติปัญญาที่เขาจะรับได้ โดยคำสอนระดับสูงนี้จะไม่มีความงมงายมาปะปนอยู่ด้วยอย่างเด็ดขาด คือจะไม่มีเรื่องวิญญาณเวียนว่ายตายเกิด หรือเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า รวมทั้งเรื่อง ผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้น อย่างที่มีอยู่ในคำสอนระดับศีลธรรม ซึ่งต่อจากนี้ไปเราจะมาศึกษาเฉพาะคำสอนระดับสูงนี้เท่านั้น เพื่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรม หรือเพื่อให้รู้จักพุทธศาสนาระดับสูงอย่างถูกต้องกันต่อไป ดวงตาเห็นธรรมคืออะไร? จุดเริ่มต้นในการศึกษาให้รู้จักพุทธศาสนาระดับสูงอย่างถูกต้องก็คือ ต้องมีดวงตาเห็นธรรม หรือต้องศึกษาให้เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาจริงๆให้ได้ ถ้าใครยังไม่มีดวงตาเห็นธรรม ก็ชื่อว่ายังไม่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง แม้เขาจะศึกษาพุทธศาสนามาอย่างมากมายแล้วก็ตาม ดวงตาเห็นธรรม คือ การเกิดความเห็นแจ้งต่อคำสอนที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา (หลักอริยสัจ ๔) แล้วก็ทำให้คำถามเกี่ยวกับชีวิตว่า ทำไม? หมดสิ้นไปทันทีเมื่อมีดวงตาเห็นธรรม อันจะส่งผลให้ผู้มีดวงตาเห็นธรรมนี้รู้จักดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง และทำให้มีความทุกข์น้อยลง หรือไม่มีเลยก็ได้ถ้ามีการปฏิบัติอย่างถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ดวงตาเห็นธรรมจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการพิจารณาถึง ความจริงที่สำคัญที่สูงสุด ของร่างกายและจิตใจของเราเองอย่างตั้งใจที่สุดว่า มันไม่ใช่สิ่งที่จะมีอยู่อย่างเที่ยงแท้ถาวร (อนิจจัง), ต้องทนอยู่อย่างยากลำบาก (ทุกขัง), และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า แท้จริงแล้วในร่างกายและจิตใจ ที่สมมติเรียกกันว่าเป็นตัวเรานี้ มันไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดเลย ที่จะมาเป็นตัวเราจริงๆได้ มีแต่ตัวเราที่เป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องดังนี้แล้ว ความยึดถือร่างกายและจิตใจนี้ว่าเป็นตัวเราก็จะหายไป (ซึ่งการหายไปนี้ก็มีทั้งการหายไปอย่างชั่วคราว และการหายไปอย่างถาวร ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ) แล้วความทุกข์ของจิตใจทั้งหลายที่กำลังเกิดอยู่ ก็จะระงับหรือดับหายไป (ซึ่งการดับหายของความทุกข์นี้ ก็มีทั้งการดับหายไปอย่างชั่วคราว และการดับหายไปอย่างถาวร ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ) พร้อมกันนี้ก็จะเกิดความรู้และความเข้าใจต่อชีวิต ต่อโลก และต่อธรรมชาติทั้งหลายอย่างแจ่มแจ้ง ขึ้นมาด้วยสติปัญญาของเราเอง โดยไม่อาศัยความรู้จากใครๆและไม่เชื่อจากใครๆทั้งสิ้น ซึ่งนี่คือลักษณะการเกิดดวงตาเห็นธรรม หรือการมีดวงตาเห็นธรรม หรือการเห็นแจ้งอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า ว่าช่วยดับทุกข์ได้จริง (ซึ่งเรื่องนี้เราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดในภาคต่อไป) ดังนั้นต่อจากนี้ไปเราจะมาศึกษาชีวิตของเราเอง และธรรมชาติทั้งหลาย เพื่อค้นหาความจริงสูงสุดของธรรมชาติว่า ในร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันมีตัวเราที่เป็นตัวตนที่แท้จริง (คือเป็นตัวตนอมตะที่เรียกว่า อัตตา) หรือมีแค่ตัวตนชั่วคราว (สิ่งที่ถูกปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาแล้วตั้งอยู่เพียงชั่วคราวที่เรียกว่า อนัตตา) เท่านั้น? เพื่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรมกันต่อไป ความจริงคืออะไร? ความจริง คือ สิ่งที่เป็นอยู่ของมันเช่นนั้นเองตามธรรมชาติอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ซึ่งตามธรรมดาแล้วมนุษย์ทุกคนนั้นก็อยากจะรู้ความจริง แต่ความจริงที่มนุษย์ส่วนใหญ่อยากรู้มากที่สุดกลับเป็น ความจริงของสิ่งภายนอกตัวเอง อันได้แก่ เรื่องของคนอื่น หรือเรื่องต่างๆของโลก หรือเรื่องนอกโลก ซึ่งความจริงเหล่านี้ล้วนเป็นความจริงที่มีประโยชน์น้อยกว่า หรือแทบไม่มีประโยชน์เลย เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการได้รู้ความจริงของชีวิตเราเอง ความจริงที่เกี่ยวกับเรื่องของชีวิตเราเอง เช่น เราคืออะไร? เกิดมาทำไม? ตายแล้วจะเป็นอย่างไร? อะไรคือสิ่งที่สูงสุดสำหรับชีวิต? และ เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะไม่มีความทุกข์? เป็นต้นนี้ เป็นความจริงที่มีคุณค่าหรือมีประโยชน์สูงสุด เพราะการได้รู้ความจริงเหล่านี้ก็เท่ากับเป็นการเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมชาติของตัวเราเอง เมื่อเรามีความรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตของเราเองแล้ว เราก็สามารถจะนำความรู้นี้มาใช้ในการกำจัดปัญหาและความทุกข์ของชีวิต เพื่อให้ชีวิตไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อน หรือมีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้ชีวิตได้รับสิ่งที่มีคุณค่าหรือประโยชน์ที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ตรงข้ามถ้าเราไม่รู้ความจริงเหล่านี้อย่างถูกต้อง ก็เรียกว่าเรามืดบอดเพราะไม่เห็นแจ้งชีวิต เหมือนคนที่เกิดมาแล้วตาบอดมาตั้งแต่เกิด ซึ่งคนตาบอดก็ย่อมที่จะดำเนินชีวิตไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งยังยากที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเกิดมาอีกด้วย ซึ่งคนมืดบอดที่ไม่รู้จักความจริงของชีวิตตัวเองนี้ เขาก็ย่อมที่จะไม่รู้จักวิธีการปฏิบัติต่อชีวิตอย่างถูกต้อง อันจะส่งผลให้เขาดำเนินชีวิตผิดพลาด เมื่อดำเนินชีวิตผิดพลาด ชีวิตของเขาก็ย่อมที่จะประสบกับปัญหา และความทุกข์ ความเดือดร้อนต่างๆมากมาย อย่างเช่นที่ชาวโลกทั้งหลายกำลังประสบกันอยู่ และถ้าชาวโลกส่วนใหญ่ยังไม่รู้ความจริงของชีวิตตัวเองกันอยู่เช่นนี้ โลกก็จะมีแต่วิกฤติการณ์ แล้วก็หาสันติภาพไม่ได้อย่างเช่นในปัจจุบัน ศึกษาอย่างไรจึงจะเข้าใจ? พื้นฐานที่สำคัญของการศึกษาทุกชนิดก็คือ สมาธิ หรือความตั้งใจสม่ำเสมอ ถ้าขาดสมาธิก็ศึกษาอะไรไม่เข้าใจ สมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษานี้ โดยเราจะต้องตั้งใจอ่านเนื้อหาของหนังสือนี้อย่างช้าๆ และตั้งใจคิดพิจารณาตามไปด้วยเสมอ จึงจะทำให้เรามีทั้งสมาธิและเกิดความเข้าใจ (ปัญญาขั้นเข้าใจ) ขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ถ้าเราไม่ตั้งใจอ่าน หรือเพียงอ่านให้ผ่านๆไปโดยไม่สนใจคิดพิจารณาตามไปด้วย ก็จะทำให้ไม่เกิดความเข้าใจขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้สำคัญมากที่เราจะข้ามไปไม่ได้ จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือ การที่เราจะศึกษาพุทธศาสนาระดับสูงนี้ให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องนั้น เราจะต้องปล่อยวางความยึดถือในความรู้และความเชื่อทั้งหมด ไม่ว่าจะในเรื่องอะไรก็ตาม รวมทั้งความรู้และความเชื่อในศาสนาทั้งหลายด้วย (ไม่ว่าจะศาสนาอะไร และแม้ในพุทธศาสนาเองก็ตาม) ที่เราเคยมีอยู่ให้หมดเสียก่อน (เพียงชั่วคราว) เพราะถ้าเรายังมีความยึดถือในความรู้หรือในความเชื่อเหล่านี้อยู่ ก็จะทำให้จิตของเราไม่ว่างและไม่เป็นอิสระ แล้วก็จะทำให้จิตของเราไม่สามารถเข้าใจพุทธศาสนา ที่เป็นของดั้งเดิมหรือแท้จริงที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์นี้ได้ เพราะความรู้หรือความเชื่อเก่าๆที่เรายึดถือเอาไว้นั้น มันจะมาขัดขวางไม่ให้เรายอมรับความจริงที่ตรงข้าม หรือไม่เหมือนกับความรู้หรือความเชื่อที่เรายึดถืออยู่นั้นได้ และเมื่อเราปล่อยวางความยึดถือในความรู้และความเชื่อทั้งหลายลง จนจิตของเราว่างและเป็นอิสระอย่างแท้จริงแล้ว เราก็จะมาศึกษาชีวิตของเราจากสิ่งที่เราทุกคนมีอยู่หรือสามารถสัมผัสได้จริงๆ ด้วยเหตุด้วยผลอย่างตั้งใจที่สุดตามหลักวิทยาศาสตร์ อันจะทำให้เราเกิดความเข้าใจโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้อง หรือเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้โดยไม่ยาก ใช้หลักอะไรศึกษา? วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ที่เกิดมาจากการสังเกตปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง โดยหลักการศึกษาของวิทยาศาสตร์ก็สรุปอยู่ที่ ๑. ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง ที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้ หรือพิสูจน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถพิเศษอะไรเลย ๒. ใช้เหตุผลในการศึกษา โดยจะเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่สุด ที่มีอยู่ในสิ่งที่มีอยู่จริงนั้น ๓. มีการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยจะศึกษาจากพื้นฐานก่อนแล้วค่อยๆแตกกิ่งก้านสาขาออกไปอย่างเป็นระเบียบ รวมทั้งยังมีขั้นตอนในการศึกษาและปฏิบัติอีกด้วย ๔. เชื่อความจริงที่ได้พิสูจน์แล้ว คือจะเชื่อหลักการหรือทฤษฎีใดๆว่าถูกต้องก็ต่อเมื่อ ได้มีการพิสูจน์หรือทดลองจนเห็นผลขึ้นมาอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น สรุปแล้ววิทยาศาสตร์ก็คือ วิธีการค้นคว้าหาความจริงของธรรมชาติ โดยใช้วิธีการสังเกตจากธรรมชาติที่มีอยู่จริง ที่เราทุกคนสามารถพบเห็นหรือสัมผัสได้ ซึ่งในปัจจุบันวิธีการค้นหาความจริงของธรรมชาตินั้น หลักวิทยาศาสตร์จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด วิทยาศาสตร์จึงเป็นวิธีการค้นหาความจริงของธรรมชาติ ที่ผู้คนในยุคนี้ยอมรับที่สุด วิทยาศาสตร์สามารถแก้ไขปริศนาของธรรมชาติต่างๆรอบตัวเราได้ เรียกว่าวิทยาศาสตร์ทำให้มนุษย์มีความรอบรู้เกี่ยวกับธรรมชาติต่างๆอย่างถูกต้องมากขึ้น จนมนุษย์กลายมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่เจริญแล้วอย่างเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นต่อจากนี้ไปเราจะใช้หลักดั้งเดิมของพุทธศาสนา ที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์มาค้นหาความจริงของชีวิตกันต่อไป ศึกษาจากอะไร? สิ่งที่เราจะใช้ศึกษาก็คือ ร่างกายและจิตใจของเราเองและธรรมชาติรอบๆตัวเรา ที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้ ซึ่งธรรมชาติก็คือสิ่งธรรมดาๆที่เกิดขึ้นมาให้เราสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเราในปัจจุบันนี่เอง ซึ่งความเป็นธรรมดาๆนี้ ก็หมายถึงว่ามันจะเกิดขึ้นมาแล้วเป็นเช่นนั้นเสมอไม่เปลี่ยนแปลง จนเราเห็นว่ามันเป็นของธรรมดา ถ้าสิ่งใดบังเอิญเกิดขึ้นมาแล้วแปลกจากธรรมดา เราก็มักจะมองว่าสิ่งนั้นเหนือธรรมชาติ หรือไม่ธรรมดา แต่ถ้าสิ่งที่แปลกนั้นมันเกิดขึ้นมาเหมือนเดิมบ่อยๆ เราก็จะเกิดความชินชากับมัน แล้วก็จะมองว่ามันเป็นของธรรมดาไปอีก อย่างเช่นร่างกายและจิตใจของเรานี้ ที่เรารู้จักหรือพบเห็นมันมานมนานจนชินชาแล้ว เราจึงเกิดความรู้สึกว่ามันเป็นของธรรมดาๆที่ไม่น่าสนใจ แต่ถ้าเราจะมาตั้งในพิจารณาให้ดีแล้วเราก็จะพบว่า แท้จริงร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันคือสิ่งที่แปลกประหลาดหรือมหัศจรรย์ที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลกและในจักรวาล ธรรมชาติเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? นี่เป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ ยิ่งเราค้นหาความจริงของธรรมชาติลึกเข้าไปเท่าไร เราก็จะยิ่งพบกับคำถามมากขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปล่วงรู้ถึงว่าธรรมชาติเกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ได้ เพียงเรารู้ว่าธรรมชาติสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาได้อย่างไรเท่านี้ก็พอแล้ว คือเพียงพอที่จะทำให้เราได้รู้จักตัวเองหรือชีวิตได้อย่างถูกต้อง หรือเกิดความเข้าใจว่า เราคืออะไร? เกิดมาทำไม? และรู้ว่าอะไรคือสิ่งทีมีคุณค่าหรือประโยชน์สูงสุดที่ชีวิตควรจะได้รับในการเกิดขึ้นมานี้? แล้วก็นำความรู้นี้มาใช้ในการปฏิบัติเพื่อไม่ให้ชีวิตมีความทุกข์เลย หรือให้มีน้อยที่สุด และเมื่อชีวิตไม่มีความทุกข์อย่างแท้จริงแล้ว ความรู้อื่นๆนอกจากนี้ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปรู้ก็ได้ หรือจะไปเรียนรู้บ้างเพื่อไม่ให้ตกยุคก็ได้ แต่ควรเรียนรู้ในภายหลังเมื่อเรียนรู้เรื่องของตัวเองแล้ว คำสอนอะไรที่ไม่ใช่ของพุทธ? คำสอนของพุทธศาสนาระดับศีลธรรมที่ว่า คนเราเมื่อตายแล้วจะมี จิต หรือ วิญญาณ ออกจากร่างแล้วไปเกิดใหม่ได้ (อย่างที่เราเรียกกันว่า วิญญาณเวียนว่ายตายเกิด) รวมทั้งเรื่องชาติก่อน ชาติหน้า นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า และเรื่อง ผี เทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม ชนิดที่เป็นตัวตนบุคคล เป็นต้นนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่หลักคำสอนของพุทธศาสนา แต่เป็นหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) ที่ผสมหรือปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนามาช้านานแล้ว โดยชาวพุทธไม่รู้ตัว ซึ่งจากเหตุนี้เองที่ทำให้ชาวพุทธที่ไม่รู้เรื่องนี้ จึงได้เกิดความเข้าใจผิดและยึดถือเรื่องเหล่านี้ ว่าเป็นหลักคำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนากันอย่างเหนี่ยวแน่นมาช้านานแล้ว เมื่อมีใครมาบอกหรือมาสอน ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนา จึงทำให้ไม่ยอมรับ อีกทั้งยังจะมองว่าคนบอกคนสอนนั้น เป็นคนที่จะมาทำลายพุทธศาสนาผิดๆที่เขาเชื่อถืออยู่อีกด้วย ดังนั้นต่อไปนี้ เราจะมาปลดปล่อยสติปัญญาของเราออกเสียจาก การครอบงำของศาสนาพราหมณ์ โดยใช้หลักดั้งเดิมหรือแท้จริงของพุทธศาสนาระดับสูง ที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยเราจะใช้เหตุใช้ผลมาศึกษาสิ่งที่มีอยู่จริง ที่เราสามารถสัมผัสได้ในปัจจุบันเท่านั้น เราจะไม่เชื่อจากใครๆหรือจากตำราใดๆทั้งสิ้น จนกว่าเราจะมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และได้ทดลองหรือพิสูจน์ให้เห็นแจ้งด้วยตัวของเราเองอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น พุทธศาสนาสอนอย่างไร? ก่อนอื่นเราควรที่จะเข้าใจคำว่า อัตตา ที่หมายถึง ตัวตนที่แท้จริง หรือ ตัวตนอมตะ ที่ไม่ใช่หลักคำสอนของพุทธศาสนา แต่เป็นหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เสียก่อน คือคำว่า อัตตา แปลว่า ตน หรือ ตัวตน หรือ ตัวเอง (เมื่อเน้นมาศึกษาที่ชีวิตของเราก็จะเรียกว่า ตัวเรา) ที่หมายถึง ตัวตนที่แท้จริง ซึ่งคำว่า ตัวตนที่แท้จริง นี้หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวตนของมันเอง โดยไม่อาศัยสิ่งอื่นเพื่อมา ปรุงแต่ง ให้เกิดมันขึ้นมา ซึ่งคำว่า แท้จริง ก็หมายถึงว่าเป็น ของจริง ที่ตรงข้ามกับ ของปลอม ซึ่งสิ่งที่เป็นอัตตาที่ศาสนาพราหมณ์เน้นสอนมากก็คือเรื่องที่ว่า จิตหรือวิญญาณของคนเรานี้เป็นอัตตา ที่สามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วเพื่อไปเกิดใหม่ได้ สิ่งที่เป็น ตัวตนที่แท้จริง หรือ อัตตา นี้ เขาเชื่อกันว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีการเกิดขึ้นและดับหายไป คือเรียกว่า เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และจะไม่มีวันดับหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีอะไรมาทำลาย หรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปสักเท่าใดก็ตาม คือเรียกง่ายๆว่า สิ่งที่เป็นอัตตาหรือตัวตนที่แท้จริงนั้นจะเป็น อมตะ คือจะไม่ตายหรือจะมีอยู่ไปชั่วนิรันดร ดังนั้นต่อจากนี้ไปเมื่อเราพบคำว่า ตัวตนที่แท้จริง หรือ ตัวตนอมตะ ก็ขอให้เราเข้าใจว่าหมายถึงคำว่า อัตตา ที่เป็นภาษาบาลี จากความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่เชื่อว่า จิตหรือวิญญาณเป็นอัตตา นี้ ในมุมมองของพุทธศาสนาแล้ว จะมองว่านี่เป็นเพียง การจินตนาการหรือคิดขึ้นมาเอง ตามสามัญสำนึกของมนุษย์เราเท่านั้น ซึ่งอัตตาหรือตัวตนอมตะนี้ ถ้าเราจะศึกษาด้วยเหตุด้วยผลแล้ว เราก็จะพบว่ามันหาได้มีอยู่จริงไม่ เพราะเรื่องอัตตานี้ ไม่ได้มีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และก็ไม่มีของจริงมาเป็นหลักฐานยืนยันอีกด้วย ซึ่งความเชื่อว่ามีอัตตานี้ เป็นความเชื่อที่ตรงข้ามกับคำสอนของพุทธศาสนา ที่สอนความจริงสูงสุดของธรรมชาติว่า ทุกสิ่งเป็นอนัตตา ที่หมายถึง ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นอัตตาได้ ซึ่งก็เท่ากับหมายถึงว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของจริงเลย หรือหมายถึงว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นของปลอม หรือเป็นของชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดต่อไป สิ่งสูงสุดในจักรวาลคืออะไร? การที่เราจะรู้จักชีวิตและโลกได้อย่างถูกต้องนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักกับสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในจักวาล (รวมทั้งในเอกภพ) ที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เสียก่อน เมื่อเรารู้จักกับสิ่งสูงสุดในจักรวาลนี้แล้ว ก็เท่ากับเราได้พบกับสาเหตุที่เป็นต้นตอของทุกสิ่ง หรือพบกฎพื้นฐานที่ทำให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา หรือเหมือนกับเราได้พบกับกุญแจสำหรับไขปริศนาทั้งหลายของชีวิตและโลกรวมทั้งจักรวาลได้ สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในโลกที่เราสามารถพบเห็นได้จริงนั้นก็คือ กฎของธรรมชาติ คือทุกสิ่งในโลกและในจักรวาล ย่อมที่จะต้องมีกฎมาบังคับหรือควบคุมอยู่ทั้งสิ้น ซึ่งกฎเหล่านี้ก็มีทั้งกฎทางวัตถุและกฎทางนามธรรม (คือพวกจิตใจ) ซึ่งกฎทางวัตถุนั้นก็มีมากมาย เช่น กฎทางฟิสิกส์ และกฎทางเคมีทั้งหลาย เป็นต้น ส่วนกฎทางนามธรรมนั้นก็ได้แก่ กฎในการเกิดความรู้สึกต่างๆของจิตใจ (เช่น เมื่อทำความดีก็จะเกิดความสุขใจ อิ่มใจ เมื่อทำความชั่วก็จะเกิดความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ เป็นต้น) และกฎในการเกิดและดับของความทุกข์ในจิตใจมนุษย์ เป็นต้น ในบรรดากฎทั้งหลายของโลกและของจักรวาลนี้ จะมีกฎอยู่กฎหนึ่ง ที่เป็นกฎพื้นฐานและเป็นกฎสูงสุด ที่ทุกกฎจะต้องขึ้นอยู่กับกฎนี้ทั้งสิ้น ซึ่งกฎนี้เราจะเรียกว่าเป็น กฎสูงสุดของธรรมชาติ หรือ กฎสูงสุดของจักรวาล ซึ่งกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ ก็คือกฎที่บังคับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่ จะต้องอาศัยเหตุและปัจจัย มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่ ก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจกับคำบางคำให้ถูกต้องเสียก่อน เราจึงจะศึกษากฎสูงสุดนี้ได้เข้าใจอย่างถูกต้อง คือ : คำว่า สิ่ง ก็หมายถึง ธรรมชาติที่มีอยู่ ซึ่งสิ่งทั้งหลายของโลกก็สรุปได้ ๒ อย่าง คือ วัตถุ (รวมทั้งพลังงานและรังสีทั้งหลายด้วย) กับสิ่งที่เป็น นามธรรม (คือมีแต่ชื่อเรียก แต่ไม่มีตัวตนเหมือนวัตถุ อันได้แก่พวก จิต หรือ ความรู้สึก ความจำ ความคิด เป็นต้น) คำว่า ต้อง หมายถึงว่า จะเป็นเช่นนั้นเสมอ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด คำว่า เกิด หมายถึงว่า จากเดิมที่ไม่มีอยู่ก่อนแล้วจึงมามีขึ้นในภายหลัง คำว่า ดับ หมายถึงว่า จากเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วจึงมาไม่มีในภายหลัง คำว่า ตั้งอยู่ หมายถึง เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ดับหายไป คำว่า เหตุ หมายถึง สิ่งที่กระทำให้เกิดผล คำว่า ปัจจัย หมายถึง เหตุย่อยๆที่อาจมีได้หลายเหตุ หรือหมายถึง สิ่งที่มาช่วยสนับสนุน คำว่า ผล หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุ คำว่า ปรุงแต่ง หมายถึง การที่เหตุและปัจจัยมารวมตัวกันจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาโดยธรรมชาติ การปรุงแต่งคืออะไร? คำที่เข้าใจได้ยากก็คือคำว่า ปรุงแต่ง ที่หมายถึง การที่เหตุและปัจจัยมารวมตัวกัน จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา (ที่เรียกว่าผล) โดยเมื่อมีการปรุงแต่งจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาแล้ว สิ่งใหม่นั้นเราจะมองไม่เห็นหรือไม่สามารถสัมผัสกับลักษณะของเหตุและปัจจัยของมันได้ เพราะเหตุและปัจจัยของมันนั้น ได้รวมตัวกันจนแปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกับว่ามันเกิดมีสิ่งใหม่จริงๆขึ้นมาโดยไม่ได้อาศัยเหตุและปัจจัยใดๆมาปรุงแต่งขึ้นมา อย่างเช่นพวกที่เป็นวัตถุก็ได้แก่ ร่างกายของมนุษย์, อวัยวะต่างๆของร่างกายมนุษย์, เนื้อไม้, ผลไม้, และแร่ธาตุต่างๆ, รวมทั้งสิ่งที่เป็นพวกจิตเช่น การรับรู้, ความรู้สึก, ความจำ, และความคิดของมนุษย์ด้วย เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการกระทำของมนุษย์หรือสัตว์ โดยการนำเอาสิ่งต่างๆหลายๆสิ่ง (ที่เรียกว่าเป็นเหตุและปัจจัย) มารวมตัวกัน จนทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา (ที่เรียกว่าเป็นผล) แต่ว่าเรายังมองเห็นหรือสามารถสัมผัสกับลักษณะของเหตุและปัจจัยของมันได้ จะไม่เรียกว่าเป็นการ ปรุงแต่ง แต่จะเรียกว่าเป็นการ ประกอบ หรือ สร้าง อย่างเช่น อาหาร, เสื้อผ้า, บ้าน, รถยนต์, คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ เป็นต้น อีกคำคือคำว่า เหตุ นั้นจะหมายถึง เหตุที่มีความสำคัญที่สุด หรือใหญ่ที่สุดเพียงเหตุเดียว ส่วนคำว่า ปัจจัย จะหมายถึง เหตุที่มีความสำคัญรองๆลงมา ที่อาจมีได้หลายเหตุ หรือหมายถึง สิ่งที่มาช่วยสนับสนุนเพื่อให้เกิดผลขึ้นมา คือการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีความพร้อมทั้งเหตุและปัจจัย ถ้ามีแต่เพียงเหตุ โดยไม่มีปัจจัย ผลก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ หรือถ้ามีแต่ปัจจัย โดยไม่มีเหตุ ผลก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้อีกเหมือนกัน แต่ปัจจัยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด และปัจจัยก็มักจะมีมาก รวมทั้งเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงมักไม่กล่าวถึงปัจจัย เราจะกล่าวถึงเฉพาะเหตุเท่านั้น ซึ่งก็ขอให้เราเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย อย่างเช่น เมื่อมี เหตุ คือการนำเอาเมล็ดแอปเปิลมาปลูก และมีดิน มีปุ๋ย มีน้ำ มีแสงแดด และมีอากาศเป็น ปัจจัย จึงทำให้เกิด ผล คือเกิดมีต้นแอปเปิลขึ้นมา หรือเมื่อมี เหตุ คือมีต้นแอปเปิล และมีปุ๋ย มีน้ำ มีแสงแดด และมีอากาศเป็น ปัจจัย จึงทำให้เกิด ผล คือลูกแอปเปิลขึ้นมา เป็นต้น แต่เรามักกล่าวสั้นๆเพียงว่า เมื่อมีการนำเมล็ดแอปเปิลมาปลูก จึงเกิดมีต้นแอปเปิลขึ้นมา หรือ ลูกแอปเปิล เกิดมาจากต้นแอปเปิล เท่านั้น เป็นต้น กฎนี้บอกความลับอะไรกับเราบ้าง? ในบรรดาสิ่งทั้งหลายของธรรมชาตินี้ ธรรมชาติได้ซ่อนความลับที่สำคัญบางอย่างเอาไว้ ถ้าเราสังเกตให้ดี เราก็จะพบกับความลับนั้นได้โดยไม่ยาก ซึ่งความลับที่สำคัญที่สุดที่ธรรมชาติซ่อนเอาไว้ก็คือความลับที่ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง กฎสูงสุดนี้ได้บอกความลับกับเราหลายอย่าง อันได้แก่ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน (คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับหายไปก็เพราะเหตุและปัจจัย), ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยนั้น ก็สามารถเป็นเหตุหรือปัจจัยให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้อีก (การผลักดันกันเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกันเรื่อยๆไปเหมือนโดมิโน), ทุกสิ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม, ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุและปัจจัย, และความลับที่สำคัญที่สุดก็คือความลับที่ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง คำว่า อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่อัตตา ซึ่งก็หมายถึง ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง หรือ ไม่ใช่ตัวตนอมตะ คือเท่ากับเป็นการปฏิเสธว่า ไม่ใช่หรือไม่เป็นอัตตา ซึ่งความหมายของความลับที่สำคัญนี้ก็คือ เป็นการปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าจะเป็นอัตตา ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ กฎสูงสุดนี้ได้บอกกับเราว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา นั้นเป็นเพียง สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง มาจากเหตุและปัจจัยตามธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยนั้น เมื่อมันยังตั้งอยู่มันก็ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยนั้นเพื่อมาปรุงแต่งให้มันตั้งอยู่ ซึ่งก็เท่ากับว่าเราจะหาสิ่งที่เป็นแก่นแท้ หรือตัวตนที่แท้จริง (อัตตา) ของสิ่งที่เกิดขึ้นมาและตั้งอยู่ทั้งหลายไม่มี สิ่งทั้งหลายที่ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาและตั้งอยู่นี้ พุทธศาสนาจะเรียกว่าเป็น สิ่งปรุงแต่ง (สิ่งที่ต้องอาศัยสิ่งอื่นปรุงแต่งขึ้นมา) ซึ่งสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั้น เมื่อมันถูกปรุงแต่งจนเกิดเป็นสิ่งใดขึ้นมาแล้ว มันก็มีคุณค่าหรือมีความหมายเท่ากับเป็นตัวตนของสิ่งนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าตัวตนนั้นมันไม่ได้เป็นตัวตนจริงๆชนิดที่จะมีอยู่ไปชั่วนิรันดร หรือเป็นตัวตนอมตะตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์เท่านั้น ตามธรรมชาติแล้ว ตัวตนที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมานี้ มันจะไม่สามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ ดังนั้นตัวตนที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมานี้ เราจะเรียกว่าเป็น ตัวตนชั่วคราว (มันเหมือนกับว่ามีตัวตนอยู่จริง แต่ว่ามีเพียงชั่วคราว) หรือ ตัวตนมายา (ไม่ใช่ของจริง เป็นของหลอกลวง) หรือ ตัวตนสมมติ (ลงมติร่วมกันว่าเป็นตัวตน) เท่านั้น ซึ่งสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย จะมีลักษณะประจำอยู่ ๓ ประการ คือ (๑) ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน (๒) ต้องทนอยู่ และ (๓) ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดต่อไป วัตถุเป็นอัตตาหรือไม่? ถ้าเราจะลองสมมติว่ามีสิ่งที่เป็นอัตตาแล้ว เราก็จะลองสมมติว่าแอปเปิลลูกหนึ่ง จะเป็นอัตตา ซึ่งลูกแอปเปิลที่เป็นอัตตานั้นจะต้องมีเนื้อเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใด (คือไม่อาศัย ดิน น้ำ ไฟ ลม) เพื่อปรุงแต่งมันขึ้นมา และโดยลูกแอปเปิลที่เป็นอัตตานั้น จะไม่มีวันแตกสลายหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะถูกอะไรมาทำลายก็ตาม หรือไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยไปสักเท่าใดก็ตาม เรียกว่าลูกแอปเปิลนั้นจะคงมีอยู่ไปเช่นเดิมชั่วนิรันดร หรือเรียกว่าลูกแอปเปิลนั้นจะเป็นอมตะ แต่เมื่อเราพิจารณาดูจากธรรมชาติที่มีอยู่จริงแล้วเราก็จะพบว่า ลูกแอปเปิลนั้นจะถูกปรุงแต่งขึ้นมาจาก ดิน (ของแข็ง), น้ำ (ของเหลว), ไฟ (ความร้อน), และ ลม (ก๊าซ) ซึ่งลูกแอปเปิลนั้นจะไม่สามารถตั้งอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปได้ ถ้ามีของแข็งมามาบดทับแรงๆ หรือมีความร้อนสูงๆมาเผา สภาพที่เป็นลูกแอปเปิลนั้นก็จะแตกสลายหายไปทันที หรือแม้จะไม่มีอะไรมาทำลาย ถ้าปล่อยทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกติ ลูกแอปเปิลนั้นก็จะมีความเสื่อมสลายอยู่ภายในตัวของมันเองอยู่แล้วตลอดเวลา และสุดท้ายเพียงไม่กี่วัน ลูกแอปเปิลนี้ก็จะเสื่อมสลายหายไปอย่างแน่นอน เพราะดิน, น้ำ, ไฟ, และลม ที่มารวมตัวกันปรุงแต่งให้เกิดเป็นลูกแอปเปิลขึ้นมานั้น ได้แตกแยกหรือสลายตัวกลับคืนไปสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติของมัน ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ลูกแอปเปิลนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริง ที่จะสามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ ซึ่งนี่คือลักษณะที่เป็นอนัตตาของลูกแอปเปิลที่เห็นได้ง่ายๆ การศึกษาวัตถุทั้งหลายนั้น เพียงเรารู้ว่ามันเกิดมาจากการปรุงแต่งของ ธาตุดิน (ของแข็ง), ธาตุน้ำ (ของเหลว), ธาตุไฟ (ความร้อน), และ ธาตุลม (ก๊าซต่างๆ) เท่านี้ก็พอแล้ว เพราะเพียงเท่านี้ ก็ทำให้เราเข้าใจพื้นฐานของวัตถุทั้งหลายในโลก และในจักรวาลได้แล้วว่า มันไม่ใช่สิ่งที่จะมีอยู่หรือตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ ซึ่งความรู้ในเรื่องพื้นฐานนี้เองที่จัดเป็นหัวใจของปัญญาในพุทธศาสนา ที่นำมาใช้ในการศึกษาและปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ และเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ลึกหรือรู้ละเอียดมากไปกว่านี้ก็ได้ เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษานี้
|