-๒-

ทำไมเราจึงมองไม่เห็นความจริง?

สำหรับเด็กโง่ หรือคนที่มีปัญญาน้อย หรือคนที่ไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาก่อน อาจจะไม่เข้าใเรื่องนี้ คือเขาจะเข้าใจว่าวัตถุทั้งหลายนั้น มันมีตัวตนเป็นของตัวมันเองจริงๆ อย่างเช่น เด็กโง่ก็มักจะเข้าใจว่าลูกแอปเปิลนั้นมันมีตัวตนเป็นของมันเอง คือเด็กโง่จะเข้าใจว่า เนื้อของลูกแอปเปิลนั้น เป็นเนื้อของมันจริงๆ เพราะมันมีรูปร่าง มีรส และมีกลิ่นเป็นลูกแอปเปิลมาให้ได้จับต้อง, ลิ้มรส, และได้กลิ่นจริงๆ ซึ่งเด็กโง่จะไม่เข้าใจว่า เนื้อของลูกแอปเปิลนั้น แท้จริงก็คือดิน, น้ำ, ความร้อน, และก๊าซ ที่ธรรมชาตินำมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นเนื้อของลูกแอปเปิลนั้นขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนนักมายากลที่เล่นกลเก่งๆ ที่เขาสามารถแสดงอะไรที่คนเราธรรมดาๆอย่างเราทำไม่ได้ ทั้งๆที่มันก็ไม่ใช่ความจริงเลย แต่เขาก็แสดงหลอกเราได้อย่างแนบเนียนที่สุด  

สำหรับลูกแอปเปิล หรือสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้นมาทั้งหลาย เช่น บ้าน รถยนต์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่ร่างกายของสิ่งที่มีชีวิต (คือ พืช สัตว์ มนุษย์) เป็นต้นนั้น ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า มันไม่มีสิ่งหรือสภาวะที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้จริงๆ เพราะอายุของสิ่งเหล่านี้สั้น จนเราสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย แต่ถ้าเป็นวัตถุหรือสิ่งของบางอย่างที่มีอายุยาวนาน เช่น ก้อนหิน ภูเขา หรือ เพชร เป็นต้นนั้น ผู้ใหญ่บางคนก็อาจจะยังเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่เป็นตัวตนของสิ่งนั้นจริงๆ เพราะอายุของมันยาวนานมาก ไม่เสื่อมสลายหายไปง่ายๆเหมือนพวกร่างกายของสิ่งที่มีชีวิต หรือสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลาย แต่ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือสิ่งของอะไรที่เกิดขึ้นมาในโลก หรือแม้ในจักรวาล ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม รวมทั้งจะมีอายุสั้นหรือยาวนานสักเท่าใดก็ตาม มันก็จะมีลักษณะพื้นฐานเหมือนกันหมด คือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) เหมือนกันหมด และไม่สามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้เหมือนกันหมด

ร่างกายเป็นอัตตาหรือไม่?

สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) ที่สำคัญ ที่เราจำเป็นต้องนำมาพิจารณาก็คือ ร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะร่างกายของเราเองและของคนอื่น (คำว่า “ตัวเรา” หรือ “ของเรา” หรือ “ตัวตนของคนอื่น” ก็ตาม ในที่นี้จะหมายถึงตัวตนตามที่สมมติเรียกเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นตัวตนอมตะอย่างของพราหมณ์ ) คือเราก็พอจะเข้าใจแล้วว่า ปกติร่างกายของเราก็ต้องอาศัยเชื้อจากพ่อและไข่ของแม่มาร่วมกันปรุงแต่งขึ้นมา โดยมีลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ มาเป็นต้นแบบในการสร้างลักษณะของร่างกายทั้งหลาย เช่น รูปร่าง ใบหน้า เสียงพูด สีผิว สีผม สีม่านตา เป็นต้น ขึ้นมา ซึ่งร่างกายของเรานี้มันจะประกอบด้วยอวัยวะต่างๆมากมาย เช่น กระดูก เนื้อ ปอด หัวใจ ตับ ไต เนื้อสมอง เอ็น เลือด น้ำเหลือง ผิวหนัง ผม ขน เล็บ ฟัน  และระบบประสาทต่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ (สมอง) เป็นต้น ซึ่งอวัยวะต่างๆเหล่านี้ก็ล้วนต้องอาศัยอาหารที่มีประโยชน์ น้ำที่สะอาด อุณหภูมิที่พอเหมาะ และก๊าซที่จำเป็น เพื่อมาปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น ถ้าขาดปัจจัยใดไป ร่างกายของเราก็จะต้องตายหรือแตกสลายหายไปอย่างแน่นอน  ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ร่างกายของเราจริงๆที่จะเป็นร่างกายอมตะนั้นมันไม่มี ส่วนร่างกายที่มีอยู่นี้ก็เป็นเพียง “ร่างกายชั่วคราว” เท่านั้น 

เมื่อร่างกายเกิดขึ้นมา มันจะมีลักษณะต่างๆที่รวมกันเป็นลักษณะเฉพาะของร่างกายขึ้นมา รวมทั้งมีเสียงพูดเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นลักษณะเฉพาะของคนๆหนึ่งที่ไม่เหมือนกับคนอื่น ซึ่งลักษณะเฉพาะนี้ จะเกิดขึ้นมาตามเหตุตามปัจจัย หรือตามลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ และเมื่อร่างกายนี้ตายไป ลักษณะเฉพาะของร่างกายนี้ก็จะสูญหายตามไปด้วย ถึงแม้จะมีการโคลนนิ่งร่างกายขึ้นมาใหม่ ได้เหมือนร่างกายเก่าทุกประการก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าร่างกายเก่านั้นจะกลับมาเกิดขึ้นเป็นร่างกายใหม่ คือร่างกายเก่าก็คือ “สิ่งปรุงแต่ง” อันหนึ่ง ส่วนร่างกายใหม่ก็คือ “สิ่งปรุงแต่ง” อีกอันหนึ่ง เพียงแต่มันมีลักษณะเหมือนกัน เพราะมันมีเหตุและปัจจัยที่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันเท่านั้น เปรียบเหมือนกับการนำเอาดินเหนียวมาผสมน้ำ แล้วปั้นเป็นรูปคนขึ้นมาสองคน ที่เหมือนกันเท่านั้นเอง

ทำไมยึดถือแล้วจึงเป็นทุกข์?

เมื่อร่างกายของคนที่เรารักต้องตายจากไป เราก็มักจะยึดติดอยู่กับลักษณะเฉพาะของคนที่ตายไปแล้วนั้น ว่ามีรูปร่างเช่นนั้น มีสีผิวเช่นนี้ มีเสียงพูดเช่นนี้ มีกิริยาวาจาเช่นนี้ และมีนิสัยเช่นนี้ รวมทั้งยังยึดติดว่าคนที่ตายนั้น มีชื่อและนามสกุลตามที่สมมติเรียก ว่ามีชื่อนั้นนามสกุลนี้อีกด้วย เป็นต้น คือเรามีความยึดติด หรือยึดถือว่ามีคนนั้นเกิดขึ้นมาจริงๆ และเมื่อคนที่เรารักนั้นตายจากเราไป เราจึงเกิดความเศร้าโศกเสียใจ เพราะเราเกิดความรู้สึกว่า เรากำลังพลัดพรากจากคนที่เรารักไป ทั้งๆที่แท้จริงแล้วทั้งรูปร่าง สีผิว เสียงพูด และลักษณะต่างๆของคนที่ตายไปแล้วนั้น เดิมทีมันหาได้มีอยู่ก่อนไม่ แต่เมื่อมีเหตุและปัจจัยเช่นนั้นพร้อม มันจึงเกิดขึ้นมา แต่เมื่อเหตุและปัจจัยเช่นนั้นมันหายไป ลักษณะเฉพาะเหล่านั้นมันจึงหายตามไปด้วย ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ความยึดติด หรือความยึดถือของเรานี้เป็น “ความโง่ที่ลึกซึ้ง” ของจิต ที่ไปยึดถือสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ที่มันไม่เที่ยงแท้ถาวร ที่ไม่สามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ และไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็นได้ เมื่อสิ่งที่ยึดถือเอาไว้นั้นเปลี่ยนแปลง หรือดับสลายหายไปตามเหตุตามปัจจัยของมันตามธรรมชาติ จึงทำให้จิตโง่นี้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ เพราะมีความรู้สึกอย่างเข้มข้นว่ามีตนเองกำลังพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักไป คือสรุปว่า “จิตโง่นี้มันเป็นทุกข์ไปเองอย่างช่วยไม่ได้”

แต่ทั้งๆที่เราก็รู้และเข้าใจอยู่แล้วว่า ร่างกายของมนุษย์เรานี้ก็เหมือนหุ่นยนต์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น หาได้เป็นตัวตนจริงๆไม่ แต่เมื่อเราไปเกี่ยวข้องหรืออยู่ใกล้ชิดกับหุ่นยนต์นั้นนานๆ ก็จะทำให้เราเกิดความรักและผูกพันกับหุ่นยนต์นั้นขึ้นมาโดยเราไม่รู้ตัว  ซึ่งความผูกพันนี้เรียกว่าเป็น “ความยึดติด” หรือ “ความยึดถือ” คือเป็นความยึดติดอยู่กับลักษณะเฉพาะของหุ่นยนต์ที่เรารักนั้น โดยจิตของเรา จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวตนของหุ่นยนต์นั้นอยู่ในโลกจริงๆ ซึ่งความยึดถือนี้มันจะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมมันได้ และเมื่อหุ่นยนต์ที่เรารักนั้นเกิดเสียหายและถูกทำลายไป เราจึงเกิดความรู้สึกว่ามีการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก หรือมีการสูญเสียสิ่งที่เป็นตัวตนที่เรารักไป และเมื่อมีการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักไป จิตที่ยึดถือว่าตนเองมีความพลัดพรากนั้น ก็ย่อมที่จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจ (หรือเกิดความทุกข์) ขึ้นมาทันที    

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความตั้งใจ (มีสมาธิ) แล้วพิจารณาร่างกายทั้งของเราเองและของผู้อื่นว่า “มันเป็นเพียงสิ่งที่ธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น” แล้วเราก็จะเกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า “แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงที่จะให้จิตใดๆมายึดถือว่าเป็นร่างกายของใครๆได้” ซึ่งความเข้าใจนี้ก็จะมาทำลาย “ความโง่ที่ลึกซึ้ง” ที่ทำให้จิตเกิดความยึดติด หรือเกิดความยึดถือว่าร่างกายทั้งหลายนั้นเป็นตัวตนของใครๆให้หายไป และเมื่อร่างกายนั้นต้องพลัดพรากจากเราไป ตามเหตุตามปัจจัยของมัน เราก็จะไม่เกิดความเศร้าโศกเสียใจ หรือเป็นทุกข์ เมื่อจิตไม่มีทุกข์มันก็จะ “สงบเย็น” หรือ “นิพพาน” (แม้เพียงชั่วคราว) และเมื่อจิตนิพพานเราก็จะเกิด “ความเห็นแจ้งด้วยตัวของเราเองว่าหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ใช้ดับทุกข์ได้จริงๆ” (มีดวงตาเห็นธรรม) ซึ่งนี่คือวิธีการดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์โดยสรุป ที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาสอน

ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนอมตะของวัตถุทั้งหลาย รวมทั้งของร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น ยังเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย เพราะมีทั้งเหตุผลที่สมเหตุสมผล และของจริงมาเป็นหลักฐานยืนยันอยู่แล้ว แต่ว่ามันเป็นของธรรมดาๆที่ใครๆที่พอจะมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้างก็รู้ๆกันอยู่แล้ว มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้นและไม่น่าเชื่อถือหรือไม่น่าสนใจ จึงทำให้น้อยคนนักที่จะเชื่อว่า เหตุผลและความจริงธรรมดาๆนี้ จะเป็นความจริงสูงสุดของธรรมชาติ ส่วนเรื่องที่เขาได้ยินได้ฟังมาว่าเป็นสิ่งไม่ธรรมดาหรือแปลกประหลาดที่เหนือธรรมชาติ เช่น เรื่องผู้วิเศษ หรือเรื่องอำนาจวิเศษ หรือเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เป็นต้น นั้น เขากลับเชื่อถือว่ามันเป็นความจริง ทั้งๆที่มันก็เป็นแค่เพียงคำล่ำลือ ที่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ให้เราเห็นจริงได้เลย และที่สำคัญเรื่องเหล่านี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์แก่เราหรือสังคมอย่างแท้จริงเลย ซึ่งนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์ทั้งหลาย ไม่เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ก็เพราะมองข้ามความจริง แล้วเอาแต่เพ้อฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาโดยตลอด 

จิตเป็นอัตตาหรือไม่?

          ชีวิตของมนุษย์เรานี้ก็ประกอบด้วย ร่างกายและจิต (บางทีก็เรียกว่าใจหรือจิตใจ) ซึ่งร่างกายนั้นเป็นวัตถุที่มีรูปร่างให้เราสัมผัสได้ด้วยระบบประสาทของ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เราจึงสามารถคิดพิจารณาโดยใช้เหตุใช้ผลให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย และพิสูจน์ให้เห็นความจริงได้ง่าย ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง มันเป็นเพียงตัวตนที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น

ส่วนจิตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีลักษณะให้สัมผัสได้อย่างวัตถุ คือจิตจัดเป็นนามธรรม หรือธรรมชาติที่มีแค่เพียงชื่อเรียกเท่านั้น โดยจิตจะสามารถสัมผัสได้ด้วยจิตนั่นเอง ซึ่งลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของร่างกายเป็นเช่นไร  ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของจิตก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน คือร่างกายก็ต้องอาศัยธาตุดิน, น้ำ, ไฟ, และลม มาเป็นเหตุและปัจจัย เพื่อปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราว ส่วนจิตใจก็ต้องอาศัยร่างกายที่ยังเป็นๆและความทรงจำจากสมอง เพื่อเป็นเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวด้วยเหมือนกัน ถ้าไม่มีร่างกายที่ยังเป็นๆ จิตก็จะไม่มีตามไปด้วย หรือถึงแม้จะมีร่างกายที่ยังเป็นๆอยู่ก็ตาม แต่ถ้าสมองไม่มีความทรงจำ จิตที่เกิดขึ้นมาก็จะไม่สมบูรณ์ คือจำอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ได้ ดังนั้นตัวตนของจิตนี้ตามความเป็นจริงก็คือเป็น “ตัวตนชั่วคราว” ที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของเหตุและปัจจัยตามธรรมชาติเท่านั้น เมื่อไม่มีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งมันก็จะไม่มี

จากการศึกษามาทั้งหมดนี้ก็ทำให้เราสรุปได้ว่า “จิตเป็นอนัตตา” คือจิตไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยใดๆมาปรุงแต่งขึ้นมา  และไม่สามารถตั้งอยู่อย่างถาวรหรือเป็นอมตะได้ รวมทั้งไม่สามารถที่จะออกจากร่างกายที่ตายแล้วเพื่อไปเกิดใหม่ได้ ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

ถ้าเรายอมรับกฎสูงสุดของธรรมชาติที่ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งหรือสร้างให้เกิดขึ้น” และยอมรับว่า “จิตก็เป็นสิ่งที่มีการเกิดขึ้นมาด้วยเหมือนกัน”  ดังนี้แล้ว เราก็ต้องยอมรับว่า “จิตก็ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อเป็นเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาด้วยเหมือนกัน” ไม่มีข้อยกเว้น แต่ถ้าเราไม่ยอมรับกฎสูงสุดของธรรมชาติข้อนี้ ก็เท่ากับว่า เรายังเชื่อว่าอาจจะมีบางสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยใดๆมาปรุงแต่งขึ้นมา (คือยังเชื่อว่าอาจจะมีสิ่งที่เป็นอัตตาอยู่) และเราก็มักจะเชื่อว่า “จิตของเราและจิตของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี่เองที่เป็นอัตตา” ซึ่งเมื่อเราไม่ยอมรับกฎสูงสุดนี้เสียแล้ว กฎสูงสุดนี้ก็จะหมดความหมายไปทันที เพราะเราเชื่อว่ายังอาจจะมีกฎอื่นที่สูงกว่ากฎสูงสดนี้อยู่อีก เพียงแต่ยังไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ และยังไม่สามารถพิสูจน์เห็นจริงได้ก็ตาม และเมื่อเราไม่ยอมรับกฎสูงสุดนี้เสียแล้ว การศึกษาหนังสือนี้ต่อไปก็จะไม่มีประโยชน์ คือจะไม่ทำให้เราเกิดความเข้าใจว่าจิตเป็นอนัตตาได้ เพราะกฎสูงสุดนี้เองที่เป็นเหตุเป็นผลมาอธิบายให้เราเข้าใจความจริงของจิตว่า “จิตเป็นอนัตตา” ได้ และเมื่อไม่เข้าใจว่าจิตเป็นอนัตตา ก็จะทำให้ไม่เข้าใจอริยสัจ ๔ (เพราะอนัตตาเป็นหัวใจของปัญญาของอริยสัจ ๔) เมื่อไม่เข้าใจอริยสัจ ๔ ก็เท่ากับไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ที่จะนำไปใช้ดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง

เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าจิตเป็นอนัตตา?

จากการพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลก็ทำให้เราเข้าใจได้แล้วว่า “จิตเป็นอนัตตา” แต่เราก็ยังเชื่อเหตุผลนี้ไม่ได้ เราจะต้องมาพิสูจน์หรือดูจิตจากจิตของเราเองจริงๆ ว่ามันเป็นอนัตตาจริงหรือไม่? ซึ่งวิธีการก็ไม่ยากเพียงเรามาตั้งในเพ่งพิจารณาดูว่า จิตของเรานี้มันคืออะไร? และมันมีลักษณะของ “สิ่งปรุงแต่ง” หรือไม่? ถ้าพบว่าจิตมีลักษณะของสิ่งปรุงแต่ง เราก็แน่ใจได้เลยว่าจิตนี้เป็นอนัตตา เพราะสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายย่อมตกอยู่ภายใต้กฎสูงสุดของธรรมชาติว่า “ต้องเป็นอนัตตา” เสมอ ซึ่งลักษณะของสิ่งปรุงแต่งที่เราจะใช้สังเกตก็คือ “การเกิดขึ้นมา” หรือ “การดับหายไป” หรือ “การที่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งขึ้นมา” คือถ้าเรารู้สึกว่าจิตนี้มีการเกิดขึ้นมา เราก็แน่ใจได้เลยว่าจิตเป็นอนัตตา, หรือถ้าเราจำได้ว่าจิตเคยดับหายไป เราก็แน่ใจได้เลยว่าจิตเป็นอนัตตา, หรือถ้าเรารู้สึกได้ว่า จิตนี้ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อเกิดขึ้นมา เราก็แน่ใจได้เลยว่าจิตเป็นอนัตตา

คำว่า จิต มาจากคำว่า วิจิตร ที่แปลว่า สวยงาม ซึ่งเมื่อเราสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆแล้ว เราก็จะพบว่ามันก็คือ (๑) สิ่งที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้, (๒) รู้สึกสิ่งที่รับรู้นั้นได้, (๓) จำสิ่งที่เคยรับรู้และรู้สึกนั้นได้, และ (๔) มีการปรุงแต่งให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ความอยาก ความยึดถือ และความคิด เป็นต้นได้  ซึ่งเมื่อเราจะสรุปความหมายของคำว่าจิตลงให้สั้นๆแล้วก็จะหมายถึง สิ่งที่รู้สึกและนึกคิดได้

เมื่อเราพิจารณาดูจากจิตของเราเองจริงๆแล้ว เราก็จะพบว่า “จิตมีทั้งการเกิดและดับ” คือเมื่อใดที่เราหลับสนิทหรือสลบและไม่ฝันอยู่นั้น เราก็จะไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆเลย  เมื่อไม่มีความรู้สึกนึกคิด ก็เท่ากับไม่มีจิต หรือจิตได้ดับหายไปแล้วในขณะนั้น แต่พอเวลาที่เราตื่นขึ้นมา เราก็จะมีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาทันที เมื่อเริ่มมีความรู้สึกนึกคิด ก็เท่ากับจิตได้เกิดขึ้นมาใหม่อีกแล้ว (ส่วนเวลาที่เราหลับและฝันอยู่นั้นก็จัดว่าได้เกิดจิตขึ้นมาแล้วแต่ว่ายังไม่สมบูรณ์) ซึ่งนี่ก็คือลักษณะของการเกิดและดับของจิตที่เห็นได้ง่ายที่สุด ที่แสดงถึงความเป็นสิ่งปรุงแต่งของจิตที่เป็นอนัตตา

อีกอย่างเมื่อเราพิจารณาดูจากจิตของเราเองจริงๆแล้วเราก็จะพบว่า “จิตนี้ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งขึ้นมา” คือ การรับรู้ของจิต ก็ต้องอาศัยระบบประสาททั้ง ๖ (คือตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจหรือสมอง) ที่ยังดีอยู่ของร่างกายเพื่อเกิดขึ้นมา, เมื่อมีการรับรู้จึงจะเกิดความรู้สึกขึ้นมา, เมื่อมีการรับรู้และรู้สึกจึงจะจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้, และเมื่อมีข้อมูลที่เป็นความทรงจำจากสมอง ที่สมองบันทึกเอาไว้มากๆ จึงจะมีการปรุงแต่งให้เกิดเป็นความอยาก ความยึดถือ และความคิดต่างๆขึ้นมา ถ้าไม่มีร่างกายที่ยังเป็นๆ ก็จะไม่มีระบบประสาททั้ง ๖, ถ้าไม่มีระบบประสาททั้ง ๖ การรับรู้ตามระบบประสาททั้ง ๖ ก็จะไม่มี, เมื่อไม่มีการรับรู้ก็จะไม่มีความรู้สึก, เมื่อไม่มีความรู้สึกก็จะไม่มีการจำสิ่งใดๆได้, เมื่อไม่มีข้อมูลที่เป็นความทรงจำจากสมอง ก็จะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดเป็นความอยาก ความยึดถือ และความคิดขึ้นมาได้ ซึ่งนี่ก็แสดงถึงลักษณะที่จิตต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา ที่เป็นลักษณะของสิ่งปรุงแต่งที่เป็นอนัตตา

สรุปได้ว่า เมื่อเราพิจารณาดูจิตของเราจริงๆแล้วเราก็จะพบว่า จิตของเรานี้จะมีการเกิดและดับอยู่เสมอในแต่ละวัน คือเมื่อเราตื่นขึ้นมาจิตก็เท่ากับว่าจิตมีการเกิดขึ้นมา, เมื่อเราหลับสนิทและไม่ฝันก็เท่ากับว่าจิตมีการดับหายไปหรือไม่มี, และจิตก็ต้องอาศัยร่างกายที่ยังเป็นๆอยู่และความทรงจำจากสมองมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดจิตขึ้นมา ซึ่งลักษณะทั้งหมดนี้ก็คือลักษณะของ “สิ่งปรุงแต่ง” ที่เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ถาวร (อนิจจัง), ต้องทนอยู่ (ทุกขัง), และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) ซึ่งการเพ่งพิจารณาดูจิตเช่นนี้เองที่เป็นการพิสูจน์ว่า “จิตเป็นอนัตตา” ตามหลักวิทยาศาสตร์

“ตัวเรา” มีอยู่จริงหรือไม่?

สัญชาติญาณ หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับชีวิตตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครสอน และฝังตัวอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราทุกคน ซึ่งสัญชาติญาณหรือความรู้ที่คอยกระตุ้นให้จิตเกิดความรู้สึกว่า มีเราอยู่ในโลก ตลอดเวลานั้นก็คือ “ความรู้ว่าจิตนี้คือตัวเรา”

ถ้าเราสังเกตให้ดีเราจะพบว่า เมื่อเวลาที่เราหลับสนิทและไม่ฝันหรือสลบอยู่นั้น จิตก็จะไม่มีการรับรู้และรู้สึก ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าไม่มีจิตอยู่ หรือเมื่อเวลาที่เราหน้ามืดจะเป็นลม เราก็จะรู้สึกว่า การรับรู้ของจิตจะค่อยๆดับวูบลง โดยเราไม่สามารถบังคับให้มันรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาได้ตามที่เราต้องการ ซึ่งนันก็หมายถึงว่า จิตได้ดับลงหรือไม่มีชั่วคราว แต่พอเราตื่นขึ้นมา ความจำว่ามีเราเช่นเดิมก็จะเกิดขึ้นมาได้ใหม่อีก เพราะสมองยังคงมีความทรงจำของเดิมอยู่ ดังนั้นมันจึงปรุงแต่งจิตที่มีความจำว่ามีตัวเราเหมือนเดิมนี้ขึ้นมาได้ใหม่อีกเรื่อยๆไป จนกว่าความทรงจำที่สมองจะเสียหายไปอย่างถาวร ก็จะไม่มีจิตที่มีความจำเช่นเดิมว่ามีตัวเรานี้เกิดขึ้นมาได้ใหม่อีกอย่างถาวร  แต่ถ้าสมมติว่าเราจะมีจิตที่เป็นตัวตนอมตะ (อัตตา) ของเราเองจริงๆแล้ว มันจะต้องมี “ความรู้สึก” และ “ความจำ” เช่นนี้อยู่ตลอดเวลาโดยไม่ดับหายไปเลยแม้สักวินาทีเดียว  ไม่ว่าจะมีร่างกายหรือไม่ก็ตาม

บางคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าเวลาเราหลับแล้วไม่มีจิต ก็แสดงว่าเราตายไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่า เวลาที่เราหลับอยู่นั้น แม้จะไม่มีจิตแต่ร่างกายก็ยังมีระบบประสาทที่ยังดีอยู่ คือมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (สมอง) ซึ่งระบบประสาทเหล่านี้จะมี “การรับรู้” (ที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า วิญญาณ ที่หมายถึง การรับรู้ ซึ่งมีลักษณะเหมือนไฟฟ้าชนิดอ่อนๆ) เกิดขึ้นมาประจำอยู่เสมอ ซึ่งวิญญาณหรือการรับรู้นี้เองที่คอยกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆของร่างกายทำงาน เช่น กระตุ้นให้หัวใจเต้น ให้ปอดหายใจ ให้กระเพาะย่อยอาหาร เป็นต้น แต่ถ้าการรับรู้นี้ยังไม่เกิดขึ้นมาอย่างเข้มข้นและไม่มีความทรงจำจากสมองมาทำงานร่วมด้วย ก็จะยังไม่ชื่อว่าเกิดจิตขึ้นมา (เพราะจิตหมายถึงสิ่งที่รู้สึกและนึกคิดได้ คือต้องมีทั้งการรับรู้ ความรู้สึก ความจำ และการปรุงแต่งของจิต มาทำงานร่วมกัน หรือมาปรุงแต่งร่วมกัน จึงจะเกิดเป็นจิตที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้)

จนกว่าการรับรู้นี้จะถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นมาอย่างเข้มข้น (เช่น ได้ยินเสียงดังๆ หรือถูกตีที่ร่างกายแรงๆ) ระบบการทำงานของจิตก็จะเริ่มเกิดขึ้น คือเกิดการรับรู้ที่เข้มข้นขึ้น และเกิดความรู้สึกเข้มข้นขึ้น พร้อมกันนั้นจิตก็จะดึงเอาข้อมูลจากสมองมาทำงานหรือใช้ปรุงแต่งต่อไป ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่า จิตได้เกิดขึ้นมาแล้วจากเหตุและปัจจัยดังกล่าว ส่วนเวลาที่เราหลับและฝันอยู่นั้น จิตก็ชื่อว่าได้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ คือมันสามารถคิดได้เองตามความเคยชินของจิตใต้สำนึก ที่มันสั่งสมมานานแล้ว โดยอาศัยข้อมูลหรือความทรงจำจากสมองมาใช้คิด

ถ้าจะเปรียบง่ายๆก็คือ ร่างกายของเราก็เปรียบเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยม ส่วนจิตก็เปรียบเหมือนระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าให้มาวิ่งอยู่ในวงจรอิเล็คทรอนิคส์ที่สลับซับซ้อนของเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้ามีแต่ตัวเครื่อง ไม่มีกระแสไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะไม่ทำงาน หรือถ้ามีแต่กระแสไฟฟ้า ส่วนตัวเครื่องเสีย คอมพิวเตอร์ก็จะไม่ทำงานอีกเหมือนกัน ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์กับมนุษย์ จะต่างกันตรงที่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มันยังไม่มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์เท่านั้น ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีความรู้สึกได้เหมือนมนุษย์ (คือรู้สึกว่ามีตัวเอง) มันก็คงจะไม่ต่างอะไรกับมนุษย์เราเป็นแน่

อัตตา – อนัตตา – นิรัตตา ต่างกันอย่างไร?

          สิ่งที่ต้องระวังในการศึกษาเรื่องอนัตตานี้ก็คือ “ระวังอย่าไปมีความเห็นว่าในชีวิตของเราและของคนอื่นจะไม่มีตัวตนเลย” คือคำว่า นิรัตตา แปลว่า ไม่มีตัวตน ที่หมายถึง ไม่มีตัวตนใดๆเลย ซึ่งคนที่มีความเห็นเช่นนี้จะเชื่อว่า ไม่มีตัวตนใดๆเลยในชีวิตตัวเองและในชีวิตอื่นๆ และเชื่อว่า “ตายแล้วสูญ” รวมทั้งเชื่อว่าการทำความดีและชั่วจะไม่มีผลใดๆเลย ซึ่งหลักคำสอนเช่นนี้เป็นคำสอนของลัทธิบางลัทธิในสมัยก่อน ซึ่งในสมัยนี้ผู้คนก็เริ่มมีความเชื่อเช่นนี้เกิดขึ้นมากแล้วในโลก และคนที่เชื่อเช่นนี้มักจะชอบทำความชั่วเพราะเชื่อว่าไม่ต้องรับผลใดๆ และไม่ชอบทำความดีเพราะเชื่อว่าไม่เกิดผลใดๆ จึงส่งผลทำให้สังคมเดือดร้อนวุ่นวายอย่างเช่นในปัจจุบัน

ส่วนคำว่า อัตตา แปลว่า ตัวตน ที่หมายถึง ตัวตนที่แท้จริงหรือตัวตนอมตะ ที่เป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ที่เชื่อว่า “ตายแล้วเกิด” ซึ่งความเชื่อนี้ก็ยังมีส่วนดีตรงที่ทำให้คนที่เชื่ออยากทำความดี (เพราะอยากขึ้นสวรรค์บนฟ้า) ไม่อยากทำความชั่ว (เพราะกลัวตกนรกใต้ดิน)  แล้วก็ทำให้สังคมสงบสุขอย่างเช่นในอดีต แต่ทั้งความเห็นว่ามีตัวตน (อัตตา) กับ ไม่มีตัวตน (นิรัตตา) นี้ ยังจัดว่าเป็นความเห็นที่สุดโต่งไปในทาง “มี” กับ “ไม่มี” ซึ่งไม่ใช่หลักของพุทธศาสนา และจัดว่าเป็นความเห็นผิดทั้งคู่ เพราะเป็นความเห็นที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา คือยังมีความงมงายมาปะปนอยู่ด้วยทั้งสิ้นไม่มากก็น้อย

          พุทธศาสนาจะสอนเรื่อง อนัตตา ที่แปลว่า ไม่ใช่อัตตา หรือ ไม่ใช่ตัวตนอมตะอย่างของพราหมณ์ คือชีวิตของมนุษย์เรานี้มันก็มีตัวตนอยู่เหมือนกัน แต่เป็น ตัวตนชนิดชั่วคราว หรือตัวตนสมมติ ที่เหมือนกับตัวตนของพราหมณ์ แต่ต่างกันตรงที่ตัวตนชั่วคราวนี้จะต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา  เมื่อเหตุหรือปัจจัยของมันเสื่อมสลายหายไป ตัวตนชั่วคราวนี้ก็ย่อมที่จะเสื่อมสลายหายตามไปด้วยทันที ไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ได้ด้วยตนเองตลอดไปชั่วนิรันดรอย่างชนิดตัวตนอมตะตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับความตายนั้น พุทธศาสนาจะสอนว่า “มันสูญ (คือว่างจากตัวตนที่แท้จริง) มาตั้งแต่ยังไม่ตาย” ดังนั้นจึงไม่เข้าข่ายว่า “ตายแล้วเกิด” หรือ “ตายแล้วสูญ” ซึ่งตัวตนชั่วคราวนี้ถ้าทำความดีเมื่อใด ก็จะเกิดผลดีคือมีความสุขใจอิ่มใจขึ้นมาทันที และความดีนี้ยังจะมาเป็นปัจจัยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรื่องอีกด้วย แต่ถ้าตัวตนชั่วคราวนี้ทำความชั่วเมื่อใด ก็จะเกิดผลชั่วคือมีความทุกข์ใจ ร้อนใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่สบายใจขึ้นมาทันที และความชั่วนี้ก็ยังจะมาเป็นปัจจัยให้ชีวิตตกต่ำ ยากจน หรือเดือดร้อนได้

การมีความเห็นว่าชีวิตและทุกสิ่งเป็นอนัตตานี้ ก็เท่ากับมีความเห็นว่ายังมีตัวตนอยู่ตามที่ชาวโลกเขาสมติกัน แต่เป็นตัวตนชั่วคราว ไม่ใช่ตัวตนอมตะ และตัวตนนี้ถ้าทำความดีและความชั่ว ก็ต้องได้รับผลดีและชั่วที่ตัวเองทำไว้เสมอไม่มีทางหนีพ้น ซึ่งการเห็นเช่นนี้จะทำให้ความยึดถือร่างกายและจิตใจของเรา (ตามที่สมมติเรียก) และของผู้อื่นอย่างโง่ๆว่าเป็นตัวตนจริงๆลดน้อยลง แต่ถึงแม้จะไม่มี “ความยึดถือ” ร่างกายและจิตใจทั้งหลาย ว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงด้วยความโง่ เราก็ยังมี “ความนับถือ” ว่ามีตัวเราและผู้อื่นอยู่ด้วยดีด้วยสติปัญญาอย่างเต็มที่ และมีการปฏิบัติต่อตัวเราและผู้อื่นอย่างดีและถูกต้องที่สุด อันจะทำให้ “จิตที่มีความนับถือด้วยดี” นี้ไม่มีความทุกข์หรือมีน้อยลงได้

คนที่จะเข้าใจเรื่อง “ร่างกายและจิตใจของมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็นอนัตตา” ได้อย่างถูกต้องนั้น จะต้องเป็นคนดี ที่ซื่อสัตย์ ไม่โอ้อวด ไม่ชอบพูดโกหก ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ กับทั้งต้องมีความเสียสละหรือชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่บ้าง และไม่เคยทำความชั่วที่ร้ายแรงมาก่อน รวมทั้งต้องเป็นคนมีปัญญา หรือมีความรู้หลักวิทยาศาสตร์อยู่บ้างเท่านั้น จึงจะสามารถศึกษาจนเกิดความเข้าใจเรื่องอนัตตานี้ได้อย่างถูกต้อง ส่วนคนที่ชอบทำความชั่ว ไม่ชอบทำความดี จะมีใจที่ไม่ดีงามหรือไม่บริสุทธิ์พอ ที่จะมาศึกษาให้เกิดความเข้าใจในเรื่องอนัตตานี้ได้

ความเข้าใจนี้มีประโยชน์อย่างไร?

พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเอาไว้ว่า “การยึดถือร่างกายว่าเป็นตัวตน ยังดีกว่าการยึดถือจิตว่าเป็นตัวตน เพราะร่างกายยังตั้งอยู่ ๑ ปี... หรือ ๑๐๐ ปี หรือเกิน ๑๐๐ ปีให้ได้เห็นบ้าง ส่วนจิตนั้นมีการเกิดและดับอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน” คือจิตนี้ก็เหมือนกับแสงสว่างที่เกิดมาจากหลอดไฟ ที่มีไดนาโมที่กำลังหมุนหรือปั่นให้เกิดกระแสไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงหลอดไฟ จึงทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นมา ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่มาหล่อเลี้ยงหลอดไฟนั้น ก็มีการเกิดและดับถี่ยิบอย่างรวดเร็วมาก ต่อเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ทำให้แสงสว่างที่กำลังเกิดอยู่นั้น มีการเกิดและดับถี่ยิบอย่างรวดเร็วมาก ต่อเนื่องกันอยู่ตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน ถ้าไดนาโมหยุดหมุน กระแสไฟฟ้าก็จะดับหายไป (หรือไม่เกิดขึ้น) และแสงสว่างจากหลอดไฟก็จะดับหายตามไปด้วยทันที แต่เมื่อไดนาโมหมุนใหม่ แสงสว่างก็จะเกิดขึ้นมาได้ใหม่เรื่อยไป จนกว่าไดนาโมหรือหลอดไฟฟ้านี้จะเสียหายไปอย่างถาวร แสงสว่างจากหลอดไฟนี้จึงจะดับหายไปอย่างถาวร

เมื่อจิตเกิดความยึดถือวัตถุสิ่งของว่าเป็นตัวตน เมื่อวัตถุสิ่งของที่เรารักนั้นต้องพลัดพรากจากเราไป เราย่อมที่จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ในกรณีของร่างกายนั้น ร่างกายจะมีจิตอยู่ด้วย และเราก็โง่มายึดถือจิตนั้นว่าเป็นตัวตนอมตะเหมือนร่างกายขึ้นมาอีก เมื่อร่างกายตาย เราจึงชื่อว่าจิตจะสามารถออกจากร่างกายไปได้ ก็จึงทำให้เราเกิดความวิตกกังวลหรือเป็นห่วงตัวตนอมตะของจิตนั้นขึ้นมาอีก เพราะเป็นห่วงว่าจิตนั้นจะไปประสบกับความทุกข์ จึงทำให้เรายิ่งเกิดความเศร้าโศกเสียใจมากขึ้นไปอีก

แต่ถ้าเราจะเข้าใจอย่างถูกต้องแล้วว่า “แท้จริงแล้วมันไม่มีสิ่งใดที่จะมาเป็นตัวตนอมตะ (หรือเป็นอัตตา) ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจก็ตาม จะมีก็แต่ตัวตนชั่วคราว ที่เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ถาวร และต้องทนอยู่เท่านั้น” ก็จะช่วยให้ความยึดถือว่ามีตัวตนของเราและของคนอื่นลดน้อยลง และเมื่อร่างกายกับจินั้นต้องจากเราไปตามธรรมชาติของมัน เราก็จะมีความเศร้าโศกเสียใจน้อยลง (หรือเกิดความทุกข์น้อยลง) ซึ่งนี่คือประโยชน์จากการมีปัญญา หรือมีความเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้องว่า “ทั้งร่างกายและจิตใจของเราและของผู้อื่นล้วนเป็นอนัตตา”

จะดับทุกข์ถาวรได้อย่างไร?

ส่วนวิธีการที่เราจะทำให้ความทุกข์ทั้งหลายของจิตใจ ไม่กลับมาเกิดขึ้นได้เลยอย่างถาวรนั้น เราจะต้องทำลายต้นตอของความทุกข์ให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร ความทุกข์ทั้งหลายจึงจะไม่กลับมาเกิดขึ้นมาได้อีกอย่างถาวร ซึ่งต้นตอของความทุกข์ทั้งหลายนั้นก็จะอยู่ที่ “สัญชาติญาณว่าจิตนี้คือตัวเรา” (ความรู้ว่าจิตนี้คือตัวเรา ที่มันมาคอยกระตุ้นให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเรา และความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาอยู่เสมอ) ที่จิตใต้สำนึกของเรามีอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งวิธีการทำลายสัญชาติญาณว่า “จิตนี้คือตัวเรา” นี้ให้หมดสิ้นไปอย่างถาวรก็คือ “การปฏิบัติให้เกิดปัญญาและสมาธิอยู่เสมอ” จนนิสัยที่จะเกิดสัญชาติญาณว่าจิตนี้คือตัวเรา ที่จิตใต้สำนึกมันมีอยู่นี้ได้หมดความเคยชินที่จะเกิดขึ้นมาได้อีกไปอย่างถาวร แล้วก็จะไม่มีอะไรมาคอยกระตุ้นให้จิตเกิด “ความรู้สึกว่าจิตนี้คือตัวเรา” และ “ความยึดถือว่าจิตนี้คือตัวเรา” ขึ้นมาได้อีกอย่างถาวร แล้วจิตก็จะไม่กลับมาเกิดความทุกข์ขึ้นมาได้อีกอย่างถาวรเหมือนกัน (ซึ่งเรื่องนีเราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดในภาคต่อไป)

ดวงตาเห็นธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อใด?

ขณะที่มีการตั้งใจอย่างต่อเนื่อง (เกิดสมาธิ) ในการพิจารณาถึงร่างกายและจิตใจของเรา (ตามที่สมมติเรียก)  ว่า “มันไม่เที่ยงแท้ถาวร, ต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก, และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (คือไม่ใช่ตัวเรา-ของเราจริง มีแต่ตัวเรา-ของเราชั่วคราว)” จิตก็จะยอมรับความจริง และเกิดความเบื่อหน่าย (ทั้งในสิ่งที่น่าพอใจและสิ่งที่ไม่น่าพอใจ) ต่อร่างกายและจิตใจนี้รวมทั้งต่อทุกๆสิ่งของโลก แล้วจิตก็จะคลายความยึดถือว่า “จิตนี้เป็นตัวเรา” ลง (แม้ชั่วคราว) แล้วความรัก ชอบ หรือความอยากได้ อยากดี อยากเด่น อยากดัง และความโกรธ เกลียด กลัว อิจฉาริษยา เป็นต้น (ที่เป็นกิเลสทั้งหมด) ก็ดับหายไป (แม้ชั่วคราว) แล้วความทุกข์ทั้งหลายของจิตก็จะดับหายตามไปด้วยทันที (แม้ชั่วคราว) และเมื่อจิตไม่มีทุกข์ จิตของเราก็จะ สงบ เย็น เบา สบาย ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส ที่เรียกว่า นิพพาน ที่หมายถึง ความสงบเย็น ขึ้นมาทันที

เมื่อความทุกข์ได้ดับหายไป และนิพพานก็ได้ปรากฏขึ้นมาจริงๆ (แม้ชั่วคราว) พร้อมกันนั้นก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาเองว่า “นี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว” ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่าเราได้เกิดความเห็นแจ้งต่อคำสอนเรื่องการดับทุกข์ (อริยสัจ ๔) ของพระพุทธเจ้าแล้วว่าใช้ดับทุกข์ได้จริงด้วยจิตของเราเอง โดยไม่เชื่อจากใครๆ หรือไม่ใช้การคิดคำนวณหรือคาดคะเน เพราะเราได้พิสูจน์ให้เห็นแจ้งด้วยจิตของเราเองแล้ว ซึ่งการเกิดความเห็นแจ้งนี้จะทำให้คำถามที่เกี่ยวกับชีวิตทั้งหลายว่า “ทำไม?” หมดสิ้นไปด้วย ซึ่งนี่ก็คือการเกิด “ดวงตาเห็นธรรม”  หรือ “เกิดปัญญาเห็นแจ้งชีวิต เห็นแจ้งโลก เห็นแจ้งธรรมชาติ” ขึ้นมาแล้วอย่างแท้จริง

จบภาคหนึ่ง


ภาคสอง