-๑-

**********************************************************

พุทธศาสนาสำหรับผู้เริ่มต้น

**********************************************************

คำนำ

          ปัจจุบันการศึกษาพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง ได้กลายเป็นเรื่องยากไปเสียแล้ว เพราะติดขัดทั้งเรื่องภาษาบาลีที่เข้าใจได้ยาก หรือบางคำก็ไม่เข้าใจเลย และทั้งเรื่องหลักการศึกษาที่เป็นมาตรฐานที่แน่นอนก็ไม่มี จึงทำให้แม้ชาวพุทธเองเกือบทั้งหมด ก็ยังไม่เข้าใจหรือรู้จักพุทธศาสนาที่ตัวเองนับถืออยู่อย่างถูกต้อง ยิ่งชาวต่างประเทศที่สนใจมาศึกษาพุทธศาสนา เมื่อได้ศึกษาพุทธศาสนาในปัจจุบัน ก็ยิ่งสับสนหรือไม่เข้าใจพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

          จากเหตุนี้เองจึงได้เกิดหนังสือ “พุทธศาสนาสำหรับผู้เริ่มต้น” นี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นคู่มือสำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาพุทธศาสนา จะได้ใช้ในการศึกษาพุทธศาสนาให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง โดยหนังสือนี้จะนำหลักที่เป็นมาตรฐานของพุทธศาสนามาใช้ในการศึกษาอย่างเคร่งครัด  รวมทั้งจะใช้ภาษาง่ายๆในการอธิบายไปตั้งแต่ต้นจนจบ

จึงขอฝากให้ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ได้ทดลองศึกษาพุทธศาสนาแนวทางนี้กันอย่างจริงจังดูบ้าง บางทีเราอาจจะได้พบคำสอนที่เป็นความจริงแท้ของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือในร่างกายและจิตใจของเราเองนี้บ้างก็ได้ และถ้าเห็นว่าหนังสือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์อยู่บ้าง ก็ขอให้ช่วยกันเผยแพร่ต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชาวโลก ตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้ากันต่อไป.

                                                          เตชปญฺโญ ภิกขุ

                                                          อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

                                                          ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

 

**********************************************************

 

หลักพื้นฐานในการศึกษาพุทธศาสนา

          หลักสำคัญที่สุดในการศึกษาพุทธศาสนาก็คือ จะต้องทำใจให้เป็นอิสระจากความเชื่อทั้งหลายก่อน เพราะการศึกษาพุทธศาสนานี้ เราจะศึกษาจากสิ่งที่เรามีอยู่จริง หรือจากสิ่งที่เราจะสามารถสัมผัสได้จริงด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของเราเองในปัจจุบันเท่านั้น เราจะไม่เอาความเชื่อใดๆมาศึกษา เพราะความเชื่อไม่ว่าจะจากตำราใดๆ หรือจากใครๆ หรือแม้จากการคิดคำนวณ หรือจากการคาดเดาเอาเองของเราก็ตาม มันจะมาขัดขวางไม่ให้เรายอมรับสิ่งที่เราพบเห็นหรือรู้สึกจริงในปัจจุบัน ซึ่งหลักการนี้ก็คือหลักหัวใจของวิทยาศาสตร์ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการค้นหาความจริงของธรรมชาตินั่นเอง

สรุปได้ว่า ก่อนอื่นเราจะต้องปล่อยวางความรู้ต่างๆหรือความเชื่อทั้งหมดในเรื่องศาสนาของเราที่มีอยู่ก่อน (ชั่วคราว) เพื่อให้จิตของเรามีอิสระในการคิด (เมื่อศึกษาจบแล้วก็เป็นเรื่องของผู้ศึกษาเอง ที่จะเลือกว่าจะเปลี่ยนมาเอาความรู้ใหม่ หรือจะกลับไปเชื่อความรู้เก่าก็ตามใจไม่มีการบังคับ) ถ้าเรายังเอาความรู้ใดๆหรือหรือความเชื่อในเรื่องศาสนา (แม้จากพุทธศาสนาเองก็ตาม) ตามที่เราได้เคยเรียนรู้มาก่อน มาใช้ศึกษาพุทธศาสนาในแนวทางวิทยาศาสตร์นี้ ก็จะทำให้เราไม่สามารถเข้าใจพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ คือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องใช้วิธีค้นหาด้วยตัวของเราเอง จึงจะค้นพบคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้ ถ้าเรามาใช้วิธีการศึกษาด้วยการฟังมาหรืออ่านมาแล้วเชื่อตามไปเลย ก็ไม่มีทางที่จะได้พบคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้ แม้เรื่องที่ศึกษาอยู่นั้นจะเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าก็ตาม

ความทุกข์คือปัญหาสำคัญที่สุดของมนุษย์

“คน” คือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตประเภท “สัตว์” ที่เป็นสัตว์ชั้นสูง เพราะสามารถจดจำเรื่องราวที่ได้รับรู้มาจากอดีตได้เป็นอย่างดี และยังมีความคิดที่พิสดารอย่างยิ่งอีกด้วย ซึ่งต่างจากสัตว์ประเภทอื่น ที่ไม่มีความจำที่ดีและก็ไม่มีความคิดที่พิสดารเท่าคน ซึ่งการที่คนเป็นสัตว์ชั้นสูงนี้เอง คนจึงได้เรียกเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้นกว่าสัตว์ประเภทอื่นว่าตนเองคือ “มนุษย์” ที่หมายถึง ผู้มีจิตใจสูง และเรียกสัตว์ประเภทอื่นว่า “สัตว์เดรัจฉาน” ที่หมายถึง สัตว์ที่ต่ำต้อย แต่เมื่อพิจารณาดูจากสิ่งที่มีอยู่จริงแล้ว สิ่งที่เราเรียกว่า “มนุษย์” นั้นหาได้ยากยิ่ง เพราะมีแต่ “คน” ที่มีจิตใจต่ำเท่ากับสัตว์เดรัจฉาน ที่มีแต่ความเห็นแก่ตัวจัด มีแต่ความโลภ มีแต่ความโกรธ และมีแต่ความโง่อย่างที่ไม่สมควรจะโง่ อยู่เต็มโลก จะหามนุษย์ที่แท้จริง ที่เห็นแก่ตัวน้อย และ มีสติปัญญา มีใจเมตตา รวมทั้งมีความคิดที่จะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจบริสุทธิ์อย่างแท้จริงนั้นยากเต็มที แต่เมื่อเราอยู่ในโลกสมมติ เราก็จะเรียกคนนี้ว่ามนุษย์ตามสมมติของชาวโลกกันแต่ไป แม้ว่ามันจะขัดแย้งกับความเป็นจริงก็ตาม

สิ่งที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วอยากจะได้มากที่สุดก็คือ “ความสุข” คือไม่ว่ามนุษย์จะดู, จะฟัง, จะดม, จะลิ้มรส, จะมีการสัมผัสทางเนื้อเยื่อของร่างกาย, และแม้แต่จะคิดนึก ก็ล้วนเพื่อให้เกิดความสุข ดังนั้นมนุษย์ทั้งหลาย จึงดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้เกิดความสุขแก่ตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือไม่ว่าการเรียนอย่างหนัก ไม่ว่าการทำงานอย่างหนัก ไม่ว่าการคิดค้นอย่างหนัก ก็ล้วนเพื่อให้เกิดความสุขแก่ตนเองไม่อย่างโดยตรง (คือได้รับผลทันที) ก็โดยอ้อม (คือในอนาคต) ซึ่งความสุขที่มนุษย์ปกติทั้งหลายอยากจะได้กันยิ่งนักก็สรุปอยู่ที่ ความสุขจากเรื่องเพศตรงข้าม, ความสุขจากการได้มีวัตถุมาบำรุงบำเรอ, และความสุขจากการมีชื่อเสียง หรือมีอำนาจ

แต่ในทรงตรงกันข้าม สิ่งที่มนุษย์ทุกคนเกลียดกลัวมากที่สุดก็คือ “ความทุกข์” คือไม่ว่ามนุษย์จะดู, จะฟัง,  จะดม, จะลิ้มรส, จะมีการสัมผัสทางเนื้อเยื่อของร่างกาย, และแม้แต่จะคิดนึก ก็พยายามจะไม่ให้เกิดความทุกข์ ดังนั้นมนุษย์ทั้งหลาย จึงดิ้นรนเพื่อหลีกหนีความทุกข์ หรือกำจัดความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือไม่ว่าการเรียนอย่างหนัก ไม่ว่าการทำงานอย่างหนัก ไม่ว่าการคิดค้นอย่างหนัก ก็มีจุดประสงค์อยู่ที่เพื่อกำจัดความทุกข์ หรือเพื่อทำให้ความทุกข์มันลดน้อยลงเท่าที่จะทำได้ ซึ่งความทุกข์ของมนุษย์นั้นก็แยกสรุปได้ ๒ อย่าง คือ ความทุกข์ของร่างกาย กับ ความทุกข์ของจิตใจ

ความทุกข์ของร่างกายนั้นก็ได้แก่ ความทุกข์ที่เกิดแก่ร่างกายโดยตรง เช่น ความหิว ความกระหาย ความร้อน ความหนาว ความเจ็บ ความปวด ความหนัก ความเหนื่อย เป็นต้น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ทรมาน หรือความรู้สึกที่ทนได้ยาก แต่ถ้าเป็นความรู้สึกที่ทนได้ง่าย ก็จะเรียกว่าเป็น ความสุขกาย เช่น ความอิ่ม ความอบอุ่น ความเย็นสบาย ความสบายกาย เป็นต้น

ส่วนความทุกข์ของจิตใจนั้นก็ได้แก่ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปรุงแต่ง (การปรุงแต่ง หมายถึง การนำเอาสิ่งต่างๆที่มีอยู่มารวมตัวกันอย่างถูกวิธี จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา เหมือนการนำเอา ผัก ปลา น้ำมันพืช และเครื่องปรุงรสต่างๆ เป็นต้น มาผสมหรือรวมกันอย่างถูกวิธี จนเกิดเป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยขึ้นมา) ของจิตใจโดยตรง เช่น ความเศร้าโศก ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความแห้งเหี่ยวใจ ความเร่าร้อนใจ ความไม่สบายใจ ความอึดอัดใจ ความรำคาญใจ ความหนักเหนื่อยใจ เป็นต้น ซึ่งความทุกข์นี้เป็นความรู้สึกที่ทรมานจิตใจ หรือเป็นความรู้สึกที่ทนได้ยาก แต่ถ้าเป็นความรู้สึกที่ทนได้ง่าย ก็จะเรียกว่า ความสุขใจ เช่น ความสบายใจ ความอิ่มใจ ความตื้นตันใจ เป็นต้น โดยความทุกข์ของจิตใจนี้ ก็สรุปได้ว่ามาจาก ความเสียใจว่าร่างกายแก่, ร่างกายเจ็บ, ร่างกายกำลังจะตาย, และความเศร้าโศกเมื่อชีวิตต้องพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักไป, หรือความเศร้าโศกเมื่อชีวิตต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งอันไม่เป็นที่รัก, รวมทั้งความเศร้าโศกเมื่ออยากจะได้สิ่งใดแล้วเกิดผิดหวังขึ้นมา ซึ่งนี่คืออาการของความทุกข์ของจิตใจ ที่เราจะต้องดูจากชีวิตจริงของเราเองจริงๆ เพื่อให้ได้รู้จักกับความทุกข์ของจิตใจนี้อย่างถูกต้อง เพื่อว่าเราจะได้ค้นหาเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าเรายังไม่รู้จักความทุกข์ใจนี้อย่างถูกต้อง เราก็จะไม่สามารถค้นพบเหตุของมันได้อย่างถูกต้องเหมือนกัน

สรุปได้ว่า ความสุขคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนอยากจะได้ ส่วนความทุกข์คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนเกลียดกลัวหรือไม่อยากจะได้ ถ้าสมมติเราจะมีแต่เฉพาะความสุข โดยไม่มีความทุกข์ทั้งของร่างกายและจิตใจได้เลยตลอดชีวิต ก็นับว่าเรานั้นเป็นคนที่โชคดีที่สุดในการเกิดมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงของชีวิตนั้น เราก็ยังมีทั้งความสุขและความทุกข์ปะปนกันอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นการแสวงหาวิธีการทำให้ความทุกข์ทั้งหลายของชีวิตหมดสิ้นไปได้อย่างถาวร  หรืออย่างน้อยก็ทำให้ความทุกข์ลดน้อยลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดหรือเร่งด่วนที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ส่วนเรื่องอื่น เช่น เรื่องแสวงหาความสุขที่แท้จริง จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือเร่งด่วน เราจึงยังไม่ควรสนใจในขณะนี้ จนกว่าเราจะค้นพบวิธีการทำให้ความทุกข์หมดสิ้นหรือลดน้อยลงได้แล้ว จึงค่อยมาสนใจศึกษาเรื่องการแสวงหาความสุขที่แท้จริงกันต่อไป

ความทุกข์ของร่างกายเกิดจากอะไร?

ตามธรรมดาแล้ว “สิ่งใดที่เกิดขึ้นมา สิ่งนั้นจะต้องมีเหตุมาทำให้เกิดขึ้น” ดังนั้นแม้ความทุกข์ก็ต้องมีเหตุมาทำให้เกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน และถ้าเราสามารถทำให้เหตุของทุกข์นั้นหายไปหรือไม่เกิดขึ้นมาได้ ความทุกข์ก็ย่อมที่จะหายตามไปด้วยทันที (ในกรณีที่ความทุกข์กำลังเกิดขึ้นอยู่) หรือไม่เกิดขึ้นมาได้ (ในกรณีที่ความทุกข์ยังไม่เกิด)  ซึ่งจากจุดนี้เอง ถ้าเราค้นพบเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ได้ เราก็จะสามารถค้นหาวิธีกำจัดเหตุของความทุกข์นั้นได้ แล้วความทุกข์ของชีวิตก็จะได้หายไปหรืออย่างน้อยให้ลดน้อยลงบ้างก็ยังดี ดังนั้นต่อจากนี้ไปเราจะมาค้นหาเหตุของความทุกข์กัน เพื่อหาวิธีการกำจัดมันกันต่อไป

ในเรื่องของความทุกข์ของร่างกายนั้น เราก็พบเห็นความจริงกันอยู่แล้วว่า มันเป็นธรรมดาของร่างกาย ที่ต้องพบกับความหิวบ้าง ความกระหายบ้าง ความเจ็บบ้าง ความปวดบ้าง ความหนักบ้าง ความเหนื่อยบ้าง เป็นต้น เป็นธรรมดาอยู่แล้ว เพราะร่างกายของมนุษย์เรานั้นมันเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาโดยอาศัยอาหาร น้ำ ความร้อน และอากาศที่บริสุทธิ์ ถ้าร่างกายขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ร่างกายก็จะต้องแตกสลายหรือตายไป อีกทั้งขณะที่ร่างกายยังไม่ตาย ร่างกายก็ยังต้องทนต่อสิ่งต่างๆทั้งภายนอกและภายในที่จะมาทำลายให้ร่างกายแตกสลายไปอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ความทุกข์ของร่างกายนั้นไม่มีใครจะสามารถกำจัดให้มันหมดสิ้นไปหรือไม่ให้เกิดขึ้นมาได้อย่างถาวร เราจะทำได้ก็เพียงบรรเทาให้มันเบาบางลงได้ชั่วคราวเท่านั้น อย่างเช่น เมื่อหิวก็กิน เมื่อกระหายก็ดื่ม เมื่อเจ็บป่วยก็รักษา เมื่อหนักก็ทำให้เบา เมื่อเหนื่อยก็พัก เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครๆที่มีความรู้ในเรื่องนี้อยู่บ้างก็ทำกันได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ไม่ต้องถึงขนาดให้พระพุทธเจ้ามาสอนก็ได้

ความทุกข์ของจิตใจเกิดจากอะไร?

ส่วนความทุกข์ของจิตใจนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง ยากแก่การศึกษาให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง ต้องอาศัยผู้ที่รู้จริงเช่นพระพุทธเจ้าเท่านั้นมาสอน เราจึงจะเกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงความทุกข์ของจิตใจนี้ได้อย่างถูกต้องนั้น เราจะต้องตั้งใจสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆเท่านั้น อย่าไปเอาความรู้หรือความเชื่อจากตำราใดๆหรือจากใครๆ หรือแม้จากการคาดเดาของเราเองมาใช้ศึกษาอย่างเด็ดขาด เพราะนี่คือการค้นหาความจริงของธรรมชาติของจิตใจเราเอง โดยใช้หลักการของวิทยาศาสตร์ คือศึกษาจากสิ่งที่เรามีอยู่จริง ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล ศึกษาอย่างเป็นระบบ และจะเชื่อก็ต่อเมื่อได้มีการพิสูจน์หรือทดลองจนเห็นผลอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น

ความทุกข์ของจิตใจเราอันได้แก่ ความเศร้าโศก ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความแห้งเหี่ยวใจ ความเร่าร้อนใจ ความไม่สบายใจ ความอึดอัดใจ ความรำคาญใจ ความหนักเหนื่อยใจ เป็นต้นนี้ เมื่อพิจารณาอย่างหยาบๆก็จะเห็นได้ว่า มันเกิดมาจากเหตุที่เรียกว่า “ความยึดถือ” (หรือความยึดมั่นถือมั่น) ซึ่งความยึดถือนี้ก็คืออาการที่จิตไปแบก หรือไปหามเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้ด้วยความรักความพอใจอย่างยิ่ง อีกทั้งในขณะที่จิตยึดถืออยู่นั้นก็จะมีความอยากจะให้สิ่งที่ยึดถืออยู่นั้น เป็นไปตามที่จิตอยากจะให้เป็นอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่จิตไปยึดถือก็สรุปอยู่ที่ร่างกายและจิตใจของตัวเอง รวมทั้งสิ่งต่างๆที่มาเกี่ยวข้องกับร่างกาย โดยจิตจะยึดถือเอาตัวจิตเองว่าเป็น “ตนเอง” หรือ “ตัวตน”  (เมื่อมาดูที่ชีวิตของราก็เรียกว่าเป็น “ตัวเรา”) และยึดถือร่างกายบ้าง สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย เช่น สามี หรือ ภรรยา บุตร ญาติ พี่ น้อง ทรัพย์สมบัติ เป็นต้น ว่าเป็น “ของตน” (หรือเป็น “ของเรา”) อย่างที่เรามักเรียกรวมๆกันว่าเป็น ตัวตน-ของตน (หรือตัวเรา-ของเรา)

เราอาจจะสงสัยว่า ทำไมในเมื่อเรามายึดถือร่างกายและจิตใจ รวมทั้งสิ่งต่างๆที่เป็นของเราเอง จึงทำให้เกิดความทุกข์แก่จิตใจ? ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งสิ่งต่างๆที่เป็นของเรานั้น มันไม่สามารถเป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็นได้เสมอไป ถ้าเราอยากจะให้สิ่งที่เรายึดถือไว้เป็นอย่างไร แล้วมันก็เป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็น เราก็มีความสุข ซึ่งแม้ขณะที่เรากำลังมีความสุขอยู่นี้ จิตใจของเราก็ยังมี ความหนักใจ เหนื่อยใจ หรือเร่าร้อนใจ หรือความกระวนกระวายใจ จากความวิตกกังวล หรือจากความห่วงใย เป็นต้น อยู่ด้วยเสมอ ซึ่งนี่ก็คืออาการของความทุกข์ที่ลึกซึ้ง ที่เรียกว่า “ความทุกข์ซ่อนเร้น” คือมันเห็นได้ยาก ต้องสังเกตดีๆจึงจะพบ โดยมันจะมาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเรา

บางครั้งเมื่อเราอยากจะให้สิ่งที่เรายึดถือเอาไว้ให้เป็นอย่างนี้ แต่ว่ามันกลับไม่เป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็น เราก็จะเกิดความเศร้าโศก หรือเสียใจขึ้นมาทันที อย่างเช่น เราอยากจะให้ร่างกายเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือสวยงาม หรือรูปหล่อ หรือสบายกาย หรือสมบูรณ์ หรืออยากมีชีวิตอยู่ แต่ร่างกายมันก็กลับแก่เฒ่า หรือเจ็บป่วย หรือพิการ หรือกำลังจะตาย จิตใจของเราก็จะเกิดความเศร้าโศก หรือเสียใจขึ้นมาทันที   หรืออย่างเช่น เราอยากจะให้คนที่เรารัก เช่น พ่อ แม่ ลูก ญาติ พี่ น้อง เพื่อน หรือคู่ครองของเราให้อยู่กับเราตลอดไป แต่เขากลับหนีเราไปหรือตายจากเราไป เราก็จะเกิดความเศร้าโศก หรือเสียใจขึ้นมาทันที หรืออย่างเช่น เมื่อเราอยากจะได้เพศตรงข้ามที่เราพอใจมาเป็นของเรา แต่ก็ไม่ได้ตามที่เราอยากจะได้ เราก็จะเกิดความเสียใจขึ้นมาทันที หรืออย่างเช่น เมื่อเราไม่อยากอยู่กับคนที่เราเกลียด หรือไม่อยากอยู่ในสถานที่ที่เราไม่ชอบ แต่เราก็จำเป็นต้องอยู่กับคนที่เราเกลียด หรือจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่เราไม่ชอบ เราก็จะเกิดความคับแค้นใจ หรืออึดอัดใจ ขึ้นมาทันที เป็นต้น ซึ่งนี่คืออาการของความทุกข์ของจิตใจ ที่เห็นได้ง่าย ที่เรียกว่า “ความทุกข์เปิดเผย”  คือมันเห็นได้ง่าย แม้ไม่ต้องสังเกตก็เห็นได้ โดยมันจะมาพร้อมกับน้ำตาและเสียงร้องไห้ของเรา

สรุปได้ว่า ความทุกข์ของจิตใจทั้งหมด เกิดมาจาก ความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจรวมทั้งสิ่งต่างๆที่มาเกี่ยวข้องกับร่างกายว่าเป็น ตัวเรา-ของเรา (ตัวตน-ของตน) เมื่อเรายึดถือสิ่งใด เราก็อยากให้สิ่งนั้นเป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็น ซึ่งเมื่อสิ่งใดเป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็น เราก็จะมีความสุข แต่ในความสุขนั้น ก็ยังมีความทุกข์ซ่อนเร้นอยู่ด้วยเสมอ หรือเมื่อเราอยากจะให้สิ่งใดเป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็น แต่สิ่งนั้นมันกลับไม่เป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็น เราก็จะเกิดความทุกข์ที่รุนแรงและเปิดเผยขึ้นมาทันที ซึ่ง “ความยึดถือ” ที่เป็นเหตุของความทุกข์ของจิตใจนี้ เราจะต้องสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆ เพื่อที่เราจะได้รู้จักกับมันได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่เราจะได้ค้นหาวิธีการกำจัดมันอย่างถูกต้องกันต่อไป

เมื่อจิตไม่มีทุกข์จะเป็นอย่างไร?

ตามธรรมชาติของจิตใจเรานี้ เมื่อใดที่จิตของเราไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา (หรือไม่มีความอยากใดๆ) จิตมันก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆอยู่แล้ว แต่เมื่อใดที่จิตของเราเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมาเมื่อใด จิตมันก็ย่อมที่จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันทีเมื่อนั้น ถ้ายึดถือแล้วเกิดความอยากมาก ก็มีความทุกข์มาก ถ้ายึดถือแล้วเกิดความอยากน้อย ก็มีความทุกข์น้อย ซึ่งปกติในชีวิตประจำวันของเรานี้ ความทุกข์ของจิตใจที่รุนแรงถึงขนาดทำให้ต้องเศร้าโศก หรือเสียใจ หรือความคับแค้นใจ ความแห้งเหี่ยวใจ จนต้องร้องไห้ออกมา มันก็ไม่มีอยู่แล้ว จะมีบ้างก็เพียง “ความทุกข์ที่ไม่รุนแรง” เช่น จากความเครียด ความเบื่อ ความอับอาย ความลังเลสงสัย ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความอึดอัดใจ ความวิตก ความกังวลใจ ความไม่พอใจเล็กๆน้อยๆ เป็นต้น ที่มันเกิดอยู่เสมอๆเท่านั้น ต่อเมื่อมีเรื่องอะไรที่รุนแรงมากระทบ อย่างเช่น คนที่เรารักมากได้จากไป หรือเราต้องสูญเสียสิ่งของที่รักยิ่งไป หรือเมื่อเราต้องเจ็บป่วยหรือพิการไปตลอดชีวิต เป็นต้น เราจึงจะเกิดความทุกข์ที่รุนแรงขึ้นมา  ซึ่งความทุกข์ที่รุนแรงนี้ มันก็หาได้เกิดขึ้นมาแล้วตั้งอยู่เช่นเดิมตลอดไปชั่วชีวิตไม่ เพราะไม่นานความทุกข์ที่รุนแรงนี้ก็จะค่อยๆจางคลายลง และอาจจะไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ความทุกข์ที่รุนแรงนี้ก็จะหายไปได้เองตามธรรมชาติ

เมื่อใดที่จิตของเราไม่มีความทุกข์ที่รุนแรง แต่ว่ายังมีความทุกข์ที่ไม่รุนแรงอยู่บ้าง จิตของเราก็จะมีความสงบ เย็น ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส และเบาสบายอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ถึงกับสงบ เย็น ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส และเบาสบายอย่างเต็มที่หรือสูงสุดก็ตาม ซึ่งแม้เพียงเท่านี้ถ้าเราสามารถทำให้จิตใจของเรามีเพียงแค่ความทุกข์ที่ไม่รุนแรงเท่านี้ได้ตลอดไปจนตลอดชีวิต ก็นับว่าดีอย่างยิ่งแล้ว ยิ่งถ้าเราสามารถทำให้จิตของเรามีความสงบ เย็น ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส และเบาสบายได้อย่างเต็มที่หรือสูงสุด และยังทำให้มีอยู่กับจิตของเราได้อย่างถาวรตราบเท่าที่จะยังมีจิตเราอยู่ ก็นับว่าเรานี้ช่างโชคดีอย่างที่สุดแล้ว 

สรุปได้ว่า เมื่อใดที่จิตของเราเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา จิตก็จะเกิดความทุกข์ไปตามความอยากจากความยึดถือ แต่เมื่อใดที่จิตของเราว่างจากความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา จิตของเราก็จะไม่มีความทุกข์ ซึ่งจิตที่ไม่มีความทุกข์นี้เราก็ต้องมาดูจากจิตของเราเองจริงๆขณะที่มันไม่มีความทุกข์ คือเราจะพบว่ามันจะมีความสงบ เย็น เบา สบาย ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ ซึ่งเราจะต้องเข้าอีกใจว่า จิตที่ไม่มีความทุกข์นี้ไม่ได้เกี่ยวกับความสุข คือขณะที่จิตไม่มีความทุกข์นี้ จะมีความสุขอยู่ด้วยก็ได้ หรือไม่มีความสุขอยู่ด้วยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าในขณะที่จิตไม่มีความทุกข์นั้นเราได้กระทำให้จิตเกิดความสุขอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้ามีความสุขอยู่ด้วยก็จะทำให้จิตมีสิ่งรบกวนอยู่บ้าง จึงไม่สงบ เย็น  เบา สบาย ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใสได้อย่างสูงสุด ซึ่งความไม่มีทุกข์ของจิตใจทุกระดับนี้ ก็มีทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของแต่ละบุคคล

 


หน้าต่อไป