-๓-

วัตถุและร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่งหรือไม่?

วัตถุทั้งหลายของโลกหรือแม้สิ่งต่างๆนอกโลกนั้น ถ้าเราไม่ได้ไปรับรู้มัน เราก็อย่าไปสนใจกับมันว่าเป็นเป็นสิ่งปรุงแต่งหรือไม่? เพราะถึงรู้ไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเรา ส่วนสิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้ แล้วเราพบว่ามันก็ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งตัวตนของมันขึ้นมา หรือพบว่ามันมีการเกิดหรือแตกสลายก็ตาม เราก็แน่ใจได้เลยว่าวัตถุนั้นเป็นสิ่งปรุงแต่ง ที่มีลักษณะไม่เที่ยงแท้ถาวร ต้องทนอยู่ และไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง

ส่วนร่างกายของเรานี้ เราก็รู้อยู่แล้วว่า มันต้องอาศัยอาหาร น้ำ อุณหภูมิที่พอเหมาะ และอากาศที่บริสุทธิ์มาปรุงแต่ง มันจึงเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ ซึ่งเหตุผลเพียงแค่นี้เราก็แน่ใจได้เลยว่า ร่างกายของเรานี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง ที่ไม่สามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ และยังต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก รวมทั้งไม่มีร่างกายที่เป็นร่างกายของเราจริงๆอีกด้วย ซึ่งจากความเป็นจริงก็คือ ไม่มีร่างกายของใครที่จะไม่ตายเลย ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา

จิตคืออะไร?

          ก่อนที่เราจะมาศึกษาว่าจิตเป็นสิ่งปรุงแต่งหรือไม่? นั้น เราจะต้องมาหาคำจำกัดความของคำว่า “จิต” นี้กันเสียก่อน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงลักษณะของจิตได้อย่างถูกต้อง และเมื่อเราเข้าใจถึงลักษณะของจิตอย่างถูกต้องแล้ว จะได้นำลักษณะของจิตนี้มาพิจารณาดูว่า จิตเป็นสิ่งปรุงแต่งหรือไม่? กันต่อไป

สิ่งที่สมมติเรียกกันว่า “จิต” นี้ เมื่อเรามาพิจารณาดูจากจิตของเราเอง เราก็จะพบว่า มันคือสิ่งที่พิเศษ ที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้, เกิดความรู้สึกได้, จำสิ่งที่ได้เคยรับรู้มาแล้วได้, และมีการปรุงแต่งให้เกิดความคิด หรือความอยาก หรือ ความยึดถือได้ ซึ่งเราจะสรุปว่า จิต ก็คือ สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้  (เมื่อทำหน้าที่คิดนึก ก็เรียกว่า จิต แต่เมื่อทำหน้าที่รับรู้หรือรู้สึก ก็เรียกว่า ใจ ซึ่งบางทีก็เรียกรวมกันว่า จิตใจ หรือเรียกว่า จิต หรือ ใจ เพียงอย่างเดียวก็มี ซึ่งไม่ใช่สิ่งสำคัญว่าจะเรียกอย่างไร)

จิตของมนุษย์เรานี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการประกอบกันขึ้นมาของสิ่ง ๔ กลุ่ม คือ

๑. การรับรู้ตามระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกาย คือการรับรู้ทางตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, และใจ

๒. ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามการรับรู้ทั้งหลาย ซึ่งความรู้สึกนี้ก็สรุปได้ ๓ อย่าง คือ ๑. ความรู้สึกสุข (ความสุข)  ๒. ความรู้สึกทุกข์ (ความทุกข์) ๓. ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ (กลางๆระหว่างสุขกับทุกข์)

๓. อาการที่จำสิ่งต่างๆที่รับรู้ได้ อย่างเช่น จำได้ว่าตัวเองคือใคร ชื่ออะไร พ่อ-แม่ชื่ออะไร มีอะไรเป็นของตนเอง หรือจำได้ว่าสิ่งที่พบเห็นหรือรับรู้นั้นคืออะไร เป็นต้น

๔. อาการที่จิตนำเอาความจำมาปรุงแต่ง เช่น ปรุงแต่งให้เกิดความอยากได้สิ่งที่ให้ความสุข หรือปรุงแต่งให้เกิดความโกรธสิ่งที่ให้ความทุกข์ หรือปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเรา เป็นต้น

จิตมีระบบการทำงานอย่างไร?

            เมื่อระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกาย (คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ) ยังดีอยู่และกำลังทำงานอยู่  เมื่อมีสิ่งภายนอกที่ตรงกับระบบประสาทใดมากระทบ (คือ รูปมากระทบตา, เสียงมากระทบหู, กลิ่นมากระทบจมูก, รสมากระทบลิ้น, เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น มากระทบกาย, และสิ่งที่ใจสามารถรับรู้ได้ เช่น การรับรู้ต่างๆ ความรู้สึก ความจำ และการปรุงแต่งของจิต เป็นต้น มากระทบใจ) ก็จะทำให้เกิดการรับรู้สิ่งที่มาประทบนั้นทันที (เช่น เกิดการเห็นรูป ได้ยินเสีย ได้กลิ่น เป็นต้น), เมื่อมีการรับรู้แล้วก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้, เมื่อจำได้แล้วก็จะเกิดความรู้สึกต่อสิ่งที่ได้รับรู้นั้นขึ้นมาทันที, และเมื่อจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้แล้วก็จะเกิดการปรุงแต่งต่อไปว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้รับรู้นั้น (เช่น ปรุงแต่งให้เกิดความอยากได้ หรืออยากทำลาย หรือคิดวิจารณ์ไปต่างๆนาๆ หรือปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราที่เป็นผู้รับรู้และรู้สึกรวมทั้งจำได้ขึ้นมา เป็นต้น)

นี่คือระบบการทำงานของจิตอย่างคร่าวๆ ที่มันมีการรับรู้และรู้สึกรวมทั้งจดจำและปรุงแต่งได้อย่างรวดเร็ว โดยมันจะเกิดการรับรู้ขึ้นตามระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกายอย่างรวดเร็วสืบต่อกันไว้ตลอดเวลาที่จิตตื่นอยู่ โดยทุกครั้งที่เกิดการรับรู้ขึ้นไม่ว่าที่ระบบประสาทใด ก็จะมีใจมารับรู้อยู่ด้วยเสมอ ซึ่งจากการทำงานอย่างรวดเร็วของจิตนี้เอง ที่ทำให้จิตเกิดความเข้าใจผิด คิดว่ามีตัวตนที่เป็นตัวตนของจิตเองโดยไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยใดๆมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น อันเป็นเหตุให้จิตเกิดความยึดถือว่าจิตนี้คือตัวตนของตนเอง ที่จะมีอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ โดยไม่ต้องอาศัยร่างกายมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น คือเรียกว่าจิตนี้เกิดความโง่ขึ้นมาแล้วมา “ยึดถือว่าจิตนี้เป็นตัวเรา” ที่เป็นอมตะ ที่จะสามารถออกจากร่างกายที่ตายไปแล้วได้นั้นเอง

จิตเป็นสิ่งปรุงแต่งหรือไม่?

          เมื่อเรามาพิจารณาดูจากจิตของเรา เราก็จะพบว่า จิตจะต้องมีความทรงจำ จิตจึงจะปรุงแต่งหรือคิดได้  ถ้าไม่มีความทรงจำ จิตก็ปรุงแต่งหรือคิดไม่ได้ อีกทั้งความทรงจำก็ต้องอาศัยสมองของร่างกายที่ยังดีอยู่สำหรับเป็นแหล่งเก็บข้อมูลของความทรงจำ ถ้าไม่มีสมองหรือสมองเสีย ความทรงจำก็ย่อมที่จะหายตามไปด้วยทันที อีกอย่างความทรงจำของจิตที่อยู่ในสมอง ก็มาจากการรับรู้และความรู้สึกที่ระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกายได้รับรู้มาจากอดีต ถ้าไม่มีระบบประสาทที่ยังดีอยู่ของร่างกาย ก็จะไม่เกิดการรับรู้ขึ้นที่ระบบประสาท แล้วความทรงจำก็ย่อมที่จะไม่มีตามไปด้วย และสุดท้าย ถ้าไม่มีระบบประสาทที่ยังดีอยู่ของร่างกาย ก็จะไม่เกิดการรับรู้ใดๆขึ้นมาได้ ซึ่งระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกาย ก็ต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายเกิดขึ้นมา ถ้าร่างกายตาย ระบบประสาททั้ง ๖ ก็ย่อมที่จะดับหายตามไปด้วยทันที

          สรุปได้ว่า ร่างกายเป็นพื้นฐานที่มาปรุงแต่งให้เกิดระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกายขึ้นมา แล้วระบบประสาททั้ง ๖ นี้ก็ได้กระทบกับสิ่งต่างๆภายนอกที่เป็นของคู่กัน แล้วจึงเกิดการรับรู้ขึ้นที่ระบบประสาททั้ง ๖ ขึ้นมา ต่อจากนั้นจึงเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ แล้วจึงเกิดความรู้สึกต่อสิ่งที่ได้รับรู้นั้นขึ้นมา ต่อจากนั้นจึงได้เกิดการปรุงแต่งเป็นความยึดถือ หรือความอยาก หรือความคิดต่างๆต่อไปทันที ซึ่งนี่ก็คือลักษณะของการอาศัยเหตุมาปรุงแต่งให้เกิดจิตขึ้นมา อันเป็นลักษณะของ “สิ่งปรุงแต่ง” อีกทั้งจิตก็ยังมีการเกิดและดับอยู่เสมอๆ อย่างเช่น เมื่อเวลาเราหลับสนิทและไม่ฝัน จิตก็จะยังไม่เกิด เมื่อเวลาเราตื่น จิตจึงได้เกิดขึ้นมา เป็นต้น (ส่วนเวลาที่เราหลับแต่ยังฝันอยู่ ก็จะเกิดจิตที่ไม่สมบูรณ์ขึ้นมา) ซึ่งนี่ก็แสดงถึงลักษณะของ “สิ่งปรุงแต่ง” และจากลักษณะของจิตที่ต้องอาศัยเหตุมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น รวมทั้งยังมีการเกิดและดับอยู่เสมอๆนี้เอง ที่ทำให้เราสรุปได้ว่า “จิตเป็นสิ่งปรุงแต่ง” ที่มีความไม่เที่ยงแท้ถาวร, ต้องทนอยู่, และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

ตัวเราคืออะไร?

          คำว่า “ตัวเรา” นี้ ก็หมายถึง ความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ในโลกนี้ ซึ่งความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้มันก็เกิดมาจากจิต ดังนั้นเราจึงได้เอาจิตนี่เองมาเป็น “ตัวเรา” แต่ในเมื่อเราเข้าใจแล้วว่า แม้จิตเองก็ยังไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง เพราะมันก็ยังต้องอาศัยร่างกายและความทรงจำจากสมอง มาเป็นเหตุและปัจจัยในการปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา อีกทั้งจิตมันก็ยังไม่เที่ยง ต้องทนอยู่ ดังนั้นความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เกิดมาจากจิตนี้ จึงมีค่าเท่ากับ “ไม่มีตัวเราอยู่จริง” ตามจิตไปด้วยทันที หรือจะมีก็มีเพียง “ตัวเราชั่วคราว” หรือ “ตัวเรามายา” หรือ “ตัวเราสมมติ” เหมือนกับจิตนั่นเอง อีกทั้งตัวเรานี้ก็ยังไม่เที่ยงแท้ถาวร และยังต้องทนอยู่เหมือนกันกับจิตอีกด้วย

          สรุปได้ว่า สิ่งที่จิตรู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา” นี้ มันไม่ได้มีอยู่อย่างถาวรหรือเป็นอมตะเลย เพราะมันเกิดขึ้นมาจากการที่จิตโง่ แล้วปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่า “มันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง” หรือไม่ได้มีตัวเราที่จะเป็นอมตะ (คือไม่ตายหรือไม่สูญหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีอะไรมาทำลายก็ตาม หรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปสักเท่าใดก็ตาม) อยู่ในร่างกายนี้เลย จะมีก็เพียง “ตัวเราชั่วคราว” หรือ “ตัวเรามายา” หรือ “ตัวเราสมมติ” ที่เป็นตัวเราที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร และยังต้องทนอยู่อีกด้วย

เราจะนำความเข้าใจนี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?

          จุดประสงค์ในการศึกษาพุทธศาสนาระดับสูงนี้ก็คือ การศึกษาเพื่อหาวิธีการดับทุกข์ หรือป้องกันไม่ให้ความทุกข์ของชีวิตเราในปัจจุบันนี้เกิดขึ้นมาได้ ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร โดยใช้ปัญญา สมาธิ และศีล ซึ่งการที่เราจะมีปัญญาถึงขั้นที่จะนำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจได้นั้น เราก็ต้องมีความเข้าใจถึงชีวิตของเราเองอย่างถูกต้องเสียก่อน ซึ่งความเข้าใจสูงสุดในเรื่องของชีวิตก็คือ ความเข้าใจว่า “แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง” นี่เอง คือเรียกว่านี่คือการมีปัญญาที่เข้าใจชีวิตอย่างถ่องแท้แล้ว

          เมื่อเรามีปัญญาขั้นเข้าใจแล้ว เราก็นำเอาความเข้าใจนี้มาเพ่งพิจารณาดูจากร่างกายและจิตใจ (ตามที่สมมติเรียก) ของเราเองอย่างตั้งใจที่สุด  (ความตั้งใจนี้ก็คือสมาธิ) โดยให้เราตั้งใจพิจาณาดูถึงลักษณะของการเกิดและดับของจิตอยู่เสมอๆ และให้เราตั้งใจพิจารณาดูถึงความเปลี่ยนแปลงของจิต (คือความไม่เที่ยง) อยู่เสมอๆ รวมทั้งให้เราตั้งใจพิจารณาดูถึงความรู้สึกที่ต้องทนของจิตอยู่เสมอๆ จนจิตเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาถึงลักษณะที่ไม่เที่ยง ต้องทนอยู่ ของตัวจิตเอง

เมื่อจิตเห็นแจ้งถึงลักษณะที่ไม่เที่ยงและต้องทนอยู่ของจิตเองแล้ว จิตก็จะเกิดความเห็นแจ้งถึงลักษณะที่จิต (หรือความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริง) นี้ไม่ใช่ตัวตนของใครๆ (หรือเห็นแจ้งว่าแท้จริงมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง) ขึ้นมาได้เอง และเมื่อจิตเกิดความเห็นแจ้งแล้วว่า “แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง” จิตก็จะคลายความยึดถือว่าจิตใจนี้คือตัวเราลง เมื่อจิตไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเราอยู่จริง จิตก็จะไม่มีเหตุของความทุกข์เกิดขึ้น เมื่อจิตไม่มีเหตุของความทุกข์ ความทุกข์ก็ย่อมที่จะไม่มีตามไปด้วยทันที

สรุปได้ว่า เราต้องนำเอาความเข้าใจว่า “แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง” นี้มาเพ่งพิจารณาให้เกิดเป็น “ความเห็นแจ้ง” ขึ้นมาจริงๆ โดยการเพ่งพิจารณาให้เห็นถึงการเกิดและดับของจิตอยู่เสมอๆ รวมทั้งยังต้องพิจารณาถึงลักษณะที่ไม่เที่ยงและต้องทนอยู่ของจิตอยู่เสมอๆอีกด้วย เพื่อให้จิตซาบซึ้งถึงลักษณะที่แสดงถึง “ความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของจิต” แล้วจิตก็จะเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาเองว่า “แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง” แล้วจิตก็จะคลายความยึดถือว่ามีตัวเราลง และถ้าเรามีสมาธิมากพอ แม้ “ความรู้สึกว่ามีตัวเรา” ก็จะหายไปด้วย แล้วจิตก็จะกลับมาบริสุทธิ์จากสิ่งรบกวนทั้งหลายได้ เมื่อจิตบริสุทธิ์ มันก็จะกลับคืนมาสู่สภาวะปกติของมัน คือสงบ เย็น ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส เบา สบาย ที่เรียกว่าเป็น “ความไม่มีทุกข์” ที่แท้จริง

จะดับทุกข์อย่างถาวรได้อย่างไร?

          ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นี้ ถ้าเรามีปัญญาและสมาธิแล้ว เราก็สามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลาที่เราทำกิจวัตรประจำวันของเราอยู่ คือให้เรามีสติระลึกถึงความเข้าใจว่า “แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเราหรือตัวตนของใครๆอยู่จริง” อยู่เสมอ แล้วความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น หรือแม้ที่กำลังเกิดอยู่ก็จะดับหายไป (แต่จะดับหายไปมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับพลังของสมาธิ) แต่ถ้าเราเผลอสติเมื่อไร สมาธิก็จะหายไปได้ แล้วปัญญาก็จะไม่เกิด แล้วความยึดถือว่ามีตัวเราก็ยังจะกลับมาเกิดขึ้นแก่จิตได้อีกเรื่อยไป พร้อมทั้งความทุกข์ก็จะยังกลับมาเกิดแก่จิตได้อีกเรื่อยไปเหมือนกัน เพราะจิตใต้สำนึกของเรามันได้สั่งสมความเคยชินที่จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราเอาไว้อย่างหนานแน่น ดังนั้นความเคยชินที่จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราที่จิตใต้สำนึกของเรามีอยู่นี้ จึงได้เป็นเหตุให้จิตเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาได้อีกเรื่อยไปอย่างง่ายดายเมื่อเราขาดสติ

แต่ถ้าเราสามารถฝึกฝนสติและสมาธิให้มีมากพอ และคอยระวังไม่ให้จิตเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาได้อีกอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานานๆได้ ความเคยชินที่จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราก็จะค่อยๆแห้งเหี่ยวตายไปของมันเอง แล้วจิตของเราก็จะไม่มีเหตุให้เกิดความทุกข์อีกต่อไปอย่างถาวร และความทุกข์ทั้งหลายของจิต ก็จะไม่กลับมาเกิดขึ้นแก่จิตของเราอีกได้อย่างถาวร (คือตราบเท่าที่จะยังมีจิตอยู่)

สรุปๆได้ว่า เพียงแค่ความเข้าใจว่า “แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง”  แค่นี้ ก็ยังมีผลมากพอสมควรแล้ว คือทำให้ชีวิตของเรามีความทุกข์ลดน้อยลงอย่างมากแล้ว (เหมือนยกภูเขาออกจากอก) ถ้ายิ่งเรามีการฝึกฝนจิตให้มีสมาธิมากพอ เราก็จะสามารถดับทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่จิตของเราได้ทุกครั้งที่เราเผลอให้ความทุกข์เกิดขึ้นมา และถ้าเราสามารถปฏิบัติให้มีสติและสมาธิได้อย่างสมบูรณ์ เราก็จะสามารถกำจัดต้นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้อีกอย่างถาวร แล้วความทุกข์ของจิตใจเราก็จะไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกได้อย่างถาวรเหมือนกัน

สมาธิฝึกอย่างไร?

          สมาธิ ก็คือ อาการที่จิตจดจ่อหรือจับอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานานๆ (แต่ถ้าจิตไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ดี ก็จะเป็นสมาธิผิด ต้องระวัง) อย่างเช่น เวลาเราตั้งใจฟังครูสอน เราก็จะมีสมาธิขึ้นมาแล้วโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่ก็คือสมาธิที่จำเป็นสำหรับการนำมาใช้คู่กับปัญญาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของเรา

          ตามปกติเราก็พอจะมีสมาธินี้กันอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่จะไม่มากพอเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรมาฝึกให้เกิดสมาธิกันให้มากขึ้น  ซึ่งวิธีการฝึกก็ทำได้โดยการตั้งใจในการทำ พูด หรือคิดของเราเอง หรือในการทำกิจวัตรประจำวันของเราก็ได้ หรือจะมาฝึกอย่างมีระบบตามวิธีการที่มีผู้สอนเอาไว้ก็ได้ อย่างเช่น การฝึกในอิริยาบถนั่ง หรือเดิน หรือยืน ก็ได้

วิธีการฝึกอย่างมีระบบนั้นก็ทำได้โดยเราจะใช้อิริยาบถใดก็ได้ แต่ให้เราตั้งใจกำหนดหรือเอาจิตมาจดจ่ออยู่ที่การหายใจของเราเองอยู่เสมอ โดยพยายามอย่าไปกำหนดสิ่งอื่นภายนอกร่างกาย และพยายามอย่าไปคิดถึงเรื่องอื่น (เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่สงบ)  ซึ่งเราอาจจะใช้วิธีการนับลมหายใจของเราไปเรื่อยๆก็ได้ หรือถ้าจิตยังไม่สงบ ก็ให้ลองฝึกคิดด้วยจิต (หรือพูดให้จิตฟังแล้วก็ตั้งใจฟังจิตพูดด้วย) โดยการตั้งใจคิดด้วยประโยคสั้นๆ ในขณะที่เรากำลังหายใจออก แต่พอเวลาหายใจเข้าก็ให้หยุดคิด (หรือจะคิดเวลาหายใจเข้าก็ได้ พอเวลาหายใจออกก็ให้หยุดคิดแทน) ส่วนเรื่องที่คิดก็ต้องเป็นเรื่องที่ดีงาม เช่น เรื่องความไม่เที่ยง ต้องทนอยู่ และเรื่องความไม่ใช่ตัวเรา-ของเรา หรือเรื่องการทำงาน หรือเรื่องการเรียน หรือเป็นเรื่องการเตือนสติตนเอง หรือเรื่องการสอนธรรมะผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งวิธีการฝึกเช่นนี้จะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ง่าย รวมทั้งยังทำให้เกิดปัญญาพร้อมๆกันไปด้วย ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าเรามีสมาธิหรือยัง ก็สังเกตได้จาการที่จิตของเราสงบหรือไม่ฟุ้งซ่านแล้ว และความเร่าร้อนของจิตก็จะไม่มี รวมทั้งยังมีความสุขที่สงบอยู่ด้วย และสติของเราก็จะมีมากขึ้นด้วย

สรุปได้ว่า สมาธินี้เราสามารถฝึกฝนเอาเองได้ จากการตั้งใจกำหนดสิ่งใดหนึ่งที่ดีงามให้ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ เราก็จะมีสมาธิขึ้นมาได้ แต่เราก็ต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมอยู่ก่อนแล้วเป็นพื้นฐาน เราจึงจะฝึกให้มีสมาธิได้ง่าย ส่วนสมาธิที่สูงไปกว่านี้ ที่เป็นการเพ่งกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนไม่มีการรับรู้ใดๆนั้น เป็นสมาธิที่สูงเกินไปและไม่จำเป็นสำหรับนำมาใช้ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของเรา แต่ใครจะลองฝึกดูบ้างก็ได้เพื่อหาประสบการณ์.

จบบริบูรณ์

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “ฉันคืออะไร?” จาก www.whatami.net)

 

**ถ้าต้องการปริ้นเนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้เป็นรูปเล่มให้คลิ๊กที่นี่**