-๖-

บทที่ ๖ สรุปหลักพุทธศาสนา

 

๑. พุทธศาสนามีคำสอนอยู่ ๒ ระดับ คือ

๑. ระดับศีลธรรม หรือระดับต่ำ ที่สอนให้ละเว้นความชั่ว และทำความดี โดยเอาไว้สอนคนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์น้อย อย่างเช่น เด็กชาวบ้านทั่วๆไป โดยมีผลเป็นความสงบสุขทั้งส่วนตัวและส่วนรวม

๒. ระดับสูง ที่สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ หรือดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ โดยเอาไว้สอนคนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาก และมีผลเป็นความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

 

๒. พุทธศาสนามีหลักการเดียวกับวิทยาศาสตร์ คือ

๑. ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง

๒. ศึกษาอย่างมีเหตุผล

๓. ศึกษาอย่างเป็นระบบ

๔. เชื่อจากการที่ได้พิสูจน์จนเห็นผลอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น

 

๓. คำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาสรุปอยู่ที่

          ๑. ละเว้นความชั่วทั้งปวง

          ๒. ทำความดีให้เต็มเปี่ยม

          ๓. ทำจิตให้บริสุทธิ์

 

๔. คำสอนที่สำคัญของพุทธศาสนาก็คือ คำสอนระดับสูง คือ เรื่อง อริยสัจ ๔ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดับทุกข์ อันได้แก่

          ๑. ทุกข์ คือเรื่องความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ในปัจจุบัน

          ๒. สมุทัย คือเรื่องสาเหตุของความทุกข์ทั้งปวง

          ๓. นิโรธ คือเรื่องความดับสนิทของความทุกข์ทั้งปวง

          ๔. มรรค คือเรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ทั้งปวง

        ส่วนคำสอนระดับศีลธรรมนั้น ไม่ใช่คำสอนที่สำคัญของพุทธศาสนา เพราะศาสนาไหนๆเขาก็มีคำสอนเช่นนี้กันอยู่แล้ว อีกทั้งคำสอนระดับศีลธรรม ก็ยังเจือปนอยู่กับเรื่องงมงายที่ปลอมปนเข้ามามากมายในภายหลัง ซึ่งไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และขัดแย้งกับคำสอนระดับสูงอย่างมาก ถ้าใครยึดถือในคำสอนระดับศีลธรรม ก็จะไม่เข้าใจคำสอนระดับสูงได้ ดังนั้นคำสอนส่วนใหญ่ของพุทธศาสนา จึงมุ่งเน้นมาที่เรื่องการดับทุกข์นี้เท่านั้น

 

๕. พุทธศาสนาสอนว่า เมื่อเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนา อย่าเพิ่งสนใจเรื่องเหล่านี้ คือ

๑. เรื่องว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอริยะทั้งหลาย ว่าจะมีจริงหรือไม่? หรือเป็นอย่างไร?

๒. เรื่องว่าสมาธิสูงๆจะมีจริงหรือไม่? หรือทำให้เกิดอะไรที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาได้จริงหรือไม่?

๓. เรื่องว่าเมื่อเรากระทำสิ่งใดเอาไว้แล้ว จะต้องได้รับผลจากการกระทำนั้นอย่างแน่นอนในอนาคตจริงหรือไม่?

๔. เรื่องที่ไร้สาระทั้งหลายของโลก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดับทุกข์

          เหตุที่ไม่ให้สนใจเรื่องเหล่านี้ก็เพราะ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการดับทุกข์เลย และเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีของจริงมาให้ศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์ ถ้าใครหลงไปศึกษา ก็จะทำให้เสียเวลาอยู่กับเรื่องเหล่านี้ และอาจเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขวขึ้นมาได้ ต่อเมื่อศึกษาตามหลักการของพุทธศาสนาจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดสิ้นไปเอง

 

๖. พุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น ไม่สอนเรื่องหลังจากตายไปแล้ว คือพุทธศาสนาจะสอนให้เราศึกษาชีวิตในปัจจุบัน โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ จนเกิดความเข้าใจชีวิตอย่างแจ่มแจ้งก่อน แล้วก็จะเข้าใจเรื่องภายหลังจากความตายได้ด้วยตนเอง โดยไม่เชื่อจากใครๆ

 

๗.  พุทธศาสนาจะสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ โดยสอนว่า

          ๑. อย่าเชื่อจาก การฟังต่อบอกต่อกันมา

          ๒. อย่าเชื่อจาก การเห็นเขาทำตามๆกันมา

          ๓. อย่าเชื่อจาก คำล่ำลือ

๔. อย่าเชื่อจาก ตำรา

๕. อย่าเชื่อจาก เหตุผลตรงๆ (ตรรกะ)

๖. อย่าเชื่อจาก เหตุผลแวดล้อม (นัยยะ)

๗. อย่าเชื่อจาก สามัญสำนึกของเราเอง

๘. อย่าเชื่อจาก การเห็นว่ามันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่

๙. อย่าเชื่อจาก การดูภายนอกว่าผู้สอนนี้ดูน่าเชื่อถือ

๑๐. อย่าเชื่อจาก การที่ผู้สอนนี้เป็นครูของเราเอง

เมื่อได้รับคำสอนใดมา ให้นำมาพิจารณาดูก่อน ถ้าเห็นว่ามีโทษ ไม่มีประโยชน์ และผู้มีปัญญาติเตียน ก็ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีโทษ มีประโยชน์ และผู้มีปัญญาไม่ติเตียน ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าปฏิบัติเต็มที่แล้วไม่ได้ผลก็ให้ละทิ้งไป แต่ถ้าได้ผลอย่างแน่ชัดจึงค่อยเชื่อและรับเอามาปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นต่อไป

 

          ๘. พุทธศาสนามีหลักการศึกษาอยู่ ๓ ระดับ คือ      

                   ๑. ศึกษาจากการฟัง หรืออ่านมา

                   ๒. ศึกษาจากการคิดพิจารณา

                   ๓. ศึกษาจากการปฏิบัติจริง

          ในขั้นแรกพุทธศาสนาจะสอนให้ฟังหรือ่านมาก่อน แล้วนำมาคิดพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แล้วจึงนำความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จึงจะได้รับผลจริง เพียงแค่การฟังมาหรืออ่านมานั้นยังไม่มีผลอะไร แม้ความเข้าใจก็ยังช่วยได้เพียงทำให้ความทุกข์บรรเทาเบาบางลงบ้างเท่านั้น จะต้องมีการปฏิบัติอย่างถูกต้อง จึงจะมีผลเป็นความดับลงของทุกข์จริง

 

          ๙. การที่จะรู้จักพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่การฟังมาหรืออ่านมาเท่านั้น เพราะอาจจะได้รับคำสอนที่ผิดมาก็ได้ จะต้องถึงขั้นมีความ “เห็นแจ้ง” เท่านั้น จึงจะเรียกได้ว่ารู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแท้จริง ซึ่งการที่จะเกิดความเห็นแจ้งได้นั้น จะต้องศึกษากฎสูงสุดของธรรมชาติ จนเกิดความเข้าใจ แล้วนำกฎนั้นมาศึกษาร่างกายและจิตใจของเรา จนเกิดความเข้าใจว่า “แท้จริงไม่มีตัวเราอยู่จริง” และนำความเข้าใจนี้มาเพ่งพิจารณาดูจากร่างกายและจิตใจของเราเองจริงๆ จนจิตเกิดความหลุดพ้นจาก “ความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา” พร้อมกับความทุกข์ของจิตใจก็จะดับลง (แม้เพียงชั่วคราว) และความสงบเย็น (นิพพาน) ก็ปรากฏขึ้นมาแทน จึงจะเรียกว่าเกิดความ “เห็นแจ้ง” อย่างแท้จริง

 

          ๑๐. พุทธศาสนาจะสอนเรื่องง่ายๆ พื้นๆ ที่เราทุกคนสามารถศึกษาให้เกิดความเข้าใจได้ และปฏิบัติได้จริงโดยไม่ต้องอาศัยความสามารถพิเศษอะไรเลย ส่วนเรื่องลึกลับไกลตัว หรือเรื่องยากๆที่เราอาจจะเคยได้ฟังมานั้น เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งทำให้ยากแก่การศึกษาหรือศึกษาไม่ได้เลย และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นมาได้จริง มีแต่ทำให้เกิดความลังเลสงสัยยิ่งขึ้น เราจึงไม่ควรสนใจ

 

          ๑๑. คำสอนในพุทธศาสนานั้นสามารถย่อลงให้เหลือเพียงประโยคเดียวได้ และสามารถขยายรายละเอียดออกไปได้มากมาย ซึ่งคำสอนโดยย่อนั้นก็คือ “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรา”  ซึ่งนี่ก็คือ หลักอริยสัจ ๔ โดยสรุป

 

๑๒. หลักอริยสัจ ๔ จะสอนว่า “ความทุกข์ทั้งหมดของจิตใจมนุษย์ เกิดมาจากสาเหตุเดียว คือ ความยึดถือว่ามีตัวเรา” (ความยึดถือ ก็คือ ความอยากให้สิ่งต่างๆเป็นไปตามที่จิตอยากจะให้เป็น แต่เมื่อมันไม่เป็นไปตามที่จิตอยาก จิตที่อยากนั้นจึงเป็นทุกข์)

 

๑๓. หลักอริยสัจ ๔ จะสอนว่า “เมื่อไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเรา ความทุกข์ทั้งปวงก็จะไม่เกิดขึ้น” เมื่อจิตไม่มีทุกข์ มันก็สงบเย็น ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส ซึ่งพุทธศาสนาจะเรียกว่า “นิพพาน” ที่แปลว่า ความดับสิ้นไปของทุกข์

 

๑๔. วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราได้นั้น จะต้องใช้จิตที่เข้มแข็ง (มีสมาธิ) มาระงับความยึดถือนี้ โดยมีความเข้าใจว่า “แท้จริงมันไม่มีตัวเราอยู่จริง” (มีปัญญา) มาคอยควบคุม และมีจิตที่ปกติ (มีศีล) เป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว ถ้าปฏิบัติได้ชั่วคราว ทุกข์ก็ดับลงเพียงชั่วคราว แต่ถ้าปฏิบัติได้ถาวร ทุกข์ก็ดับลงถาวร

 

๑๕. ศีลนั้นเราทุกคนก็สามารถปฏิบัติได้ ด้วยการตั้งใจว่าจะไม่เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งกามารมณ์ของผู้อื่น แม้ด้วยกายหรือวาจาก็ตาม เพียงเท่านี้เราก็มีศีลได้เองแล้ว

 

๑๖. สมาธินั้น เพียงเราตั้งใจในการคิด การพูด หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายให้มั่นคงต่อเนื่องกันได้นานๆ เราก็มีสมาธิที่พร้อมจะใช้ดับทุกข์ได้แล้ว ถ้าใครยังทำไม่ได้ ก็ต้องไปฝึกมาก่อน

 

๑๘. ส่วนปัญญานั้น เพียงเรามีความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า “แท้จริงไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดที่จะเป็นเราหรือตัวเราได้” เพียงเท่านี้เราก็มีปัญญาที่แท้จริงขึ้นมาแล้ว

 

๑๙. การที่จะเกิดความเข้าใจว่าไม่มีเราได้นั้น จะต้องเข้าใจถึงกฎสูงสุดของธรรมชาติ ก่อนว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมาจากเหตุและปัจจัยเท่านั้น” คือสิ่งใดจะเกิดขึ้น จะต้องอาศัยสิ่งอื่นหลายๆสิ่งมาปรุงแต่งขึ้นเสมอ ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ได้ลอยๆโดยไม่มีสิ่งอื่นมาปรุงแต่ง

 

๒๐. เมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นมาและตั้งอยู่ได้เพราะเหตุปัจจัย ดังนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา จึงไม่มีสิ่งหรือสภาวะใดที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ชนิดที่จะเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรหรือเป็นอมตะได้ คือเมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะต้องแตกสลายหรือดับหายไปอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

 

๒๑. วัตถุทั้งหลายของโลก ก็ล้วนเกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย ดังนั้นวัตถุทั้งหลายของโลก จึงไม่มีสภาวะที่จะเป็นตัวตนของตนเอง หรือไม่มีตัวตนที่แท้จริง ชนิดที่จะตั้งอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดรได้

 

          ๒๒. ร่างกายของมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ก็เกิดมาและตั้งอยู่ได้เพราะมีเหตุปัจจัย (คือมีอาหาร, น้ำ, ความร้อน, และอากาศ) เมื่อขาดเหตุหรือปัจจัยใดไป ร่างกายก็จะแตกสลายหรือตายไปทันที ดังนั้นร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย จึงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ชนิดที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไปชั่วนิรันดร คือสรุปได้ว่า ร่างกายของเราจริงๆนั้นมันไม่มี มีแต่ร่างกายชั่วคราว ที่เรามาสมมติเรียกกันเท่านั้น

 

            ๒๓. จิตใจของมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ก็เกิดมาและตั้งอยู่ได้เพราะมีเหตุปัจจัย (คือมีร่างกายที่ยังเป็นๆอยู่ จึงทำให้เกิดจิตใจขึ้นมารับรู้และรู้สึกสิ่งต่างๆได้ และมีความทรงจำจากสมอง จึงมีความจำและคิดได้) เมื่อขาดเหตุหรือปัจจัยใดไป จิตใจก็จะดับหายไปทันที ดังนั้นจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย จึงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ชนิดที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไปชั่วนิรันดร คือสรุปได้ว่า จิตใจของเราจริงๆนั้นมันไม่มี มีแต่จิตใจชั่วคราว ที่เรามาสมมติเรียกกันเท่านั้น

 

          ๒๔. สรุปว่า “ไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดที่จะมาเป็นเรา หรือตัวเรา หรือตัวตนของใครๆได้” เพราะทุกสิ่งมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน เมื่อทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ดังนั้นเมื่อเหตุหรือปัจจัยของมันเสื่อมสลายหรือดับหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นจึงต้องเสื่อมสลายหรือดับหายตามไปด้วยเสมอ นี่คือความไม่เที่ยงแท้ถาวรของสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งปวง

 

          ๒๕. เมื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาล้วนต้องอาศัยเหตุปัจจัย มาปรุงแต่งขึ้นมา ดังนั้นเมื่อมันยังตั้งอยู่ มันก็ต้องทนที่จะประคับประคองตัวตนชั่วคราวของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก มากบ้างน้อยบ้างตลอดเวลา ถ้าไม่ทนมันก็จะแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิตใจ) ทันที  ซึ่งนี่คืออาการที่ต้องทนอยู่ (ลักษณะที่เป็นทุกข์) ของสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งปวง

 

          ๒๖. เมื่อจิตโง่เพราะไม่เข้าใจว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลาย โดยเฉพาะร่างกายและจิตใจของตัวเอง ก็ไม่ใช่ของตัวเองจริง และไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนถาวร รวมทั้งยังต้องทนอยู่ด้วย” แล้วก็ไปยึดถือสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวรนี้เข้า เมื่อสิ่งที่ยึดถือเอาไว้นี้มันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน จิตโง่นี้จึงเป็นทุกข์ไปอย่างช่วยไม่ได้

 

๒๗. เมื่อเรา (ตามที่สมมติเรียก) ได้ศึกษาจนเกิดความเข้าใจแล้วว่า “แท้จริงมันไม่มีตัวเราอยู่จริง” เราก็นำเอาความเข้าใจนี้ มาเพ่งพิจารณาเข้าไปในร่างกายและจิตใจของเรา  (และของคนอื่นด้วย) อย่างมั่นคงต่อเนื่องกันได้นานๆ จิตก็จะเกิดสมาธิขึ้นมาได้ และสมาธินี้ก็จะมาระงับหรือทำให้ความยึดถือว่ามีตัวเรา หรือตัวตนของใครๆดับหายไปจากจิตของเราได้ (แม้ชั่วคราว)

 

๒๘. เมื่อไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเรา อันเป็นสาเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งหลายก็ย่อมที่จะไม่มีตามไปด้วย เมื่อจิตไม่มีทุกข์ สภาวะที่ตรงข้ามกับความทุกข์ อันได้แก่ความสงบเย็น (นิพพาน) ก็ย่อมที่จะปรากฏขึ้นมาแทนที่ความทุกข์ทันที

 

๒๙. ถ้าเราสามารถปฏิบัติให้เกิดปัญญาและสมาธิขึ้นมาได้เมื่อใด นิพพานก็จะปรากฏเมื่อนั้น แต่ถ้าเผลอให้ปัญญาและสมาธินี้หายไปเมื่อใด ความทุกข์ก็จะยังกลับมาเกิดขึ้นได้ใหม่เรื่อยไป จนกว่าเราจะสามารถปฏิบัติให้เกิดปัญญาและสมาธินี้ ได้อย่างต่อเนื่องมั่นคงสม่ำเสมอ เป็นเวลานานๆ  จนนิสัยที่จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ได้เลือนหายไปจากจิตใต้สำนึกอย่างถาวร นิพพานก็จะปรากฏได้อย่างถาวรเหมือนกัน

 

๓๐. สรุปหลักพุทธศาสนา ก็มีอยู่แค่นี้ คือ “ถ้าโง่ไปยึดถือร่างกายและจิตใจรวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องว่าเป็นตัวเรา-ของเรา จิตก็เป็นทุกข์ แต่ถ้ามีปัญญา แล้วไม่ไปยึดถือสิ่งใดๆว่าเป็นตัวเรา-ของเรา จิตก็ไม่เป็นทุกข์”   ถ้าใครเข้าใจเพียงแค่นี้ก็เท่ากับเข้าใจพุทธศาสนาทั้งหมด ถ้าใครปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้ปฏิบัติพุทธศาสนาทั้งหมด และถ้าใครได้รับผลเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดในพุทธศาสนา

 

จบบริบูรณ์


(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ "พุทธศาสนาในฐานะวิทยาศาสตร์" จาก www.whatami.net )