-๒-

เรื่องหลักใหญ่ๆของพุทธศาสนา
เมื่อสรุปแล้วทุกศาสนาจะสอนให้ละเว้นความชั่ว ทำความดี และสอนวิธีทำใจไม่ให้เป็นทุกข์ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันบ้างในเรื่องวิธีการสอน ซึ่งในส่วนของพุทธศาสนาจะเน้นสอนเรื่องการปฏิบัติทางใจเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์ในปัจจุบันมากที่สุด โดยหลักการนี้เองที่เรียกว่าปรมัตถธรรม ที่เป็นการทำจิตให้บริสุทธิ์ หรือเป็นการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ อันเป็นหัวใจของพุทธศาสนานั่นเอง.

เรื่องที่พระพุทธเจ้าสอนและไม่สอน
เรื่องที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นก็คือ เรื่อง "การดับทุกข์ของชีวิตในปัจจุบัน" ส่วนเรื่องที่ไม่ทรงสอนก็คือ เรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การดับทุกข์ทั้งหลาย ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงรู้ แต่เพราะเรื่องอื่นๆนั้นมีคนสอนกันอยู่แล้วมากมาย และที่สำคัญคือมันไม่ช่วยดับทุกข์ มีแต่จะเพิ่มทุกข์ .

เรื่องดี - ชั่ว และความเห็นแก่ตัว
การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แม้ว่าจะเกิดผลดีแก่ตนเองก็ตาม จัดว่าเป็นความชั่ว และแม้จะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ตาม แต่ถ้าทำไปเพื่อตนเอง ด้วยความเห็นแก่ตัวจัด ก็ยังจัดว่าเป็นความชั่วที่ลึกซึ้งอยู่อีกนั่นเอง จะต้องเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือแก่สังคมส่วนรวมอย่างแท้จริง (คือ ทำให้สังคมสงบสุขมและมั่นคง รวมทั้งทำให้โลกมีสันติภาพ) จึงจะจัดว่าเป็นความดีที่แท้จริง ซึ่งการที่จะทำความดีอย่างแท้จริงให้ได้นั้นจะต้องกำจัดความเห็นแก่ตัวให้เบาบางลง ยิ่งทำลายความเห็นแก่ตัวลงได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นความดีมากขึ้นเท่านั้น และ เมื่อหมดความเห็นแก่ตัว ก็จะเป็นความดีสูงสุด เพราะเป็นการทำจิตให้บริสุทธิ์อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนา.

เรื่องนิพพาน
นิพพาน แปลตรงๆว่า เย็น คือหมายถึง ความสงบเย็นของจิตใจ คือ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "เมื่อใดที่จิตไม่มีกิเลสใดๆรบกวน เมื่อนั้นจิตก็จะนิพพาน" ซึ่งก็คือสภาวะจิตขณะที่ไม่มีทุกข์นั่นเอง ซึ่งทุกข์นั้นก็คือ สภาวะจิตที่เร่าร้อน ทรมาน ไม่สบาย หรือ ทนได้ยาก ที่ตรงข้ามกับนิพพานที่เป็นสภาวะจิตที่เยือกเย็น สงบ ปลอดโปร่ง แจ่มใส เบาสบาย หรือ ทนได้ง่าย ซึ่งนิพพานนี้ก็มีทั้งอย่างเย็นมากและเย็นน้อย รวมทั้งยังมีอย่างเย็นถาวรและเย็นเพียงชั่วครั้งชั่วครู่อีกด้วย ซึ่งพุทธศาสนาจะสอนเรื่อง การดับทุกข์ หรือ ทำนิพพานในปัจจุบันนี้เท่านั้น ดังนั้นนิพพานในความหมายอื่น อย่างเช่น หมายถึงบ้านเมืองที่มีแต่ความสุขอยู่ชั่วนิรันดร หรือหมายถึง สภาวะที่เป็นตัวตน (อัตตา)อยู่ชั่วนิรันดร หรือหมายถึงตายแล้วดับสูญไปเลย หรือตายแล้วไม่กลับมาเกิดอีก เป็นต้นนั้นจึงไม่ใช่ความหมายของนิพพานที่แท้จริงของพุทธศาสนา.

เรื่องการเวียนว่ายตาย - เกิด
เรื่องการตายแล้วจะมีจิตหรือวิญญาณเวียนกลับมาเกิดใหม่ได้อีกนั้น เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่ปะปนอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว อันเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผีสางเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม เป็นต้น รวมทั้งเรื่องลึกลับไกลตัวทั้งหลายขึ้นมา (ตามที่เราเชื่อกันอยู่อย่างเช่นปัจจุบัน) ส่วนพุทธศาสนาจะไม่สอนเรื่องที่ไกลตัวชนิดที่เราไม่สามารถไปรับรู้ได้ ดังนั้น พุทธศาสนาจึงไม่สอนเรื่องหลังจากตายไปแล้ว เพราะไม่มีความจริงมารองรับ และขาดเหตุผลที่พอจะมองเห็นได้ พุทธศาสนาจะสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในจิตของเราในปัจจุบัน คือบางขณะเราก็เกิดเป็นสัตว์นรก คือ ร้อนใจดั่งไฟเผาเพราะทำชั่วไว้มาก บางขณะเราก็ทรมานเพราะความหิวด้วยกิเลสก็เกิดเป็นเปรต บางขณะเราก็เกิดเป็นอสูรกาย คือ ขลาดกลัวเพราะซ่อนความผิดไว้ บางขณะเราก็โง่งมงายอย่างไม่ควรจะโง่ ก็เรียกว่าเกิดเป็นสัตว์เดียรฉาน บางขณะเราก็เกิดเป็นมนุษย์ที่ทำงานเอาเหงื่อ แลกความสุข บางขณะเราก็เกิดเป็นเทวดาที่กำลังเสวยความสุขอยู่เพราะทำความดีเอาไว้ก่อนแล้ว บางขณะเราก็เกิดเป็นพรหมที่กำลังอยู่ในสมาธิ หรือ มีคุณธรรมของพรหม (คือ มีพรหมวิหาร ๔ )นี่คือการเวียนว่ายตายเกิดที่มีทุกข์มากบ้างน้อยบ้างของพุทธศาสนา ที่เป็นไปตามกรรมหรือการกระทำของเราเองในปัจจุบันทั้งสิ้น จนกว่าเราจะปฏิบัติตามหลักของอริยสัจ ๔ จนทำจิตให้บริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง จิตของเราก็หยุดเกิดและตาย คือทำลายวัฏฏะสงสารได้ เรียกว่าบรรลุนิพพาน คือ ตราบใดที่ยังมีการเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่เช่นนี้ ก็ยังไม่พ้นจากทุกข์ไปได้จริง.

เรื่องวิญญาณ
เรื่องวิญญาณที่เป็นตัวตน(อัตตา) ที่เวียนว่ายตายจากร่างนี้แล้วไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้เรื่อยๆนั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ส่วนวิญญาณที่เป็นของพุทธศาสนานั้น จะหมายถึง การรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ที่ใจ อย่างเช่นเกิดการเห็นรูปขึ้นมา ก็เรียกว่าเกิดวิญญาณทางตาขึ้นมา เป็นต้น ซึ่งพุทธศาสนาสอนว่ามันเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรอย่างที่พราหมณ์เขาสอน เมื่อมีร่างกายและอวัยวะที่ยังดีพร้อมอยู่ มันก็จะเกิดการรับรู้ตามจุดต่างๆของมันขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติ เหมือนกับการที่เราจุดไฟ มันก็จะมีแสงสว่างเกิดขึ้นมาได้เอง เมื่อร่างกายตายลง สภาวะการรับรู้นี้ก็จะดับหายไป เหมือนแสงสว่างที่หายไปเมื่อไฟดับแล้ว ซึ่งพุทธศาสนาสอนว่า "วิญญาณนี้มันก็เป็นเพียงสักว่าธาตุ (คุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ) ตามธรรมชาติเท่านั้น" มันหาได้เป็นวิญญาณของใครๆไม่ มันก็เหมือนกับธาตุดิน(ของแข็ง) ธาตุน้ำ (ของเหลว) ธาตุไฟ (ความร้อน) และ ธาตุลม (อากาศ) ที่เป็นเพียงว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น
พุทธศาสนาสอนว่าทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติไม่เว้นสิ่งใดเลย ดังนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา จึงเป็นของธรรมชาติทั้งสิ้น และ มันก็ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ดังนั้น จึงจะหาสิ่งที่มาเป็นเรา หรือ ของเราอย่างแท้จริงนั้นจึงไม่มี ส่วนสิ่งที่มีอยู่เป็นเพียงมายา หรือ สิ่งหลอกลวงที่มีเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น สุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว มันก็ต้องแตกสลายหายไปอย่างแน่นอน แต่อาศัยว่ามันยังมีเหตุปัจจัยที่เหมือนเดิม ดังนั้นมันจึงสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่เหมือนเดิมขึ้นมาสืบทอดไว้เรื่อยๆ อย่างเช่นวิญญาณที่เกิดอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนี่เอง.

เรื่องอัตตา - อนัตตา
ศาสนาพราหมณ์จะสอนว่าจิตหรือวิญญาณของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็นอัตตา คือ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่มีสิ่งใดจะมาทำลายให้แตกสลายหายไปได้ จะเป็นสิ่งที่มีอยู่ชั่วนิรันดร ส่วนพุทธศาสนาจะไม่ยอมรับว่าจะมีสิ่งใดมาเป็นอัตตาได้ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "ทุกสิ่งเป็นอนัตตา" คือ ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะมาเป็นอัตตาอย่างของพราหมณ์ได้ จิตใจที่รู้สึกนึกคิดได้ของเรานี้มันก็เป็นเพียง "สิ่งปรุงแต่ง" ขึ้นมาจากส่วน ๕ ส่วน (ขันธ์ ๕ ) คือ อาศัยร่างที่ยังดีพร้อมแล้วทำให้เกิดวิญญาณขึ้นมา ต่อจากนั้นมันก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาได้ และบวกกับความทรงจำที่สมองสั่งสมมา มันจึงจำและคิดได้ เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดเสียหายไป จิตมันก็จะไม่สมบูรณ์หรือดับหายไปทันที เหมือนแสงสว่างที่ขาดไฟมาเป็นเหตุสร้างขึ้น นี่คือลักษณะของจิตของเราที่เป็นอนัตตา (เรื่องนี้อาจจะสูงไปบ้างสำหรับชาวบ้าน แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรรู้เอาไว้บ้างเพื่อที่จะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อพุทธศาสนาที่แท้จริงยิ่งขึ้น จะได้ไม่ไปหลงผิดคว้าเอาเรื่องวิญญาณเป็นอัตตาของพราหมณ์มาว่าเป็นของพุทธเราอย่างที่ส่วนมากกำลังเข้าใจผิดกันอยู่).

เรื่องกรรมและบาป - บุญ
ศาสนาพราหมณ์นั้นจะสอนว่าการทำดีนั้นคือบุญ การทำชั่วนั้นคือบาป ซึ่งก็คือกรรมดีและกรรมชั่ว ที่จะให้ผลต่อเมื่อตายไปแล้ว คือ กรรมดีก็ทำให้ขึ้นสวรรค์ที่เขาบอกว่าอยู่บนฟ้า ส่วนกรรมชั่วก็ทำให้ตกนรกที่เขาบอกว่าอยู่ใต้ดิน ซึ่งการสอนเช่นนี้ก็นับว่าดีสำหรับคนในสมัยก่อนที่ยังไม่รู้หลักวิทยาศาสตร์ คือ ทำให้คนไม่กล้าทำชั่วเพราะกลัวตกนรก แต่จะทำดีเพราะอยากขึ้นสวรรค์(คนสอนบางคนก็บอกว่าการให้ทานแก่คนสอนมากๆนั้นจะทำให้ได้บุญมาก ซึ่งนี่จัดเป็นการหลอกลวงจนทำให้คนเข้าใจผิดกันทั่ว คือ แท้จริงแล้วนี่เป็นการทำไปด้วยความเห็นแก่ตัวแล้วจะเป็นความดีที่แท้จริงได้อย่างไร) ซึ่งมันก็จะทำให้สังคมสงบสุข แต่มาสมัยใหม่นี้ความเชื่อนี้เริ่มที่จะไม่มีคนเชื่อกันมากขึ้นเสียแล้ว.
ดังนั้น เราจึงควรที่จะเอาบุญ - บาป หรือ กรรมดี - กรมชั่ว ของพุทธศาสนาที่เป็นของจริงที่เราสามารถรู้สึกได้จริงในปัจจุบันนี้มาเผยแพร่ เพื่อคนจะได้อยากทำดีไม่อยากทำชั่ว คือพุทธศาสนาจะสอนว่า การทำดีทุกอย่างนั้นจัดว่าเป็นบุญอยู่แล้ว หรือจะเรียกว่าเป็นกรรมดีก็ได้ ซึ่งเมื่อทำดีเมื่อใดมันก็มีผลดีขึ้นมาทันทีที่ทำอยู่นั่นเอง คือมันทำให้เกิดความสุขใจ อิ่มใจ หรือ มีปิติเกิดขึ้นมาในขณะที่ทำอยู่ และ หลังจากทำเสร็จแล้วระยะหนึ่งด้วย แต่ถ้าทำชั่วมันก็เป็นบาป หรือ กรรมชั่ว ที่ทำแล้วมันก็จะไม่สบายใจ หรือ ร้อนใจ หรือ ทุกข์ใจทันทีที่ทำอยู่ รวมทั้งยังเกิดหลังจากที่ทำเสร็จแล้วระยะหนึ่งด้วยด้วย หรือ เรียกง่ายๆ ว่า ทำดีแล้วได้ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วแล้วตกอบายภูมิ ( คือ นรก เปรต อสูรกาย กำเนิดเดียรัจฉาน ตามแต่จะทำชั่วไว้มากเท่านั้น) ที่เรียกว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ" นั่นเอง.

|หน้าต่อไป|