***************************************
จากเนื้อเรื่องทั้งหมดนี้เป็นการตอบข้อข้องใจโดย เตชปญฺโญ ภิกขุ ที่ถูกเวบไซต์ธรรมะบางแห่งที่ไม่ชอบใจ (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1995301#post1995301)โจมตีกล่าวหาว่าบิดเบือนทำลายศาสนา จึงได้นำมาให้ผู้ที่สนใจอ่านเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องกันต่อไป

***************************************

เจริญพรมายังทุกท่านที่โพสข้อความมาในกระทู้นี้
อาตมาคือ เตชปญฺโญ ภิกขุ แห่งอาศรมพุทธบุตร เกาะสีชังที่คุณโยมทุกท่านกล่าวถึงนั่นเอง ซึ่งบังเอิญมากที่อาตมาได้พบข้อความจากเวบบอรด์ที่กล่าวโจมตีอาตมาแล้วจากทุกท่าน
อาตมาเข้าใจในสิ่งที่ทุกท่านโพสไว้ อาตมาไม่โกรธคุณโยมทุกท่านหรอก เพราะอาตมาเข้าใจดีว่าทุกท่านก็หวังดีต่อพุทธศาสนาและต่อประเทศชาติ จึงโกรธเคืองถ้าจะมีใครจะมาทำร้าพุทธศาสนาและประเทศไทย
แต่อาตมาอยากจะทำความเข้าใจสักหน่อยว่าอาตมาก็หวังดีต่อพุทธศาสนาและประเทศไทยเหมือนกัน ดังนั้นอาตมาจึงได้เขียนหลักสูตรและหนังสือ"พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น"นี้ขึ้นมาและสร้างเวบไซต์นี้ขึ้นมาด้วยเพียงเพื่อหวังให้มีคนเข้าใจพุทธศาสนาถูกต้องยิ่งขึ้นและจะมาช่วยกันสร้างความดีเพื่อสังคมไทยของเรา
หนังสือของอาตมาที่เรียบเรียงขึ้นมานี้ อาตมาจะใช้เหตุผลอย่างที่สุด และเป็นประโยชน์อย่างที่สุด มีจุดใดบ้างที่ไร้เหตุผลและไม่เป็นประโยชน์ หรือมีโทษ? ถ้าคุณโยมท่านใดคิดว่าผิด หรือไม่ดี หรือเห็นว่ามีโทษตรงไหน? ถ้าเป็นไปได้คุณโยมแต่ละท่านจะช่วยกรุณาส่งอีเมล์แจ้งไปยังอาตมาพร้อมทั้งบอกเหตุผลไปด้วย เพื่ออาตมาจะได้พิจารณา ถ้าเห็นว่าผิดและไม่เป็นประโยชน์ อาตมาก็จะรีบแก้ไขปรับปรุงใหม่ทันที แต่ถ้าเห็นว่าดีแล้วถูกต้องแล้วอาตมาก็จะส่งอีเมล์ตอบกลับมาบอกเหตุผลให้
อาตมาอยากจะขอให้ทุกคนใจเย็นๆ ใช้เหตุใช้ผล ค่อยๆพูด ค่อยๆจากัน เราจะเอาเหตุผล และความถูกต้อง โดยมีผลเป็นความสงบสุขของสังคมเป็นหลัก อย่าเอาแต่อารมณ์ (กิเลส)ซึ่งนั่นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าเลย
อาตมายินดีรับโทษเต็มที่(แม้จะให้สึกและติดคุก)หากอาตมาผิดจริง แต่ขออย่างเดียว คือขอให้ทุกท่านอ่านหนังสือและบทความของอาตมาให้ละเอียดเสียก่อน แล้วจึงแจ้งข้อหา
อาตมาจะรอคอยอีเมล์จากทุกท่าน และจะค่อยๆทยอยตอบ โดยเฉพาะเวบมาสเตอร์ ซึ่งก็อยากให้คนที่มีความรู้ในพุทธศาสนาจริงๆมาช่วยกัน ส่วนคนที่รู้ครึ่งๆกลางๆหรือรู้บ้างไม่รู้บ้าง หรือรู้ผิดๆถูกๆ ก็ช่วยอยู่เงียบๆ ฟังดูก่อน อย่าเพิ่งเอาแต่อารมณ์ที่เป็นอคติ(ลำเอียงเพราะโง่)ไปตัดสิน เดี๋ยวจะกลายเป็นคนโง่แล้วอวดฉลาดไปโดยไม่รู้ตัว.

อีเมล์ของอาตมาคือ whatami@thai.com
เวบไซต์คือ www.whatami.net
เตชปญฺโญ ภิกขุ
ป.ล. อาตมาจะขอตอบข้อข้องใจในเวบบอร์ดนี้ด้วย เพื่อความยุติธรรม

***************************************

เจริญพรมายังทุกท่านที่สนใจเรื่องหลักสูตรพุทธศาสนาที่อาตมา(เตชปญฺโญ ภิกขุ)เรียบเรียงขึ้น

ก่อนอื่นอาตมาก็จะขอทำความเข้าใจสักเล็กน้อยก่อนที่จะแก้ข้อข้องใจในเรื่องบางเรื่องที่สำคัญๆที่กำลังโจมตีอาตมาอยู่ในเวบบอร์ดนี้
อาตมาให้อภัยกับทุกๆท่านที่โจมตีอาตมา ซึ่งก็จัดว่าเป็นสิ่งดี เพราะจะช่วยทำให้ความจริงปรากฏ คือทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ อาตมาเสียใจอยู่นิดเดียวว่าทำไม่แจ้งให้อาตมาทราบเสียก่อน อาตมาจะได้รีบแก้ข้อกล่าวหาให้เสียก่อนที่จะเป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ใครก็ใครต้องเสียหน้าก็ได้
ในเรื่องนี้ทุกอย่างจะยุติลงด้วยการทำความเข้าใจ ซึ่งก็อาจจะยากอยู่บ้าง เพราะมันเป็นเรื่อง ที่ต้องใช้เวลาในการศึกษามาก อาตมาใช้เวลาในการศึกษามานานนับ ๑๐ ปี จึงเรียบเรียบหนังสือและหลักสูตรนี้ขึ้นมาสำเร็จ มิใช่จะทำขึ้นมาอย่างชุ่ยๆโดยขาดเหตุผลและหลักการที่ชัดเจน และอาตมาก็เตรียมรับการถูกกล่าวหาอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มทำ ดังนั้นผู้ที่จะมาแจ้งข้อหาอาตมาก็อยากให้เป็นคนที่มีความรอบรู้จริงๆเท่านั้น ถ้าเป็นคนที่รู้บ้างไม่รู้บ้างถึงมาแจ้งข้อหาก็เปล่าประโยชน์ เพราะเขาจะไม่ใช้เหตุผล เขาจะเอาแต่กิเลสเท่านั้น
สิ่งสำคัญคืออยากให้ทุกฝ่ายมีใจที่บริสุทธิ์ คือทำเพื่อพระศาสนาจริงๆ ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์หรือชื่อเสียงตามอำนาจของกิเลส ดังนั้นจึงไม่ควรยุยงให้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเกิดความเข้าใจผิด จนเกิดความโกรธเคืองขึ้นมา แล้วก็แสดงอาการของกิเลสขึ้นมาจนเป็นที่เสื่อมเสียทั้งแก่ผู้ทำเองและครูอาจารย์ที่เขานับถือ
สรุปว่าเราจะมาจับเข่าคุยกันด้วยเหตุผล อาตมาจะอธิบายเรื่องต่างๆที่คุณโยมตั้งเป็นประเด็นขึ้นมา ซึ่งก็อยู่ที่ว่าคุณโยมทั้งหลายจะเป็นคนมีเหตุมีผลและยอมรับความจริงหรือเปล่าเท่านั้น? ส่วนทางอาตมานั้นเต็มที่อยู่แล้ว ขออย่างเดียวอย่าเป็นมวยล้มเท่านั้น ซึ่งก็จะได้อธิบายแก้ข้อข้องใจต่อไป
เตชปญฺโญ ภิกขุ
อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี .
๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๙
ป.ล. ถ้าใครคิดว่าจะให้มีการตรวจสอบอาตมา สิ่งที่ควรทำก็คือแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่นี่ http://www.moe.go.th/webrad/samnukphut/samnukphut.html
***************************************

แก้ข้อกล่าวหาเรื่องที่ ๑ เรื่องสอนว่าตายแล้วสูญ

ความจริงแล้วพระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องการดับทุกข์ โดยเน้นให้ใช้ศีล สมาธิ ปัญญามาดับทุกข์ โดยหัวใจของการดับทุกข์ก็คือให้ยกเอาขันธ์ทั้ง ๕ มาพิจารณาให้เห็นถึงกฎไตรลักษณ์ คืออนิจจัง(ความไม่เที่ยง)ทุกขัง(ความเป็นทุกข์)และอนัตตา(ความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง) เพื่อให้เกิดปัญญาที่แท้จริง แล้วก็จะเข้าใจได้เองว่าชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร รวมทั้งตายแล้วเป็นอย่างไร แต่นี่เรากลับมาสนใจเรื่องว่าตายแล้วไปไหนเสียก่อน ไม่สนใจพิจารณาขันธ์ ๕ ให้เกิดปัญญาอย่างแท้จริง จึงทำให้เกิดการถกเถียงกันขึ้นมา เพราะแต่ละคน แต่ละครูอาจารย์ก็สอนตามความคิดเห็นของตนเอง โดยไม่สอนให้ลูกศิษย์พิจารณาขันธ์ ๕ อย่างถูกวิธี
เรียกว่ามันข้ามขั้นตอน เหมือนกับการจะรู้ว่าภาพที่เกิดขึ้นในจอโทรทัศน์นั้นเมื่อปิดโทรทัศน์แล้วภาพมันหายไปไหน ซึ่งคนป่าคนดงก็คงคิดว่าภาพมันไปเกิดที่อื่นได้ เพราะเขาไม่เข้าใจถึงระบบต่างๆของโทรทัศน์ แต่คนที่เขามีความรู้เรื่องโทรทัศน์ดีเขาก็จะรู้ได้เองว่าแท้จริงภาพจากโทรทัศน์นั้นมันไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงแสงที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบเท่านั้น เมื่อปิดโทรทัศน์ ภาพมันก็จะหายไปเท่านั้นเอง
ดังนั้นในเรื่องนี้ เราจึงควรมาทำความเข้าใจกับคำว่า “อนัตตา”กันเสียก่อนแล้วนำไปพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ว่าชีวิตของเรานี้มันเป็นเช่นไร?
แต่ก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจกับคำว่า"อัตตา"กันก่อน ก่อนที่จะไปทำความเข้าใจ”อนัตตา” เพราะมันตรงข้ามกัน คือในสมัยพุทธกาลนั้นจะเป็นยุคที่เรียกว่ายุคอุปนิสัตว์ที่เขามีความเชื่อกันอยู่ว่า จิตหรือวิญญาณของคนเรานี้มันเป็น"อัตตา" คือเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่มีวันแตกดับ(เป็นอมตะ) สามารถออกจากร่างกายที่ตายไปแล้วไปเกิดใหม่ยังร่างกายอื่นๆได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ถ้าใครเชื่อว่าตายแล้ววิญญาณหรือจิตนี้ดับหายไปเลยก็จะตรงข้ามกับความเชื่อของพวกเขาและถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเห็นว่าตายแล้วสูญ คือพวกหนึ่งเชื่อว่าตายแล้วยังมีอัตตาหรือตัวตนต่อเนื่องไปเกิดใหม่ได้(สัสตทิฏฐิ) อีกพวกหนึ่งเห็นตรงข้ามว่าตายแล้วตัวตนนั้นจะดับสลายหายไปหมดสิ้น(อุจเฉททิฏฐิ) คือสรุปว่าความเห็นทั้งสองตั้งอยู่บนพื้นฐานว่ามีอัตตา
แต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธเรื่องอัตตา คือไม่ยอมรับว่าจะมีสภาวะใดจะมาเป็นอัตตาได้ ดังนั้นความเห็นทั้งสอง(คือเห็นว่าตายแล้วเกิดใหม่ได้กับตายแล้วสูญ)จึงจัดเป็นความเห็นที่ผิด(มิจฉาทิฏฐิ) ทั้งสิ้น
พระพุทธองค์ทรงสอนว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา คือไม่ใช่อัตตาอย่างที่พวกยุคอุปนิสัตว์เขาเชื่อกันอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นมานี้โดยเฉพาะจิตใจของมนุษย์เรานี้มันเป็นอนัตตา ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งเมื่อมันไม่เป็นอัตตาแล้วมันคืออะไร ? พระพุทธองค์สอนว่ามันเป็นเพียงแค่"สังขาร" คือสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง หรือสร้างขึ้นมาตามธรรมชาติเท่านั้น เรียกว่ามันไม่มีแก่นสาร ไม่มีตัวเองของมันจริงๆ มันจะอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆสร้างมันขึ้นมา เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันจึงตกอยู่ในสภาพที่ไม่เที่ยง(อนิจจัง) ต้องทนอยู่อย่างยากลำบาก(ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง หรือตัวตนที่เป็นอมตะนิรันดรได้ (อนัตตา) นี่จึงเป็นความเห็นที่ถูกต้องจริง(สัมมาทิฏฐิ) และความรู้นี้จะนำไปพิจารณาร่างกายและจิตใจของมนุษย์เรา(ขันธ์ ๕) อันจะทำให้เกิดปัญญาที่นำไปใช้ดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ได้จริง ถ้าใครไม่มีความรู้เรื่องนี้ก็จะไม่สามารถใช้อริยสัจ ๔ ดับทุกข์ได้จริงและรวมทั้งไม่รู้ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไรอีกด้วย
คำสอนเรื่องอนัตตาที่อาตมานำมาเสนอนั้นจัดว่าไม่ใช่คำสอนพวกตายแล้วสูญเป็นแน่ เพราะไม่สอนเรื่องอัตตาเลยแม้สักนิด การจำเอาแค่คำว่าตายแล้วไปเกิดใหม่ได้กับตายแล้วดับสูญมาจับคำที่อาตมาเขียนขึ้นนั้นจึงไม่ถูกต้อง เพราะอาตมาได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ยังไม่ตายก็ยังไม่มีอะไรที่จะมาเป็นอัตตาหรือตัวตนของเราจริงๆเลยแม้สักนิด อย่างที่เรียกว่า "มันสูญมาตั้งแต่ยังไม่ตาย"แล้วเมื่อตายมันจะมีอะไรตาย?เพราะมันไม่มีอะไรมาเกิดตั้งแต่ต้นแล้ว ส่วนที่เกิดมามันก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆมากมายสร้างขึ้นมา เหมือนเปลวไปที่เกิดจากเทียน ซึ่งเปลวไฟมันก็ถูกสร้างขึ้นมาจากความว่างหรือไม่มีมาก่อน เมื่อมันขาดเหตุปัจจัยมันก็จะต้องดับหายไปอย่างแน่นอน ไม่สามารถตั้งอยู่อย่างถาวรได้ นี่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช้การคาดคะเนหรือเดา หรือเชื่อตามใคร ขอให้ผู้ศึกษาทั้งหลายคิดให้ละเอียดรอบครอบอย่างที่สุด อย่าคิดอะไรหยาบๆเดี๋ยวจะเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้
***************************************

หน้าต่อไป