|
แก้ข้อกล่าวหาเรื่องที่ ๒ เรื่องความเชื่อเรื่องเวียนว่าย ตายเกิด หรือนรก-สวรรค์ที่เป็นสถานที่
ไม่ทราบว่าใครเคยศึกษา หลักกาลามสูตรมาก่อนบ้าง เพราะหลักนี้สำคัญมาก ถ้าใครยังไม่เคยรู้จักก็ยังนับว่าอยู่ห่างไกลพุทธศาสนาที่แท้จริงมาก คือหลักกาลามสูตรจะสอนให้เรารู้จักใช้วิจรณะญาณในการสร้างความเชื่อ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้รู้ ดังนั้นผู้นับถือก็จำเป็นที่จะต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาอยู่สักหน่อย
หลักกาลามสูตรจะสอนไม่ให้เราเชื่ออะไรอย่างงมงายโดยขาดเหตุผลและการพิสูจน์ทดลองมาก่อน(ลองไปเปิดหนังสือของอาตมาดูก่อนก็ได้ถ้าใครยังไม่เคยอ่าน)หลักกาลามสูตรนั้นสอนแม้กระทั่งว่า"อย่าด่วนเชื่อแม้ผู้บอกผู้สอนนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง" (นี่แสดงว่าทรงสอนไม่ให้เชื่อแม้ในตัวพระองค์เองด้วย)
แน่นอนว่าบางคนหรือส่วนมากจะรับไม่ได้เพราะเขาอาจบูชาครูบาอาจารย์ของเขามากกว่าบูชาพระพุทธเจ้าเสียอีก แต่มันก็มีอยู่จริงในพระไตรปิฎก เพราะนี่จะเป็นการสร้างอิสรภาพให้กับสติปัญญาของเราอย่างเต็มที่ ถ้าหากครูอาจารย์ของเราเกิดมีความเห็นหรือความเชื่อที่ผิดขึ้นมาก่อน แล้วมาสอนเรา ก็จะทำให้เราพลอยเกิดความเห็นและมีความเชื่อที่ผิดตามไปด้วย ซึ่งมันอันตรายมาก แต่แม้ครูอาจารย์จะสอนถูก ท่านก็จะไม่สอนให้เราเชื่อท่านเลยเสียตะพึด ท่านต้องสอนให้เราเกิดความเชื่อขึ้นด้วยสติปัญญาของเราเอง แต่นี่กลับเป็นว่าเรานับถือครูอาจารย์กันยิ่งกว่านับถือพระพุทธเจ้าเสียอีก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่านับถือพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงได้อย่างไร???
พวกที่ชอบอ้างว่า"ให้ไปปฏิบัติแล้วจะเห็นเอง"นั้นตัวเองปฏิบัติได้จริงแล้วหรือยัง ? หรือพูดตามครูอาจารย์เท่านั้น หรือแอบอ้างว่าตัวเองเห็นแล้วรู้จริงแล้ว แล้วมาหลอกคนอื่น สอนคนอื่น ขออย่าได้ใช้คำพูดแบบนี้ มันเหมือนคนสิ้นหนทางจะโต้แย้ง เอะอะก็อ้างว่าให้ไปปฏิบัติ หรืออ้างว่าครูอาจารย์สอนไว้อย่างนี้ พอคนอื่นไม่เชื่อตามก็โกรธ
พุทธศาสนาที่แท้จริงควรเป็นสากล หรือเป็นของจริงๆที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่มีเหตุผลพร้อมมูล ที่ชนต่างชาติที่มีสติปัญญาเขาจะรับได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องแคบๆเฉพาะคนบางกลุ่มอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในประเทศไทย ที่พอคนต่างชาติเขาจะมาศึกษา ก็เจอแต่เรื่องเพ้อเจ้อ ไร้เหตุผล ทำให้เขาหัวเราเยาะเอาได้ว่าเราไม่ยอมใช้สติปัญญาในการนับถือ
เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดหรือเรื่องนรก-สวรรค์ที่เป็นสถานที่นั้นก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก มันเหมาะสำหรับเอาไว้สอนคนป่าคนดงที่ไม่รู้หลักวิทยาศาสตร์ สมัยนี้ผู้คนมีความรู้มากแล้ว จะมาเอาวิธีเก่าๆไปสอนเขานั้นทำไม่ได้แล้ว เราต้องเอาของจริงมาสอนเขาให้เขาโต้แย้งไม่ได้ คือสอนว่าเมื่อทำความดีมันก็เป็นสวรรค์ในใจทันที แต่ถ้าทำชั่วมากๆมันก็เป็นนรกในใจทันที ถ้าสอนอย่างนี้จะไม่มีใครโต้แยงได้ ถ้าหากนรก-สวรรค์อย่างที่เป็นสถานที่มีจริง ถ้าเราทำความดี เมื่อตายไปเราก็ต้องได้รับผลดีอยู่แล้ว ถ้าทำชั่วในตอนนี้ ตายไปก็ต้องตกนรกนั้นอีก ซึ่งมันเป็นเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ถึงแม้มันจะมี เราก็ยังต้องทำดีและไม่ทำชั่วในปัจจุบันอยู่ดี จึงจะได้ขึ้นสวรรค์และไม่ไปตกนรก แต่ถึงมันจะไม่มีเราก็ได้รับอยู่แล้วในขณะที่มีชีวิตอยู่นี้
ส่วนที่จะอ้างว่าถ้าไม่สอนเรื่องนรก-สวรรค์อย่างที่เป็นสถานที่จะทำให้ผู้คนไม่ทำความดี จะทำแต่ความชั่วเพราะไม่กลัวนรกและไม่มีสวรรค์ให้ขึ้นนั้นคงไม่จริง เพราะคนที่เชื่อเรื่องนรก-สวรรค์อย่างที่เป็นสถานที่นั้นก็ยังทำความชั่วกันอยู่มากมาย ส่วนคนที่เขาไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้เขาก็ยังทำความดีกันอยู่มากมาย ถ้าไม่สอนเรื่องนี้คนที่จะเดือดร้อนก็คงเป็นพวกที่ขาดรายได้จากการให้ผู้คนที่เชื่อมาทำบุญเสียมากกว่า คนสอนความจริงนั้นอาจอดตาย หรือถูกทำร้ายได้ แต่เพื่อความจริงอาตมายอมอดตายหรือถูกทำร้าย ดีกว่าจะมา"เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่" เพื่อให้ตนเองร่ำรวบสุขสบาย
***************************************
แก้ข้อกล่าวหาเรื่องที่ ๓ เรื่องอภิธรรมปิฎกว่าแต่งขึ้นภายหลัง
เรื่องนี้อยากให้ลองสอบถามท่านผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ว่ามันจริงแท้แค่ไหน หรือจะลองอ่านดูและวิเคราะห์ดูง่ายๆก็ได้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงมานั่งจำแนกจิตออกเป็นดวงๆให้เสียเวลาตั้งมากมายทำไม?ซ้ำส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการดับทุกข์เลย
การเชื่อจากตำรานั้นหลักกาลามสูตรก็บอกอยู่แล้วว่าอย่าด่วนเชื่อจากตำรา เพราะตำรามันอาจถูกเขียนขึ้นใหม่ และบอกว่าใครพูด ใครเขียนก็ได้ ยิ่งถ้าคนเขียนโง่ ตำรานั้นก็จะมีแต่เรื่องโง่ๆทั้งนั้น ขอให้ทุกคนเป็นผู้ใหญ่รู้จักใช้ความคิดกันบ้าง อย่าเอาแต่เชื่อตะพึดโดยไม่ใช่สมองคิด เหมือนเด็กๆ
***************************************
แก้ข้อกล่าวหาเรื่องที่ ๔ เรื่องสอนว่านิพพานสูญ
น่าแปลกที่ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่เขาเชื่อว่านิพพานนั้นคือตายแล้วสูญไปเลย แต่ทางอาจารย์บางท่านกลับสอนว่านิพพานนั้นเป็นนคร หรือเมืองที่เป็นอมตะนิรันดร ที่มีแต่ความสุข ซึ่งก็มีผู้คนเชื่อถือกันอยู่แต่ไม่มากเท่าพวกแรก ซ้ำนิพพานนั้นยังอาจซื้อได้ด้วยเงินอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นวิจรณะญาณของทุกท่านว่าจะเชื่อกันอย่างไร เชื่อแล้วมีประโยชน์หรือโทษอย่างไร การที่บางคนบอกว่าไม่สนใจหรือไม่เชื่ออะไรเลยก็ยังไม่ถูกต้อง เพราะนั่นเท่ากับไม่ยอมศึกษาอะไรบ้างเลย เอาหลักเกณฑ์อะไรไม่ได้เลย ก็เลยทำให้ไม่รู้ความจริงว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วก็ลูบๆคลำๆศาสนากันไปวันๆโดยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากศาสนาอย่างแท้จริงเลย
ส่วนอาตมาไม่ได้สอนอย่างนั้นเลยทั้งสองอย่าง(เพราะไม่สอนเรื่องหลังจากตายแล้ว) อาตมาสอนให้ทำจิตให้ว่างจากกิเลสในปัจจุบันนี้ แล้วจิตก็จะสงบเย็น ซึ่งทางศาสนาเขาเรียกว่า นิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้เองว่า "ที่ใดไม่มีกิเลส ที่นั่นมีนิพพาน"ใครที่จิตไม่เคยว่างจากกิเลสบ้างเลยจึงไม่รู้จัก นิพพานจึงเป็นสภาวะที่ว่างจากกิเลส หรือความรู้สึกว่ามีตัวตนมันหายไปในขณะที่จิตกำลังนิพพาน ส่วนเรื่องที่ว่านิพพานต่อเมื่อตายไปแล้วนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่เราในปัจจุบันเลย ช่วยดับทุกข์ในปัจจุบันก็ไม่ได้ มีแต่จะให้เราเพ้อฝันถึงเท่านั้น
ส่วนเรื่องการกล่าวว่าให้ไปปฏิบัติดูแล้วจะรู้ได้เองนั้นก็จริง เมื่อรู้แล้วก็จะหายสงสัยและมีดวงตาเห็นธรรม แต่ไม่ควรตัดบทบอกให้ไปปฏิบัติโดยไม่สอนเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ก่อน ถ้าหากรู้มาผิด การปฏิบัติก็จะผิดตามไปด้วย ถ้ายังยึดติดอยู่ไม่ยอมละวางก็จะติดอยู่อย่างนั้นจนตาย เรียกว่าเสียชาติเกิด
***************************************
แก้ข้อกล่าวหาเรื่องที่ ๕ เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าไม่มีจริง
เรื่องนี้ก็เด็กเกินไป ถ้าสอนเหตุผลเด็กจะรับไม่ได้ ถ้าสอนว่าเดี๋ยวผีหลอก เด็กก็จะกลัวและไม่กล้าไปในที่มืดที่อาจมีอันตรายได้ ซึ่งก็เพียงเอาไว้หลอกให้เด็กปลอดภัยโดยพ่อแม่ไม่ต้องคอยดูแลให้ลำบากเท่านั้น แต่ว่ากลับปลูกฝังทำให้เด็กโง่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งพ่อแม่ก็ต้องโง่มาก่อนด้วย
ส่วนเรื่องเครื่องรางของขลังหรือเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นขอให้คิดดูง่ายๆว่า ถ้าทำได้จริงป่านนี้ประเทศไทยคงส่งเครื่องรางของขลังออกไปขายต่างประเทศกันจนร่ำรวยกันหมดแล้ว เพราะลงทุนน้อยนิด แต่กำไรมหาศาล หรือชาวต่างประเทศเขาคงมาแอบจดลิขสิทธิ์เอาไปผลิตขายตัดหน้าเรากันหมดแล้วอย่างที่เคยทำกับสินค้าบางอย่างของเรา
เรื่องของเรื่องก็คือ"มันทดลองให้เห็นจริงไม่ได้" มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เอาเข้าจริงมันพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย มีแต่เรื่องเล่าๆปากต่อปาก แล้วปากคนก็ยาวกว่าปากกาเสียด้วย คนเชื่อก็เชื่อโดยไร้เหตุผล แต่มันก็มีส่วนดีตรงที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่อ่อนแอได้บ้างในบางโอกาส และทำให้คนผลิตร่ำรวยไปตามๆกัน ถ้าใครต่อต้านก็ต้องถูกด่าหรืออาจถูกทำร้ายเอาได้ง่ายๆ เพราะไปขัดผลประโยชน์ของเขาโดยตรง
***************************************
หน้าต่อไป
|