คำสอนเช่นไรจึงควรเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า?

คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้น ควรเป็นคำสอนที่ทั้งทำให้เกิดปัญญาและทำให้เกิดการทำความดีพร้อมๆกันไปด้วย ไม่ใช่เกิดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คือเรียกว่าเป็นคำสอนที่สมบูรณ์แบบ เพราะทำให้เกิดทั้งความรอบรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ (หรือที่เรียกว่าปัญญา ที่หมายถึงความรอบรู้ในเรื่อการดับทุกข์ ซึ่งปัญญาสูงสุดของพระพุทธเจ้าก็ได้แก่หลักอริยสัจ ๔ ) และทำให้เกิดทั้งการเป็นคนดีอย่างถูกต้องอีกด้วย ซึ่งเราจะหาคำสอนที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้ยากยิ่งนัก ส่วนใหญ่จะมีก็แต่คำสอนเพียงด้านเดียว คือทำให้เกิดการเป็นคนดีแต่ว่าไม่ทำให้เกิดปัญญา อย่างเช่นคำสอนที่ผิดเพี้ยนที่ปลอมปนเข้าอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนาในปัจจุบัน อันได้แก่ คำสอนเรื่อง นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เรื่องเวรกกรมชนิดข้ามภพข้ามชาติ เป็นต้น

คำสอนของพุทธศาสนาที่เรามักคุ้นเคยอยู่เสมอก็คือ เรื่องการทำดีและชั่ว กับผลจากการทำความดีและชั่วนั้น ซึ่งคำสอนเรื่องการทำความดีและชั่วที่แท้จริงของพุทธศาสนานั้น จะต้องเป็นคำสอนที่ทำให้เกิดทั้งปัญญาและการทำความดีไปด้วยเสมอ โดยคำสอนเรื่องความดีนั้น ก็ต้องสอนให้คนเข้าใจว่าความดีที่แท้จริงนั้นคือการช่วยเหลือผู้อื่น, ให้อภัย, ขยัน, อดทน, ประหยัด, มีศีลอย่างน้อยศีล ๕, ละเว้นอบายมุข - สิ่งเสพติด – สิ่งฟุ่มเฟือย, ความกตัญญูต่อบิดา - มารดา - ครูอาจารย์ - สังคม - ประเทศชาติ - ธรรมชาติ เป็นต้น

โดยผลโดยตรงจากการทำความดีนั้นก็คือ ความสุขใจ อิ่มเอมใจ หรืออย่างน้อยก็ความสบายใจที่ได้ทำความดีโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ ส่วนผลโดยอ้อมจากการทำความดีนั้นยังเอาแน่ไม่ได้ อย่างเช่น การที่มีคนมายกย่องสรรเสริญหรือให้รางวัล หรือการได้วัตถุหรือชื่อเสียงเป็นผลตอบแทน เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยภายนอกที่ยังเอาแน่ไม่ได้ ดังนั้นเรื่องผลโดยอ้อมจากการทำความดีนี้จึงไม่ควรสนใจ

ส่วนความชั่วนั้นก็คือ การเอาเปรียบหรือเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยวิธีการต่างๆ, การล่วงละเมิดศีลของตนเช่นศีล ๕, การล่มหลงอยายมุข - สิ่งเสพติด – สิ่งฟุ่มเฟือย, ความเกียจคร้าน, การเนรคุณต่อผู้มีพระคุณ เป็นต้น โดยผลโดยตรงจากการทำความชั่วก็คือ ความทุกข์ใจ ร้อนใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่สบายใจที่ได้ทำความชั่วลงไป ส่วนผลโดยอ้อมจากการทำความชั่วนั้นยังเอาแน่ไม่ได้ อย่างเช่น การที่ถูกลงโทษ หรือถูกติเตียน หรือถึงความวิบัติแก่ทรัพย์สิน หรือแก่ตนเอง หรือแก่บุคคลในครอบครัว เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยภายนอกที่เอาแน่ไม่ได้ อย่างเช่น บางคนที่ได้ทำความชั่วเอาไว้แล้ว แต่ได้ปกปิดเอาไว้ จึงไม่มีใครมาลงโทษหรือติเตียน เป็นต้น ดังนั่นเรื่องผลจากการทำความชั่วโดยอ้อมนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรสนใจ

ส่วนคำสอนที่ทำให้คนโง่งมงาย หรือไม่เกิดปัญญานั้นไม่ควรเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ถึงแม้จะเป็นการสอนให้ทำความดีก็ตาม อย่างที่เราเรียกกันว่า "เอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ" นั่นเอง คือการสอนอย่างนี้เขาเอาไว้สอนคนเฉพาะที่มีปัญญาน้อย เช่น คนป่าคนดง หรือเด็กโง่ เพื่อให้ทำความดี ไม่ทำความชั่ว คือจะเป็นการสอนให้กลัวว่า ถ้าทำความชั่วมากๆแล้วตายไป จะต้องตกนรกแล้วถูกทรมานอย่างแสนสาหัสอยู่นานแสนนาน ซึ่งคนโง่ก็จะกลัวแล้วก็ไม่ทำความชั่ว ซึ่งการสอนเช่นนี้ก็มีผลดีตรงที่ ทำให้คนที่ไม่ทำความชั่วนั้น จะมีความปกติสุขและสังคมก็สงบสุข หรืออย่างเช่นการสอนเด็กว่าอย่าไปเที่ยวกลางคืนเพราะจะถูกผีหลอก ซึ่งการสอนเช่นนี้จะมีผลดีตรงที่ทำให้เด็กไม่เที่ยวกลางคืน แต่จะทำให้เด็กกลายเป็นคนโง่ที่กลัวผี ดังนั้นคำสอนเช่นนี้จึงไม่ควรเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าเพราะทำให้โง่

ส่วนการสอนว่าถ้าทำบุญ หรือทำความดีเอาไว้มากๆเมื่อตายไป ก็จะได้ขึ้นสวรรค์อยู่นานแสนนานนั้น ก็จะทำให้คนมีปัญญาน้อยอยากจะทำบุญหรือทำความดี  ซึ่งก็มีผลดีตรงที่ทำให้คนมีปัญญาน้อยอยากทำความดี แต่มีผลเสียตรงที่ทำให้คนโง่มากยิ่งขึ้น ดังนั้นคำสอนเช่นนี้จึงไม่ควรเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เพราะทำให้คนโง่

สรุปได้ว่า คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องทั้งทำให้คนมีปัญญาหรือเฉลียวฉลาดอย่างที่สุด และทำให้คนทำแต่ความดี ไม่ทำความชั่วอีกด้วย เรียกว่ามีผลดีทั้งสองอย่างคือ ทั้งดีและมีปัญญาด้วย ซึ่งปัญญานี้ย่อมจะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญที่มั่นคง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมและแม้แก่โลกได้ ส่วนคำสอนใดๆที่ถึงแม้จะสอนให้คนทำความดีได้ก็จริง แต่ว่ากลับทำให้คนโง่มากยิ่งขึ้นนั้น ไม่ควรเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เพราะยังมีความโง่อยู่ด้วย ซึ่งความโง่นี้ย่อมที่จะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ทั้งแก่ตัวเองและแก่สังคม หรือแม้แก่โลกได้

เตชปญฺโญ ภิกขุ   ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.whatami.net)

*********************