พ่อแม่มีพระคุณดุจขุนเขา

“พ่อแม่” คำๆนี้มีความหมายว่าเป็นผู้ให้กำเนิดลูก ลูกเป็นผู้ที่เกิดมาจากพ่อแม่ และเติบโตมาได้เพราะมีพ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูมา เมื่อมีพ่อแม่และลูก เราก็ต้องมาดูว่ามีคุณธรรมอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องระหว่างพ่อแม่กับลูก เพื่อที่ลูกจะได้ปฏิบัติต่อพ่อและแม่อย่างถูกต้องต่อไป
เมื่อลูกเกิดขึ้นมา สิ่งแรกที่ลูกต้องรู้ก่อนสิ่งอื่นก็คือพระคุณของพ่อแลแม่ที่ให้กำเนิดขึ้นมา เพียงเท่านี้พระคุณของพ่อแม่ก็ท่วมท้นเสียแล้ว พ่อแม่จึงเปรียบเหมือนเจ้าของชีวิตของลูก โดยพ่อแม่จะกำหนดให้ลูกเกิดหรือไม่ก็ได้ ลูกทุกคนจึงควรสำนึกพระคุณข้อนี้เป็นข้อแรก
เมื่อลูกเกิดขึ้นมาก็ได้พ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูมาโดยตลอด ตั้งแต่แม่ให้ลูกกินนมที่มาจากเลือดในอกของแม่กลั่นมาเป็นน้ำนมให้ลูกกิน เมื่อโตขึ้นพอกินอาหารได้พ่อแม่ก็จะสรรหาอาหารที่ดีที่สุดมาให้ลูกกิน แม้บางครั้งพ่อแม่จะต้องอดก็ตาม แต่พ่อแม่ก็ทำได้เพื่อลูก
เมื่อกินแล้วก็ต้องถ่าย ลูกจะถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะโดยไม่บอกกล่าว พ่อแม่จะต้องคอยเช็ด คอยล้างอุจจาระปัสสาวะของลูกอยู่เสมอทั้งกลางวันและกลางคืนโดยไม่รังเกียจ จนกว่าลูกจะโตพอที่จะไปถ่ายเองได้ ซึ่งก็ต้องใช้เวลาหลายปี เพียงเท่านี้พระคุณของพ่อแม่ก็ยิ่งทวีคุณ
อันตรายใดๆที่จะเกิดขึ้นแก่ลูก พ่อแม่จะคอยป้องกันไม่ให้เกิดแก่ลูก แม้ชีวิตพ่อแม่ก็สละได้ เพื่อให้ลูกมีชีวิตอยู่ พ่อแม่จะไม่ให้ลูกคลาดสายตาไปไกล ลูกจะอยู่ในสายตาของพ่อแม่เสมอ แม้ยามหลับลูกจะต้องอยู่ในที่ปลอดภัยเสมอ ก่อนที่พ่อแม่จะหลับ เมื่อลูกร้องไห้พ่อแม่จะตื่นขึ้นทันทีเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ลูกร้องไห้ พ่อแม่จึงไม่เคยนอนหลับสนิทเมื่อมีลูกน้อยอยู่ใกล้
เมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ก็ยังคอยดูแลลูกอยู่เสมอ พ่อแม่จะให้ทุกอย่างแก่ลูก ทั้งของเล่น ทั้งของกิน ทั้งของใช้ และความรู้เท่าที่พ่อแม่จะสามารถหาได้ เมื่อลูกโตถึงวัยที่จะมีคู่ครอง แม้สมัยนี้พ่อแม่จะเลือกคู่ครองให้แก่ลูกไม่ได้ แต่พ่อแม่ก็พยายามสอนให้ลูกรู้จักเลือกคู่ครองที่ดีเสมอ และแม้ลูกจะมีครอบครัวไปแล้วพ่อแม่ก็ยังเป็นห่วงลูกอยู่เสมอ จนกว่าชีวิตของพ่อแม่จะจากไป ซึ่งนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพระคุณพ่อและแม่ที่มีต่อลูก ที่ลูกควรรู้เพราะมันคือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดู จนกว่าลูกจะโตและดูแลตนเองได้ แม้ว่าพ่อแม่จะทำไปตามสัญชาติญาณของสิ่งที่มีชีวิตเหมือนสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายของโลกก็ตาม
เมื่อพ่อแม่มีพระคุณอย่างยิ่งเช่นนี้แล้ว ลูกควรจะตอบแทนพระคุณของพ่อแม่นั้นอย่างไร จึงจะคู่ควรหรือเหมาะสมกับพระคุณของพ่อแม่ที่มีต่อลูก? ถ้าลูกคนใดไม่ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ให้เหมาะสม ลูกคนนั้นก็เท่ากับประพฤติตัวไม่ถูกต้องหรือไม่สมดุลกับความเป็นจริงของธรรมชาติ ลูกคนนั้นก็จะหาความสุขที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้ เพราะยังติดหนี้ชีวิตพ่อแม่อยู่ ไม่ได้ใช้หนี้บุญคุณของพ่อแม่ให้หมดสิ้น คนที่เป็นหนี้ย่อมจะหาความสุขที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้ ส่วนลูกที่ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่อย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะพบกับความสุขที่แท้จริงได้ เพราะลูกได้ใช้หนี้ชีวิตทั้งหมดให้แก่พ่อและแม่แล้ว
การตอบแทนพระคุณของพ่อแม่นั้นทำได้ไม่ยากเลย ซึ่งการตอบแทนพระคุณของพ่อแม่นั้นก็สรุปอยู่ที่การทำให้พ่อแม่มีความสุข โดยอันดับแรกก็คือการชื่อฟังและทำตามคำสอนของพ่อแม่ ซึ่งเพียงเท่านี้พ่อแม่ก็มีความสุขอย่างเหลือล้นแล้ว สุขอันใดจะมากเท่ากับการที่มีลูกเป็นคนดีและเชื่อฟังพ่อแม่คงไม่มีอีกแล้ว
อันดับต่อไปก็คือการตั้งใจเล่าเรียน เพราะการเรียนคืออนาคตของชีวิต ถ้าตั้งใจเล่าเรียนก็เท่ากับจะมีอนาคตที่ดี เมื่อมีอนาคตดีตนเองก็จะเป็นสุข พ่อแม่ก็จะพลอยเป็นสุขไปด้วย อันดับต่อไปก็คือเมื่อยามที่พ่อแม่แก่เฒ่า ลูกจะต้องรับภาระหน้าที่การงานของพ่อแม่มาทำเองให้หมด เพื่อให้พ่อแม่ได้พักผ่อน พร้อมทั้งต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ให้ดีที่สุดเหมือนที่พ่อแม่เคยเลี้ยงดูเรามา
สุดท้ายเมื่อพ่อแม่ต้องจากไป ลูกก็ต้องทำบุญหรือทำความดีเพื่ออุทิศหรือบูชาพระคุณของพ่อแม่ไว้เป็นอนุสรณ์ เพื่อให้ผู้คนรุ่นหลังได้หวนคิดถึงพ่อแม่ที่มีพระคุณของตัวเอง และจะได้ประพฤติตัวเป็นคนดีของพ่อแม่ตามอย่าง อันจะทำให้สังคมมีความสงบสุขขึ้น
ลูกที่ดีไม่จำเป็นว่าจะต้องร่ำรวยหรือมีเกียรติมากกว่าพ่อแม่ ลูกที่ดีก็คือลูกที่เชื่อฟังพ่อแม่ สวรรค์ของพ่อแม่ก็คือการที่มีลูกเป็นคนดี ส่วนนรกของพ่อแม่ก็คือการมีลูกที่ชั่วหรือไม่เชื่อฟัง ความทุกข์ใดของพ่อแม่จะมากเท่ากับการที่มีลูกชั่วคงไม่มีอีกแล้ว ลูกจึงเป็นผู้ที่จะสร้างนรกหรือสวรรค์ให้กับพ่อแม่ได้ทุกเมื่อ
เมื่อลูกรักพ่อแม่ ลูกก็ต้องทำให้พ่อแม่สุขใจ สบายใจ การที่ลูกทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ก็เท่ากับแสดงให้รู้ว่าลูกไม่ได้รักพ่อแม่ ลูกอาจจะไปรักคนอื่นที่แม้จะเพียงแค่รู้จักกันไม่กี่วันก็ได้ ซึ่งนั่นนอกจากจะแสดงถึงความอกตัญญูหรือความไม่รู้จักพระคุณของพ่อแม่แล้ว ยังเป็นการเนรคุณหรือทำร้ายผู้มีพระคุณอย่างยิ่งอีกด้วย
ลูกที่เนรคุณนั้นย่อมจะหาความเจริญในชีวิตไม่ได้ เพราะความกตัญญูกตเวทีหรือการรู้คุณของผู้มีพระคุณและตอบแทนพระคุณนั้นอย่างเหมาะสมนี้ จัดเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ขาดคุณธรรมข้อนี้ ก็จะไม่สามารถมีคุณธรรมที่สูงขึ้นได้เลย และเมื่อไร้ซึ่งคุณธรรม ชีวิตก็จะตกต่ำไม่เจริญ และจะประสบแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่เสมอ
ลูกทั้งหลายที่หวังความสุขความเจริญในชีวิต จึงควรจะรู้จักและมีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณทั้งหลาย แม้ลูกจะไม่มีอะไรมาตอบแทนพ่อแม่ การเป็นคนดี เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจนั่นก็เป็นการตอบแทนพระคุณของพ่อและแม่อย่างยิ่งแล้ว ยิ่งถ้าลูกจะทำให้พ่อแม่มีความสุขทั้งกายและใจ ก็จะยิ่งเป็นการตอบแทนพระคุณของพ่อและแม่ที่สูงยิ่งขึ้น และจัดว่าเป็นลูกที่ประเสริฐที่หาได้ยากในสังคมสมัยใหม่นี้ แต่การช่วยให้พ่อแม่มี "ดวงตาเห็นธรรม" จะจัดว่าเป็นการตอบแทนพระคุณพ่อแม่อย่างสูงสุด เพราะเป็นการช่วยให้ท่านพบนิพพานอันเป็นบรมธรรม(สิ่งสูงสุด)ของมนุษย์ทุกคน.

เตชปญฺโญ ภิกขุ
อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี
(ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.whatami.net)
*********************