พระพุทธเจ้าค้นพบอะไร?

สิ่งที่ทำให้เกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาก็คือ การตรัสรู้ ซึ่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็คือ การค้นพบความจริงของธรรมชาติด้วยตัวของพระองค์เอง โดยความจริงที่ทรงค้นพบนั้น เป็นความจริงของชีวิตที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุด ซึ่งความจริงนั้นก็คือความจริงว่า “สิ่งที่เป็นตัวตนของเรานั้นคืออะไร?”

ในยุคที่พระพุทธองค์ทรงยังมีพระชนชีพอยู่นั้น เป็นยุคที่กำลังมีการค้นหาความจริงของชีวิตกันอยู่อย่างแพร่หลาย โดยยุคนั้นจะมีนักปราชญ์เกิดขึ้นมากมาย แต่สุดยอดของนักปราชญ์ของสมัยนั้นก็คือพระพุทธเจ้า เพราะยังไม่มีใครสามารถค้นพบความจริงของชีวิตได้อย่างถูกต้องที่สุด เมื่อพระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงของชีวิตได้อย่างถูกต้องที่สุด พระพุทธองค์จึงทรงจัดเป็นสุดยอดนักปราชญ์ของยุคนั้น โดยพระองค์ทรงเรียกตัวเองว่าเป็น พุทธะ ที่หมายถึง ผู้รู้ (รู้แจ้งชีวิต), ผู้ตื่น (หายโง่), ผู้เบิกบาน (ไม่มีทุกข์) แต่ถ้าเป็นยุคนี้ก็เรียกว่าเป็น “สุดยอดอัจฉริยะ” ที่หมายถึงผู้มีสติปัญญาสูงสุด

อะไรคือสิ่งที่บ่งบอกว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นสุดยอดนักปราชญ์? คือการค้นหาความจริงของชีวิตของผู้คนในยุคนั้น เป็นการค้นหาความจริงเพื่อให้ได้รู้จักวิธีการดับทุกข์ของชีวิต (คือทุกข์เพราะความแก่, เจ็บ, ตาย, พลัดพรากจากสิ่งที่รัก, ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก, ผิดหวัง) ถ้าใครค้นพบความจริงของชีวิต ก็จะพบวิธีการดับทุกข์ของชีวิต และสามารถดับทุกข์ของชีวิตได้อย่างถาวร (นิพพาน – ความดับสนิทแห่งทุกข์) แต่ก็ยังไม่มีใครค้นพบความจริงนี้ จนกระทั่งพระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบความจริงของชีวิต และสามารถดับทุกข์ของชีวิตได้อย่างถาวร จึงทำให้พระพุทธองค์ทรงจัดเป็นสุดยอดนักปราชญ์ของยุคนั้นและแม้ในยุคปัจจุบัน

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงว่าอย่างไร? คือในยุคนั้นผู้คนส่วนมากจะมีความเชื่อตามหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) ที่มีอยู่ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ขึ้นมากันว่า “จิตหรือวิญญาณของคนเรานี้เป็น อัตตา ที่หมายถึง ตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร” (หรือเป็นอมตะ คือไม่ตาย แต่จะยังคงมีอยู่ไปชั่วนิรันดร) ซึ่งยุคนั้นเรียกว่าเป็นยุค “อุปนิสัตว์” คือเขาจะเชื่อกันว่า เมื่อร่างกายตายไปแล้ว แต่จิตใจหรือวิญญาณจะยังไม่ตาย จิตใจจะสามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้อย่างมีที่สิ้นสุด ซึ่งจากความเชื่อนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่ออื่นๆอีกมากมายตามมา เพื่อมารองรับจิตใจเมื่อตายไปแล้ว (ที่เรียกว่าการเวียนว่ายตายเกิด) อย่างเช่น ความเชื่อเรื่องนรกใต้ดิน, สวรรค์บนฟ้า, ผี, เทวดา, นางฟ้า, พระอินทร์, พระพรหม, ยมบาล, เรื่องชาติก่อน, ชาติหน้า, เรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน, รวมทั้งเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์, หรือสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติทั้งหลาย เป็นต้น

เมื่อผู้คนในยุคนั้นยึดถือในความเชื่อว่า จิตใจเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรของชีวิตเราทุกคน และเมื่อมีการค้นหาความจริงเพื่อมาดับทุกข์ของชีวิต ดังนั้นการค้นหาความจริงของผู้คนในยุคนั้น จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่ามีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร จึงทำให้เกิดมีการปฏิบัติเพื่อให้ตัวตนของเรานี้บริสุทธิ์จากกิเลส (โลภ โกรธ หลง) เพราะเชื่อว่าเมื่อตัวตนของเราบริสุทธิ์จากกิเลสแล้ว ก็จะไม่มีทุกข์ (หรือนิพพาน) อย่างเช่น การทรมานร่างกาย การฝึกสมาธิเพื่อข่มกิเลส หรือการบูชาเทพเจ้า เป็นต้น ซึ่งแม้จะมีการค้นหาความจริงเพื่อดับทุกข์ด้วยวิธีเหล่านี้กันมาอย่างมากมายและนานสักเท่าใดก็ตาม ก็หาได้มีใครค้นพบวิธีการดับทุกข์ที่ถูกต้องหรือแท้จริงได้เลย

แม้พระพุทธเจ้าเองก็ตาม เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงออกบวชและเริ่มค้นหาความจริงเพื่อดับทุกข์ ก็ได้ทรงเคยทดลองปฏิบัติตามความเชื่อของนักปราชญ์ชื่อดังของยุคนั้นมาแล้วทั้งสิ้น อันได้แก่ การฝึกสมาธิขั้นสูง และการทรมานร่างกายอย่างแสนสาหัส แต่ก็ยังไม่ค้นพบวิธีการดับทุกข์ที่ถูกต้อง จึงทำให้พระพุทธองค์ทรงละเลิกแล้วหันมาค้นหาวิธีการใหม่ โดยทรงเปลี่ยนมาใช้การค้นหา ด้วยการใช้เหตุผลมาศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โดยจะไม่เชื่อจากใครๆ และไม่เชื่อแม้จากสามัญสำนึกของพระองค์เอง จนทำให้ทรงค้นพบความจริงว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่จะเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร (อัตตา) ตามที่ผู้คนในยุคนั้นเชื่อว่ามีอยู่จริงนั้น หาได้มีอยู่จริงไม่

คือผู้คนในยุคนั้นจะเชื่อกันว่า จิตใจของเราทุกคนนี้เป็นอัตตา ที่จะสามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่พระพุทธองค์กลับทรงค้นพบว่า จิตใจของเราทุกคนนี้ไม่ใช่อัตตา (เรียกว่า อนัตตา ที่หมายถึง ไม่ใช่อัตตา หรือไม่มีอัตตา) และเมื่อพระพุทธองค์ทรงค้นพบความจริงนี้ขึ้นมาแล้ว จึงทำให้ทรงค้นพบวิธีการดับทุกข์อย่างถาวรขึ้นมา แล้วก็ได้ทรงปฏิบัติตามวิธีการนั้นจนสามารถดับทุกข์ของพระองค์เองจนได้ผล และก็ได้นำวิธีการนั้นมาสั่งสอนผู้คนในยุคนั้น จนเกิดเป็นลัทธิใหม่ขึ้นมา ซึ่งนี่ก็เท่ากับเป็นการปฏิวัติความเชื่อของผู้คนในยุคนั้นอย่างมาก จึงทำให้การเผยแพร่คำสอนของพระพุทธองค์นั้น ต้องต่อสู้กับความเชื่อของผู้คนในยุคนั้นเป็นอย่างมาก คือผู้คนส่วนมากเขาเชื่อว่าจิตใจเป็นอัตตา แต่พระพุทธองค์ทรงคัดค้านว่าไม่มีสิ่งใดเป็นอัตตา ซึ่งเมื่อมีการโต้วาทะกันขึ้นระหว่างพระพุทธเจ้ากับเจ้าลัทธิอื่นๆในเรื่องนี้ เจ้าลัทธิเหล่านั้นก็ต้องพ่ายแพ้พระพุทธเจ้าไปหมด เพราะพ่ายแพ้เหตุผลและความจริงที่มีอยู่จริง

วิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ค้นหาความจริงของชีวิต จนทำให้ค้นพบ (ตรัสรู้) หลักอนัตตานี้ขึ้นมา ก็คือวิธีการที่ยุคนี้เรียกกันว่า “วิทยาศาสตร์” นั่นเอง คือวิทยาศาสตร์จะเป็นวิธีการค้นหาความจริงของธรรมชาติ ด้วยการใช้เหตุใช้ผล และศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง รวมทั้งจะเชื่อจากสิ่งที่ได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น แต่วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมักจะค้นหาความจริงที่เกี่ยวกับวัตถุเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้วัตถุในปัจจุบันเจริญก้าวหน้าอย่างยิ่ง แต่พระพุทธเจ้าจะใช้หลักวิทยาศาสตร์ค้นหาความจริงที่เกี่ยวกับเรื่องทางจิตใจ (คือเรื่องการดับทุกข์) จึงได้ทำให้ค้นพบหลักอนัตตาและวิธีการดับทุกข์ (อริยสัจ ๔) อันเป็นความรู้สูงสุดขึ้นมา แต่ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ขึ้นมาก็ตาม ก็หาได้มีผู้คนในยุคนั้นเกิดความเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์ตามพระพุทธเจ้าทั้งหมดหรือแม้อย่างมากมายไม่ เพราะผู้คนในยุคนั้นยังไม่รู้จักหลักวิทยาศาสตร์ เขารู้จักแต่หลักไสยศาสตร์ (ไสยศาสตร์ คือวิชาหลักของคนหลับ หรือคนที่ยังไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งหลักของไสยศาสตร์นั้น จะสอนให้เชื่อมั่นเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีเหตุผล และห้ามถาม ห้ามสงสัย) ที่เชื่อว่ามีสิ่งลึกลับที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ อย่างเช่น เรื่องจิตเป็นอัตตา, รวมทั้งเรื่องนรกใต้ดิน, สวรรค์บนฟ้า, ผี, เทวดา, นางฟ้า, รวมทั้งเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ทั้งหลายด้วย เป็นต้น ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบอะไร? หลักวิทยาศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ จนทำให้ทรงค้นพบความจริงเรื่องอนัตตาได้นั้นก็คือ ทรงค้นพบกุญแจสำหรับไขปริศนาของธรรมชาติทั้งหลายได้ คือทรงค้นพบกฎสูงสุดของธรรมชาติ ที่ครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและแม้ในจักรวาลเอาไว้ ซึ่งกฎนั้นก็คือกฎง่ายๆที่เราทุกคนก็รู้ๆกันอยู่และยอมรับกันอยู่แล้ว คือกฎที่บังคับทุกสิ่งทุกอย่างอาไว้ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา จะต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น” ซึ่งกฎนี้เรียกเป็นภาษาบาลีว่า อิทัปปัจจยตา ที่แปลว่า ความที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้นมา กฎนี้จะบอกความลับกับเราว่า “ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นวัตถุ ร่างกาย และจิตใจ ล้วนไม่ได้มีตัวตนที่แท้จริงเป็นของตัวเองเลย เพระมันต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาปรุงแต่งหรือสร้างตัวของมันขึ้นมาทั้งสิ้น” ดังนั้น วัตถุทั้งหลาย ร่างกายทั้งหลาย และแม้จิตใจทั้งหลาย จึงไม่มีตัวตนที่แท้จริง หรือไม่เป็นอัตตาตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งตัวตนที่เกิดขึ้นมานี้ ก็เท่ากับเป็นตัวตนชั่วคราว (ไม่เที่ยงแท้ถาวร) หรือเป็นตัวตนมายา (ของหลวงลวงว่ามีอยู่จริง) เท่านั้น และเมื่อเราเข้าใจแล้วว่า ไม่มีจิตใจที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงแล้ว จึงเท่ากับว่าจะหาจิตใจที่จะออกจากร่างกายที่ตายไปแล้วไปเกิดใหม่ได้ไม่มี เพราะจิตใจก็ต้องอาศัยร่างกายและความทรงจำมากสมองเพื่อปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมา ดังนั้นความเชื่อเรื่องนรกใต้ดิน, สวรรค์บนฟ้า, ผี, เทวดา, นางฟ้า, และเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน, รวมทั้งเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์, หรือสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติทั้งหลาย เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้เลย

จากกฎอิทัปปัจจยตานี้เอง ที่เป็นเสมือนกุญแจไขปริศนาของธรรมชาติ จนทำให้พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงของชีวิตขึ้นมา จนปฏิวัติความเชื่อของผู้คนในยุคนั้น และทำให้ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ในยุคนั้นคนที่จะมีสติปัญญาสูงพอที่จะเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์ได้นั้นมีน้อย ดังนั้นผู้ที่จะเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆนั้นจึงมีน้อย และเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้วไม่นาน (ประมาณ ๘๐๐ ปี) หลักคำสอนเรื่องอนัตตาและกฎอิทัปปัจจยตาของพระพุทธองค์ก็ได้เลอะเลือนไป และต่อมาก็ได้ถูกครอบงำจากศาสนาพราหมณ์ จนกลายมาเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์แต่ชื่อพุทธอย่างเช่นในปัจจุบัน จึงขอฝากให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายได้ช่วยกันศึกษากฎอิทัปปัจจยตานี้ให้เข้าใจ เพื่อที่จะได้กอบกู้คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าให้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้ากันต่อไป

เตชปญฺโญ ภิกขุ. ๒๖ พ.ค. ๒๕๔๘
อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี
(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.whatami.net)