พระสูตรที่สำคัญจากพระไตรปิฎก

******************************************
******************************************

ภาษาคน-ภาษาธรรม

การที่จะอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องนั้น เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้ให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าเรายังไม่เข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้อย่างถูกต้อง ถึงเราจะอ่านพระไตรปิฎกมาอย่างมากมายสักเท่าใดก็ตาม เราก็จะไม่เกิดความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์ที่อยู่ในพระไตรปิฎกได้ ซ้ำจะยิ่งทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นได้ เพราะยิ่งอ่านก็จะยิ่งพบความขัดแย้งของคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะอ่านพระไตรปิฎกได้อย่างเข้าใจ

โดยพระพุทธเจ้านั้นจะมีวิธีการตรัสสอนผู้คนอยู่ ๒ ลักษณะ  คือ

๑. ธัมมาธิษฐาน      คือสอนโดยแสดงตัวธรรมะล้วนๆ

๒. ปุคคลาธิษฐาน    คือสอนโดยยกตัวตนบุคคลมาเป็นธรรมะ

ธัมมาธิษฐานนั้นเป็นการสอนปรมัตถธรรมแก่บุคคลที่พอจะเข้าใจธรรมะแล้ว ให้เข้าใจธรรมะยิ่งขึ้น เช่น สอนเรื่องธาตุ  ขันธ์  อายตนะ  และอริยสัจ    เป็นต้น  ซึ่งเราจะเรียกว่า ภาษาธรรม เพราะเป็นการแสดงแต่เนื้อหาธรรมะที่ลึกซึ้งล้วนๆ

ส่วนการสอนศีลธรรมแก่บุคคลที่ยังไม่รู้ธรรมะนั้น พระพุทธองค์จะสอนอย่างปุคคลาธิษฐาน   คือเอาตัวธรรมะมาสมมติว่าเป็นบุคคลหรือสถานที่ต่างๆ แล้วแต่งให้เป็นเรื่องราวโดยให้มีหลักธรรมะอยู่ด้วย ซึ่งเราจะเรียกว่า ภาษาคน เพราะสอนเหมือนศาสนาพราหมณ์ที่สอนว่ามีตัวตนบุคคลเหล่านั้นอยู่จริง  ซึ่งภาษาคนที่ทรงใช้บ่อยๆก็ได้แก่คำตัวอย่างต่อไปนี้

โลก    หมายถึง     ความทุกข์ หรือสิ่งที่เรายึดถือกันอยู่

ชาติ    หมายถึง     การเกิดทางจิตใจ

ตาย-เกิด   หมายถึง  การที่จิตเปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งแล้วมาเป็นอีกสภาวะหนึ่ง

สวรรค์   หมายถึง  สภาวะจิตที่มีแต่ความสุขใจอิ่มใจ

นรก     หมายถึง     สภาวะจิตที่เร่าร้อนอย่างยิ่ง

พรหมโลก  หมายถึง   สภาวะจิตที่มีสมาธิ

เทวดา     หมายถึง   จิตที่กำลังมีความสุขใจ อิ่มใจ

นางฟ้า  หมายถึง   ความสุขใจ - อิ่มใจชนิดต่างๆ

มนุษย์   หมายถึง  จิตที่เบื่อๆอยากๆเพราะมีทั้งความสุขใจและความทุกข์กายปนกันอยู่

อบายภูมิ   หมายถึง   ระดับจิตที่ไม่มีความเจริญ ไม่มีความสุขใจ

สัตว์เดรัจฉาน   หมายถึง   จิตที่กำลังโง่อย่างไม่สมควรจะโง่

อสุรกาย (ผี)    หมายถึง   จิตที่กำลังขลาดกลัวหรือไม่กล้าหาญ

เปรต     หมายถึง    จิตที่กำลังหิวหรืออยากอยู่ด้วยกิเลส

สัตว์นรก   หมายถึง   จิตที่กำลังเร่าร้อนทรมาน (ร้อนใจ ทุกข์ใจมาก)

สัตว์     หมายถึง    จิตที่ยังข้องติดอยู่ในโลก (ในกามคุณ ๕)

ยมบาล    หมายถึง  กฎอันเฉียบขาดของธรรมชาติ

มาร     หมายถึง    สภาวะต่ำที่มาทำลายล้างสภาวะที่ดีให้หายไป

วัฏฏะสงสาร  หมายถึง    จิตที่วนเวียนอยู่ในกิเลส-กรรม-วิบาก

นิพพาน   หมายถึง     จิตที่สงบเย็น      เป็นต้น

เมื่อเราพบกับคำสอนในระดับศีลธรรมบางเรื่อง ที่มีอยู่มากมายในพระไตรปิฎก  ที่ดูแล้วเหมือนกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เราก็ควรจะแยกความหมายเหล่านั้นให้เป็นของพุทธเสียก่อน มิฉะนั้นเราอาจจะเข้าใจผิด คือคิดว่าพุทธก็สอนเหมือนกับพราหมณ์ (แต่บางเรื่องก็เป็นของพราหมณ์แท้ๆที่เราควรแยกออกไปเสียเพราะแปลความหมายเป็นพุทธไม่ได้)  เช่น ถ้าพบการสอนว่า มนุษย์ที่สร้างความดีตายแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์  ก็หมายถึง เมื่อเราทำความดีเสร็จ เราก็จะเกิดความสุขใจอิ่มใจขึ้นมาทันที  หรือมนุษย์ที่ทำชั่วมากๆตายไปจะตกนรก  ก็หมายถึงเมื่อเราทำความชั่วมากๆ เมื่อทำเสร็จเราก็จะเกิดความร้อนใจอย่างยิ่งขึ้นมาทันที  เป็นต้น คือสรุปง่ายๆว่า คำสอนของพุทธนั้นจะอยู่ในจิตของตัวเราเองทั้งสิ้น คือเป็นสิ่งที่เราจะสามารถรู้สึกได้จริงในปัจจุบัน โดยไม่ต้องใช้การจินตนาการหรือคิดเพ้อฝันอย่างของพราหมณ์

******************************************