ถาม-ตอบ
(๖๗) ชื่อ -
อีเมล์ -
คำถาม-
คำตอบ-
(๖๖) ชื่อ -
อีเมล์ -
คำถาม-
คำตอบ-
(๖๕) ชื่อ - uk
อีเมล์ -
คำถาม- ถ้านิพพาน คือ การดับโดยไม่เกิด ซึ่งเปรียบได้เสมือนตายหายไปแล้วจากการเกิดและดับของจิต และ ถ้าการเกิดและตายในชีวิตเรานี้เปรียบเสมือนการเดินทางไปยังนิพพาน ผมมีข้อสงสัยว่า แล้วอะไรล่ะ คือการเกิดที่แท้จริงของจิต เริ่มแรกจิตเกิดได้อย่างไรและอะไรเป็นสาเหตุของการเกิดจิต
ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ สำหรับคำตอบ
ป.ล. ผมเคยได้ฟังคำตอบมาบ้างว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และไม่เกิดประโยชน์ต่อการถึงนิพพาน แต่ผมสงสัยว่า ตามพระพุทธศาสนาได้บอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ทุกสิ่ง แต่ผมไม่ทราบว่าเรื่องการเกิดที่แท้ของจิตท่านจะทราบหรือไม่ แต่ถ้าทราบทำไมท่านถึงไม่บอกกับพุทธศาสนิกชน และถ้าพระพทุธเจ้าทราบ แสดงว่าการเป็นอรหันต์ก็น่าจะทราบในเรื่องนี้ด้วยใช่หรือไม่ครับ และถ้าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริงแต่ถ้ามีผู้รู้ตอบได้ว่า ถ้าได้เข้าถึงการเป็นอรหันต์แล้วจะทราบเอง ผมจะได้เข้าใจครับ เพราะผมก็เข้าใจเหมือนกันว่าบางเรื่องไม่สามารถที่จะอธิบายได้ ถ้าไม่ได้รับรู้ด้วยตัวเอง ขอบคุณครับ
คำตอบ-นิพพาน หมายถึง ความดับลงของความทุกข์ ไม่ได้หมายถึงการดับโดยไม่เกิดอย่างที่คุณเข้าใจ แต่เรื่องว่าตายแล้วไปไหนนั้น เป็นเรื่องที่จะเข้าใจได้ภายหลังเมื่อศึกษาชีวิตของเราจนเข้าใจแล้วตามหลักวิทยาศาสตร์ (โดยการศึกษาจากหนังสือฉันคืออะไร?) ถ้าเราเข้าใจความหมายของคำว่า อนัตตา ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วอย่างแท้จริง ปัญหาเหล่านี้ก้จะหมดสิ้นไปได้เอง
จิต นั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากร่างกายเท่านั้น เมื่อมีร่างกายที่ยังไม่ตาย ก็จะมีจิตเสมอ (ศึกษาจากหนังสือ ฉันคืออะไร? ก้จะเข้าใจ) บางทีการบอกเรื่องที่ยากเกินไปนั้นก็ไม่ควร เพราะผู้ฟังไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตอบ แต่พุทธศาสนาในปัจจุบันได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปเสียแล้วในปัจจุบัน เราจึงไม่ทราบข้อความที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าทรงสอนได้ แต่เราสามารถที่จะค้นคว้าด้วยตัวเองจนทราบความจริงเหล่านี้ได้ด้วยตัวของเราเอง (ตรัสรู้ตาม) โดยอาศัยหลักที่พระพุทธเจ้าทรงวางเอาไว้ (ก็ศึกษาจากหนังสือฉันคืออะไรอีกนั่นเอง)
ขออธิบายอีกนิด เปรียบเทียบง่ายๆว่า มนุษย์เราก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ก็เหมือนร่างกาย ซอฟแวร์ก็เหมือนข้อมูลและโปรแกรม ระบบการทำงานของเครื่องก็เหมือนจิต จิตไม่ได้มีตัวตนอย่างที่เราเข้าใจ มันเป็นเพียงระบบการทำงานของร่างกายกับสมองเท่านั้น เมื่อมีร่างกายนที่ยังไม่ตายและมีความทรงจำจากสมอง ก็ปรุงแต่งให้จิตเกิดขึ้นมา เหมือนจุดไฟที่เทียนแล้วแสงเทียนก็เกิดขึ้น พยายามศึกษาจิตจากความจริง อย่าติดตำราหรือความเชืท่อใดๆ มิฉะนนั้นจะทำให้เราเข้าใจไขว้เขวได้ การศึกษาพุทธศาสนามีหลักการที่แน่ชัด เราต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวของเราเองเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วสำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายๆสำหรับเขา แต่ไม่มีใครชี้แนะเขาเท่านั้น เราสามารถเข้าใจได้ด้วยการคิดอย่างตั้งใจ(สมาธิ) แต่ถ้าเรามัวแต่ไปคิดตามตำราหรือตามคนอื่น เราจะไม่มีทางเข้าใจได้เลย
เราต้องกล้าหาญที่จะเดินไปตามเหตุผลและความจริง โดยไม่กลัวใครจะว่าเราบ้าหรือโง่ แล้วเราก็จะพบความจริง แต่ถ้าเรากลัวคนอื่นว่า เราก็จะไม่พบความจริง
(๖๔) ชื่อ -เจียรนัย
อีเมล์ -
คำถาม-ดิฉันเข้าใจว่าความคิดที่ดีหรือไม่ดีก็ตามคือจิต
ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือไม่ และสิ่งที่ใช้ดูจิตคืออะไร เพราะได้ยินหลายแบบมากเช่น
ใช้ใจดูจิต ใช้จิตดูจิต ใช้ตาใจดูจิต ใช้วิญญาณดูจิต
คำตอบ-(๑๘ มี.ค.๕๐)ถูกต้อง ความดีและความชั่วก็เกิดมาจากจิต เกิดมาจากการคิดด้วยเจตนา หรือด้วยกิเลส ถ้าเป็นฝ่ายดีก็เรียกว่าคิดดี หรือเป็นความดี ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็เรียกว่าคิดชั่วหรือเป็นความชั่ว
ในการปฏิบัติก็ต้องใช้จิตนั่นเองเป็นตัวดู แต่เป็นจิตที่มีปัญญาหรือความรอบรู้อย่างถูกต้อง เมื่อขณะดูก็ต้องใช้สติ คือระลึกรู้ว่าขณะนี้จิตกำลังเกิดเจตนาดีหรือชั่ว เมื่อรู้ตัวอยู่ด้วยปัญญาก็เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ ส่วนที่ได้ยินมาว่าใช้ใจดูนั้นคงความหมายเดียวกัน ส่วนที่ว่าใช้ตาดูนั้นคงเข้าใจผิด เพราะตาคงดูไม่เห็น
(๖๓) ชื่อ -
อีเมล์ - meditation
xxx@hotmail.com
คำถาม- การเกิดมาเป็นเพศที่ 3
ส่วนมากทำกรรมอะไรไว้และสามารถแก้กรรมได้โดยวิธีไหน ขอขอบคุณอย่างสูง
คำตอบ-ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเรื่องกรรมในพุทธศาสนาเสียก่อน คำว่ากรรมในพุทธศาสนาหมายถึงการกระทำทางกายบ้าง วาจาบ้าง ทางใจบ้าง ที่มีกิเลสเป็นต้นตอ ถ้าทำดีก็เรียกว่ากรรมดี และมีผลเป็นความสุขใจอิ่มใจ ถ้าทำชั่วก็เรีกยว่ากรรมชั่ว ที่มีผลเป็นความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ
ซึ่งก็เป็นเรื่องจิตใต้สำนึกของเรานี่เอง ส่วนเรื่องกรรมจากชาติปางก่อนอย่างที่เราเคยเชื่อกันมานมนานแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องกรรมของพุทธศาสนาที่แท้จริง แต่เป็นของศาสนาพราหมณ์ ที่ผสมปนเปเข้ามาอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จนทำให้ชาวพุทธเราเกิดความเข้าใจผิดกันอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็เลยทำให้เกิดคำถามเช่นนี้ขึ้นมา
ดังนั้นเรื่องว่าเกิดมาเป็นเพศที่ 3 เพราะทำกรรมอะไรไว้นั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ส่วนจะแก้อย่างไรก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ใช่หลักของพุทธศาสนาที่แท้จริง ซึ่งพุทธศาสนาที่แท้จริงจะไม่สอนเรื่องเหล่านี้
แต่ในหลักพุทธศาสนานั้นจะสอนว่า ทุกสิ่งย่อมเกิดมาจากเหตุ ซึ่งเหตุนั้นก็ให้ดูจากชีวิตจริงใจปัจจุบัน คืออาจจะมาจากการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเด็กก็ได้ หรืออาจจะมาจากยินส์ตามที่นักวิทยาศาสตร์เขาว่าไว้ก็แล้วแต่ คือสรุปว่าอาจจะมาจากเหตุภายนอก(คือการอบรมเลี้ยงดู หรือการคบเพื่อนก็๋ได้)หรือมาจากเหตุภายใน(คือยีนส์)ก็ได้
หรือจะจากทั้งสองก็ได้ ส่วนการแก้นั้นพุทธศาสนาก็สอนว่าต้องแก้ที่เหตุ ซึ่งเรื่องนี้เหตุเก่าทั้งหลายนั้นมันก็ได้ผ่านไปหมดสิ้นแล้ว จะยังเหลืออยู่ก็แต่เหตุในปัจจุบัน คือนิสัยที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้ที่เป็นเช่นนั้น
คือเขามีนิสัยที่ได้สั่งสมมาเช่นนั้นนมนานมาแล้ว ซึ่งการแก้นั้นเราก็รู้อยู่ ว่ามันยาก คือต้องเปลี่ยนนิสัยใหม่ (หรือเปลี่ยนสันดาน)ที่ผู้เป็นต้องอาศัยความพอใจที่จะเปลี่ยนเป็นอันดับแรก ส่วนวิธีการเปลี่ยนนั้นก็ต้องมีสติระวังอย่าให้นิสัยเก่าเกิดขึ้นมา รวมทั้งต้องฝึกให้เกิดนิสัยใหม่อยู่เสมออีกด้วย ซึ่งก็จะต้องใช้ทั้งเวลาและความอดทนสูงมาก
ซึ่งก็คงยากที่จะมีใครคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองถ้าไม่มองเห็นโทษของมันอย่างลึกซึ้ง การที่คนอื่นจะไปบังคับให้เขาเปลี่ยนนั้นคงยากมาก หรือทำไม่ได้เลย
ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว จะสอนเรื่องการดับทุกข์ ดังนั้นเรื่องว่าจะเป็นเพศอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความสำคัญจะอยู่ที่ว่า เมื่อเป็นอะไรแล้วทำให้ชีวิตเป็นทุกข์หรือเปล่า?(คือทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม และทั้งในปัจจุบันและในอนาคต) และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือเปล่า?(ในด้านต่างๆ)
ถ้าเราเป็นอะไรแล้วทำให้เป็นทุกข์และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ก็จัดว่าผิด ควรที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างยิ่ง แต่ถ้าเป็นแล้วไม่เป็นทุกข์ และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ก็ไม่จัดว่าผิด ควรเรียกว่าถูก และไม่จำเป็นที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไร
แต่ปัญหามันอาจจะอยู่ที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองที่อยากจะให้ลูกหลานหรือคนในปกครองของตนเองเองเปลี่ยน ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องดูที่ตัวเรา ว่าเราอยากให้เขาเปลี่ยนแล้วมันจะทำได้หรือไม่? หรือดีขึ้นหรือไม่? และที่สำคัญเราเป็นทุกข์กับเรื่องนี้หรือเปล่า? ถ้าเราเป็นทุกข์ มันก็ผิดที่ตัวเรา (คือเรามันโง่เอง) แต่ถ้าไม่เป็นทุกข์ ก็ไม่ผิด ไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนหรือไม่ก็ตาม
ต้องขออภัยที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้แก่ผู้ที่ถามมา ที่จริงเรื่องนี้หรือแม้เรื่องอื่นๆมันก็มีคำตอบอยู่แล้วในตัวของมันเอง แต่เรามันโง่เองที่ไม่มองให้เห็นเหตุที่มีอยู่จริงๆในปัจจุบันที่ใครๆก็มองเห็นได้ แต่เราถูกความเชื่อจากเรื่องศาสนาที่ผิดเพี้ยน เช่นเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน หรือจากเรื่องดวงชะตาราศรี เรื่องโหราศาสตร์
เรื่องผีสางเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรต่างๆที่ลึกลับเหล่านี้มาทำให้มองข้ามความจริงที่มีอยู่จริง จนเราหลงทางและมืดบอดหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้อยู่ทุกวันนี้ จึงอยากจะให้ทุกคนลืมดาดูความจริงที่มีอยู่จริงตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะพบกับความจริงที่อยู่ใกล้ตัวของเราอย่างยิ่ง อย่าเอาแต่หลับตานึกเดาเอาตามความเชื่อจากคนอื่น หรือแม้จากตำรา ซึ่งก็มีแต่จะทำให้เราโง่มากยิ่งขึ้น และมีทุกข์มากขึ้น
(๖๒) ชื่อ -terry
อีเมล์ -
คำถาม- หลักศาสนาพุทธ การทำปาณาติบาต ถือว่าเป็นการผิด ศีล อันสำคัญข้อหนึ่ง
แล้วการทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ ถือเป็นการผิดด้วยหรือไม่เพราะอะไร ทั้งที่รู้
ๆ อยู่ว่าเป็นต้นเหตุของการฆ่า และทรมาร
คำตอบ-การกินอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์นั้น ไม่ถือว่าผิดศีลข้อปาณาติบาต เพราะผู้กินไม่มีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์นั้น แต่มันมีความผิดเรื่องอื่นมาแทน คือเรื่องการกินด้วยความติดใจหลงใหลในอาหารทั้งเนื้อสัตว์และไม่ใช่เนื้อสัตว์(ถ้าคนจิตละเอียดก็จะรู้ว่าแม้พืชก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน)ก็ตาม ซึ่งความติดใจนี้เองที่มีโทษ โดยโทษอย่างแรกก็คือความยากลำบากในการแสวงหาอาหารที่เอร็ดอร่อยมากิน เมื่อติดใจมากก็ต้องมีความเหนื่อยยากมากขึ้นในการแสวงหาทรัพย์ ซึ่งอาจจะต้องแย่งชิงกับผู้อื่นและอาจจะส่งผลทำให้เกิดการทำความชั่วอื่นๆที่ผิดศีลหรือผิดกฎหมายตามมาได้ ซึ่งก็ย่อมที่จะทำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนตามมาได้มากมาย
โทษข้อต่อมานั้นเป็นโทษเฉพาะการกินเนื้อสัตว์คือจากอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์นั้นจะมีพิษ เมื่อกินเข้าไปมากๆก็ย่อมที่จะมีโทษต่อร่างกายในภายหลังได้ คือทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ หรืออ้วนได้ง่าย โทษข้อต่อไปก็คือเมื่อติดใจในรสอาหารก็ย่อมที่จะไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ เพราะยังมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอยู่ แล้วตัวเองก็ต้องทุกข์ทรมานอย่างยิ่งเมื่อใกล้ถึงเวลาตาย แล้วรู้ตัวว่าจะต้องตาย หรือรู้ตัวว่าต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรักไปอย่างไม่มีทางหวลกลับ
โทษข้อต่อไปก็คือการติดใจในรสชาติของอาหารนั้น ย่อมเป็นเหตุให้เกิดกิเลสอื่นๆตามมาอีก คือเกิดความโลภอยากกินอาหารชนิดอื่นมากขึ้น หรืออยากได้โน่น อยากได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดการเบียนเบียนทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นหรือธรรมชาติตามมาอีก เมื่อไม่ได้ก็โกรธ หรือทำร้ายผู้อื่น รวมทั้งทำให้เป็นคนใจดำ เห็นแก่ตัว ขาดเมตตา เพราะรู้อยู่ว่าการที่จะได้อาหารมานั้นจะต้องฆ่าสัตว์หรือฆ่าพืชนั้นให้ตายก่อน และเมื่อยิ่งกินก็จะยิ่งเพิ่มความโง่เขลาเพราะไม่รู้ว่าแท้จริงมันไม่มีอาหารนั้นจริง มันเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งกิเลสนี้เมื่อสั่งสมในผู้ใดๆมากๆ ผู้นั้นย่อมที่จะมีทุกข์มากขึ้นในชีวิตและไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้
ดังนั้นแม้ตนเองจะไม่ได้ฆ่าพืชฆ่าสัตว์นั้นเองก็ตาม แต่ถ้าผู้กินก็ลุ่มหลงในรสชาติของอาหารที่กินก็ย่อมที่จะมีโทษตามมามากมายดังที่ได้บรรยายไปแล้ว คือต้องรับโทษโดยอ้อมโดยคนกินก็อาจไม่รู้ตัว แต่ถ้าผู้ใดแม้ว่าจำเป็นที่จะต้องกินอาหาร(อย่างเช่นพระที่ขออาหารจากชาวบ้านมาฉัน)ก็กินโดยพิจารณาว่าเหมือนกับว่าได้กินเนื้อบุตรสุดที่รักด้วยความจำเป็น ดังนั้นจึงไม่กินด้วยความลุ่มหลงในรสอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดใดก็ตาม ลองคิดดูว่าผู้ที่พิจารณาเช่นนี้จะกินอาหารอย่างลุ่มหลงมากมาย หรืออย่างระมัดระวังไม่ให้ลุ่มหลง เมื่อไม่ติดในรสอาหาร ก็จะทำให้ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนลดลง แล้วความทุกข์อื่นๆก็จะลดลงด้วย
สำหรับพระสงฆ์แล้วพระพุทธองค์จะสอนให้พิจารณาว่าอาหารทั้งหลายเป็นเพียงธาตุ ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่สัตว์ตัวตนใดๆ เมื่อกินเข้าไปแล้วก็จะขับถ่ายออกมาเป็นของเน่าเสีย สกปรกน่ารังเกียจ ดังนั้นจึงไม่ควรกินเพื่อความเอร็ดอร่อย มัวเมา ลุ่มหลง หรือเพื่อประดับ ตกแต่ง แต่กินเพื่ออนุเคราะห์ร่างกายให้คงอยู่ เพื่อบรรเทาความทุกข์จากความหิว เพื่อให้มีชีวิตอยู่จะได้สร้างประโยชน์ต่อโลก และเพื่อจะได้ปฏิบัติให้พ้นทุกข์ต่อไป ถ้าพระสงฆ์จะปฏิบัติตามหลักการนี้ได้ก็จะทำให้ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหตุให้เกิดการฆ่าสัตว์และพืชได้
อีกอย่างพระพุทธองค์ทรงห้ามพระภิกษุฉันเนื้อสัตว์แปลกๆ เช่น สุนัข เสือ เป็นต้น และเนื้อสัตว์ที่เห็นเขาฆ่า ได้ยินเขาฆ่า หรือเขาฆ่าเฉพาะเจาะจงมาถวาย ถ้าขืนฉันก็ต้องอาบัติ(ทำผิดแล้วจิตตกต่ำ)
|ไปดูคำถาม-คำตอบเก่าย้อนหลัง
||ไปดูคำถามทั้งหมด
||ไปถามปัญหาใหม่|
|