|
(วิธีดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์สำหรับคนไม่มีศาสนา) คำนา ศาสนาเคยเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนให้มีความอุ่นใจ สบายใจและหายจากความหวาดกลัวจากภัยต่างๆที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้มาช้านานแล้ว แต่ในยุคปัจจุบันที่ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กำลังเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งอยู่นี้ ได้มีบางคนมองว่าศาสนาไม่มีความจำเป็นสำหรับชีวิต คือมองว่าศาสนามีแต่เรื่องงมงายไร้สาระ, ศาสนาเป็นสิ่งครอบงำชีวิตไม่ให้มีอิสรภาพ, ศาสนาไมได้ช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจในชีวิต, และศาสนาไม่ได้ช่วยให้ความทุกข์ของชีวิตลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปได้อย่างแท้จริงเลย ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จึงได้ละทิ้งศาสนา แล้วปฏิญาณตนว่าเขาไม่มีศาสนาไปในที่สุด หนังสือ ไม่มีศาสนา เล่มนี้ เรียบเรียงขึ้นสำหรับคนที่ไม่มีศาสนาโดยเฉพาะ โดยหนังสือเล่มนี้จะช่วยชี้แนะวิธีการศึกษาชีวิตตามหลักวิทยาศาสตร์จนทำให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจในชีวิตและโลกได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องเชื่อจากใครๆ รวมทั้งหนังสือนี้ยังแนะนำวิธีการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของชีวิตโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์มาปฏิบัติโดยไม่ยึดติดกับคำสอนของศาสนาหรืออาศัยความเชื่อจากใครๆทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นการศึกษาเพื่ออิสรภาพของปัญญาอย่างแท้จริง และเมื่อผู้ไม่มีศาสนา มีความเข้าใจในชีวิต ในโลกรวมทั้งดับทุกข์ของชีวิตได้แล้ว ชีวิตก็ย่อมที่จะได้พบกับสิ่งสูงสุดของชีวิต ที่แม้คนมีศาสนาก็ยังยากที่จะได้พบ อันจะทำให้มีความกล้าหาญที่จะประกาศว่าเป็นผู้ที่ไม่มีศาสนาได้อย่างภาคภูมิใจอีกด้วย
เตชปญฺโญ ภิกขุ ๒๑ พ.ย. ๒๕๕๐ อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี
ประเทศไทย
คำว่า
ศาสนา มีหลายความหมาย คือจากภาษาอังกฤษจะหมายถึง ความสัมพันธ์ในทางจิตวิญญาณระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
โดยมีผลเป็นความรอดหรือไม่มีทุกข์ คือเมื่อมนุษย์มีศรัทธาหรือความเชื่อมั่นในพระเจ้าแล้วก็จะทำให้มนุษย์รอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้
ส่วนทางภาษาบาลีจะหมายถึง คำสั่งสอน
ซึ่งคำสั่งสอนนี้ก็หมายถึงคำสอนให้ปฏิบัติตาม โดยมีผลเป็นความไม่มีทุกข์ ศาสนาของโลกก็มีอยู่
๒ ประเภท คือ ๑. ศาสนาประเภทที่ยอมรับนับถือพระเจ้า
(หรือเทพเจ้า) เป็นสิ่งสูงสุด ๒. ศาสนาประเภทที่ยอมรับนับถือธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด ศาสนาประเภทที่ยอมรับนับถือพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุดนั้น
จะมีความเชื่อว่ามีบุคคลตัวตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและในจักรวาล
และมีอำนาจเหนือสิ่งใดๆหรือเหนือธรรมชาติ ที่คอยดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป
คือสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา รักษาสิ่งต่างๆเอาไว้ และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา
ถ้าใครเชื่อมั่นในพระเจ้า และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด
ผู้นั้นก็จะรอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ ส่วนศาสนาประเภทที่ยอมรับนับถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุดนั้น
จะมีความเชื่อว่าอำนาจสูงสุดที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นี้ก็คือธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ
ที่เป็นของธรรมดาๆที่เราทุกคนก็สามารถสัมผัสได้นี่เอง ซึ่งผู้ที่นับถือศาสนาประเภทนี้ก็เชื่อว่า
ธรรมชาตินี่เองที่คอยดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป
คือสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา รักษาสิ่งต่างๆเอาไว้
และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา ถ้าใครรู้จักหรือเข้าใจธรรมชาติทั้งหลายโดยเฉพาะธรรมชาติของจิตใจตัวเองได้อย่างถูกต้อง
ก็จะสามารถดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามที่ธรรมชาติกำหนดมาได้
และมีผลเป็นความไม่มีทุกข์เลย หรือมีทุกข์น้อยที่สุดได้ โดยสรุปแล้ว ศาสนาก็คือหลักการปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผลเป็นความไม่มีทุกข์
หรือมีทุกข์น้อยที่สุด โดยศาสนาจะมีความเชื่อเป็นหลักสำคัญ ถ้าใครเชื่อในคำสอนของศาสนาใด
ก็เรียกว่านับถือศาสนานั้น และเมื่อมีความเชื่อในศาสนาใด ก็ต้องมีการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนานั้น
ซึ่งหลักการปฏิบัติของแต่ละศาสนาก็อาจจะแตกต่างกันไปตามบทบัญญัติที่มีอยู่แต่ละในศาสนา
แต่ผลคือความไม่มีทุกข์จะเหมือนกัน แต่สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา
ก็คือคนที่ไม่มีความเชื่อในศาสนาใดเลยในโลก และไม่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใดเลยในโลก
ซึ่งเราจะมาศึกษากันดูว่า การดำเนินชีวิตโดยไม่เชื่อถือในคำสอนของศาสนาใดๆเลยนั้นจะมีผลอย่างไรต่อชีวิต
และผู้ที่ไม่มีศาสนานี้จะสามารถมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความทุกข์เลยหรือมีน้อยที่สุด
เหมือนกับคนที่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัดได้หรือไม่? ศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร? ในยุคเริ่มต้นนั้นมนุษย์จะยังไม่มีศาสนา
แต่เพราะมนุษย์ถูกภัยต่างๆจากธรรมชาติคุกคาม เช่นฟ้าร้อง, ฟ้าผ่า,
น้ำท่วม, ฝนแล้ง, ลมพายุ, แผ่นดินไหว เป็นต้น
ด้วยความที่มนุษย์ยุคนั้นยังไม่มีความรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดภัยต่างๆนั้นเกิดมาจากอะไร
จึงทำให้มนุษย์ในยุคนั้นเชื่อว่าจะต้องมีบุคคลหรือสิ่งอะไรที่มีอำนาจมาก
ที่สามารถดลบันดาลให้เกิดภัยต่างๆนั้นขึ้นมา ด้วยความกลัวต่อภัยธรรมชาติเหล่านั้น ดังนั้นมนุษย์ในยุคนั้นจึงได้หาวิธีการที่จะอ้อนวอนสิ่งที่คิดว่ามีอำนาจนั้นให้หยุดการดลบันดาลภัยนั้นเสียด้วยการยอมสิโรราบ
หรืออ้อนวอน หรือเคารพบูชาด้วยวิธีการต่างๆที่คิดขึ้นต่อสิ่งที่คิดว่ามีอำนาจนั้น
เพื่อให้สิ่งที่คิดว่ามีอำนาจนั้นพอใจและไม่ดลบันดาลภัยต่างๆนั้นมาให้ ซึ่งเมื่อได้กระทำการบูชาอ้อนวอนแล้ว
มนุษย์ก็หายกลัวภัยต่างๆเหล่านั้น แล้วก็มีความอุ่นใจ เบาใจ และสุขใจ
ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการมีศาสนาขึ้นมาในโลก และมีการพัฒนามาเรื่อยๆจนถึงขั้นบางศาสนาช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ ศาสนามีประโยชน์อย่างไร? เมื่อมนุษย์มีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติมากขึ้น
ศาสนาก็เปลี่ยนจากความกลัวภัยธรรมชาติมาเป็นความกลัวภัยจากชีวิต
โดยเฉพาะภัยจากความทุกข์ของชีวิต อย่างเช่น ความทุกข์จากความแก่, ความเจ็บ,
ความตาย, และความพลัดพราก เป็นต้น มนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิต
แต่เมื่อทุกชีวิตต้องตาย และคนที่ตายก็ไม่เคยมีใครกลับมาบอกเลยว่าชีวิตเบื้องหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร
มนุษย์จึงกลัวภัยจากความตายนี้กันมาก เพราะไม่รู้ว่าเมื่อตายไปแล้วจะเป็นเช่นไร
ซึ่งจุดนี้เองที่ศาสนามีบทบาทมาช่วยให้มนุษย์ คลายความกลัวภัยจากความตายนี้ลงได้มาก ศาสนาจึงเท่ากับเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้นับถือ
ให้บรรเทาความทุกข์ใจลงได้เป็นอย่างดี แม้ว่ามนุษย์จะยังคงไม่พ้นจากความตายก็ตาม ทุกศาสนาจะสอนให้เชื่อมั่นว่า ถ้าทำแต่ความดี
เมื่อตายไปแล้วก็ย่อมที่จะได้รับแต่ผลที่ดี (เช่น ได้ขึ้นสวรรค์
หรือเกิดมาร่ำรวยมีเกียรติ เป็นต้น) แต่ถ้าทำความชั่ว
เมื่อตายไปแล้วก็จะได้รับแต่ผลที่เลวร้ายหรือไม่ดี (เช่น ตกนรก
หรือเกิดมาต่ำต้อยยากจน เป็นต้น) หรือถ้าปฏิบัติตามหลักศาสนาขั้นสูงอย่างเคร่งครัดได้สมบูรณ์
ก็จะเข้าถึงสภาวะที่มีแต่ความสุขอย่างชั่วนิรันดรได้ หรือพ้นทุกข์อย่างถาวรได้ โดยพื้นฐานแล้วเมื่อมนุษย์มีความเชื่อมั่นในศาสนาที่ตนเองนับถือ
มนุษย์ก็จะไม่ทำความชั่วแต่จะทำแต่ความดี ซึ่งมันก็ย่อมที่จะมีผลดีทั้งแต่จิตใจของตัวเอง
ทั้งแก่ชีวิตของตัวเองและแก่สังคม คือส่วนตัวก็มีความปรกติสุข และส่วนรวมก็มีความสงบสุข
รวมทั้งโลกก็มีสันติภาพ ซึ่งนี่คือผลดีจากการมีศาสนา ศาสนามีข้อเสียอย่างไรบ้าง? คำสอนดั้งเดิมหรือแก่นแท้หรือหัวใจของทุกศาสนานั้นจะ
สอนให้ทุกคนเป็นคนดี รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เบียดเบียนใครๆ
และสอนให้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ประหยัด งดเว้นสิ่งที่ไม่ดี เช่น สิ่งเสพติด
สิ่งฟุ่มเฟือย การพนัน การดื่มสุรา เป็นต้น และสอนให้ขยัน อดทน เสียสละ เป็นต้น ซึ่งคำสอนเหล่านี้นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ที่ปฏิบัติได้และต่อสังคมโดยรวม ความจริงแล้วหลักคำสอนดั้งเดิมของทุกศาสนาจะมีไม่มาก
แต่ภายหลังได้มีการแต่งเติมคำสอนออกไปมากมาย
ซึ่งก็มีทั้งที่ตรงกับหลักคำสอนดั้งเดิม และผิดเพี้ยนจากหลักคำสอนดั้งเดิมออกไปจนกลายเป็นเรื่องราวและการปฏิบัติที่งมงายไร้เหตุผล
ที่ไม่ได้ช่วยให้ผู้นับถือหรือผู้มาศึกษาเกิดความรู้ความเข้าใจในชีวิตอย่างถูกต้องขึ้นมาได้
รวมทั้งไม่ได้ช่วยทำให้ความทุกข์ของผู้ที่นับถือลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปได้อย่างแท้จริงเลย
ซ้ำร้ายยังจะทำให้ชีวิตมีความทุกข์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือพิธีกรรมในศาสนา
ซึ่งจัดว่าเป็นส่วนเกินของศาสนาที่คนรุ่นหลังๆแต่งเติมขึ้นมาเพื่อให้ผู้นับถือปฏิบัติเพื่อให้มีระเบียบแบบแผนและสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น
แต่กลับเป็นว่าผู้คนที่นับถือกลับมายึดถือพิธีกรรมว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ และสำคัญมากกว่าหลักคำสอนเสียอีก
จนทำให้ผู้นับถือเกิดความเห็นผิดว่าพิธีกรรมเป็นหัวใจของศาสนามากกว่าหลักคำสอนที่เป็นหัวใจ อีกสิ่งหนึ่งก็คือเรื่องการอาศัยศาสนาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
โดยนักสอนศาสนา (หรือนักบวชของศาสนา) บางคนที่หวังผลประโยชน์ทางวัตถุ
ก็อาศัยศาสนาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยอาศัยศาสนาบังหน้าเพื่อให้ผู้ที่เชื่อถือนำเงินหรือสิ่งของหรือเกียรติยศชื่อเสียงมาให้
ถ้าใครจะหันหน้าเข้าหาศาสนาก็จะต้องเสียเงินจึงจะได้รับความสนใจ แต่ถ้าใครไม่มีเงินก็จะไม่ได้รับความสนใจ
คือแทนที่ศาสนาจะเป็นฝ่ายให้แต่กลับจะเป็นฝ่ายเอาเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนมากแล้วนักสอนศาสนาเช่นนี้จะร่ำรวย
แต่ว่าผู้นับถือกลับยากจน จึงทำให้ศาสนาถูกมองว่าเป็นธุรกิจแสวงหาผลประโยชน์จากผู้นับถือไปในที่สุด อีกเรื่องหนึ่งคือปัจจุบันศาสนามักสอนให้คนเห็นแก่ตัว
คือศาสนาส่วนใหญ่จะมีคำสอนเรื่องการบริจาคทรัพย์ให้แก่ทางศาสนา แล้วบอกคล้ายกับว่านี่เป็นการสั่งสมหรือฝากทรัพย์เอาไว้
เพื่อไปรับเอาในโลกหน้า ภายหลังที่ตายจากโลกนี้ไปแล้วตามความเชื่อของศาสนา อีกทั้งยังสอนว่าถ้าบริจาคเพียงเล็กน้อย
ก็จะได้รับผลมากมายในโลกหน้า ยิ่งถ้าบริจาคมาก ก็จะยิ่งได้รับผลทวีคูณหลายร้อยหลายพันเท่าเลยทีเดียว
นี่เองที่ทำให้คนที่นับถือเกิดความเห็นแก่ตัว คือคนมีทรัพย์มากก็คิดว่าในโลกนี้ตนเองก็มีทรัพย์ใช้สอยอย่างสุขสบายอยู่แล้ว
แต่เมื่อตายไปทรัพย์ที่เหลือก็จะไม่สามารถเอาติดตัวไปด้วยได้ จึงได้เสียดายทรัพย์เหล่านั้น
และอยากที่จะเก็บทรัพย์เหล่านั้นเอาไปไว้ใช้สอยในโลกหน้า ที่เชื่อว่าจะมีอีกตามความเชื่อของศาสนา
เขาจึงได้เอาทรัพย์จำนวนมากไปบริจาคกับทางศาสนา เพื่อหวังจะไปรับเอาในโลกหน้า
แทนที่จะบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคมด้วยใจบริสุทธิ์ นี่เองที่ทำให้ศาสนาถูกมองว่า สอนให้คนเห็นแก่ตัว
คือทำอะไรๆเพื่อตัวเอง
ไม่ได้เสียสละเพื่อสังคมด้วยใจบริสุทธิ์โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆอย่างแท้จริง แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะมองว่าผู้บริจาคนั้นเป็นคนมีจิตใจงดงามและเสียสละก็ตาม
ซึ่งแม้คนที่มีทรัพย์น้อยก็ยังเห็นแก่ตัว ด้วยการเจียดทรัพย์ที่มีน้อยของตนไปบริจาคแข่งขันกัน
เพื่อหวังไปรับเอาในโลกหน้าด้วยเช่นกัน คือเรียกว่า บ้าบริจาค เพราะอยากกักตุนเอาไว้เพื่อตัวเองในโลกหน้า
ที่แม้จะยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ก็ตาม อีกเรื่องหนึ่งก็คือ
การนำเอาสิ่งที่ไม่ใช่หลักของศาสนามาสั่งสอนหรือปฏิบัติ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ามีคนนิยมและได้ผลประโยชน์มาก
แต่ว่าเป็นเรื่องนอกศาสนาบ้าง งมงายบ้าง ไร้สาระบ้าง ไร้เหตุผลบ้าง หรือทำลายหลักคำสอนดั้งเดิมของศาสนาบ้าง
แล้วก็สนใจนำมาศึกษาและปฏิบัติกันอย่างจริงจัง จนลืมหลักคำสอนดั้งเดิมของศาสนาไปในที่สุด อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการปฏิบัติที่เสื่อมเสียของนักสอนศาสนาหรือนักบวชของศาสนา
คือก็อาจมีนักสอนศาสนาหรือนักบวชในศาสนาบางคนที่ปฏิบัติตัวเสื่อมเสีย แต่เป็นที่สนใจของสังคม
ก็ทำให้ผู้คนมองไปว่าคำสอนของศาสนานั้นไม่ดีจริง
เพราะแม้ผู้สอนศาสนาเองก็ยังปฏิบัติตรงกันข้ามกับที่ตนเองสอน อีกเรื่องหนึ่งคือพฤติกรรมของผู้นับถือศาสนา
คือคำสอนของศาสนานั้นถึงแม้จะดีงาม แต่ก็ใช่ว่าผู้นับถือทุกคนจะปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัด
เมื่อมีผู้นับถือศาสนาบางคนที่ประพฤติเสื่อมเสีย
หรือยิ่งถ้ามีคนประพฤติเสื่อมเสียมากๆ คนที่นับถือศาสนาอื่นหรือคนไม่มีศาสนาก็จะมองศาสนานั้น
ว่ามีคำสอนที่ไม่สามารถช่วยให้ผู้นับถือเกิดมีความประพฤติที่ดีงามขึ้นมาได้ อีกเรื่องหนึ่งก็คือข้อบังคับของศาสนา
ซึ่งแทบทุกศาสนามักจะมีกฎเกณฑ์บังคับเอาไว้ให้ผู้ที่นับถือต้องปฏิบัติตามทั้งสิ้น
ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม คือเท่ากับว่าแทนที่ศาสนาจะช่วยให้มีอิสรภาพ
แต่กลับเป็นว่าศาสนากลายเป็นสิ่งครอบงำหรือผูกมัดให้ผู้นับถือสูญเสียอิสรภาพในการคิด
การพูด และการกระทำที่แม้ว่าจะถูกต้องดีงามในระดับสากลก็ตาม อีกเรื่องคือความใจแคบของศาสนา
คือศาสนาส่วนใหญ่มักจะสอนทำนองว่า ถ้าใครไม่มานับถือศาสนานี้ หรือไปนับถือศาสนาอื่น
เมื่อตายไปก็จะต้องได้รับโทษอย่างแสนสาหัสตราบนานเท่านาน แต่ถ้าใครมานับถือและปฏิบัติตามคำสอนของศาสนานี้อย่างเคร่งครัด
เมื่อตายไปก็จะได้รับรางวัลอย่างล้นเหลือตราบนานเท่านานเลยทีเดียว จากสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภายหลังของศาสนาทั้งหลายนี่เอง
ที่ทำให้คนที่มีปัญญาบางคนเบื่อหน่ายศาสนาที่เขานับถืออยู่ เพราะเขามองเห็นทั้งความงมงายไร้สาระ
มองเห็นความเสื่อมเสีย มองเห็นการครอบงำ มองเห็นการแสวงหาผลประโยชน์ มองเห็นความเห็นแก่ตัว
และมองไม่เห็นว่าศาสนาจะช่วยให้เขามีความเข้าใจในชีวิตและพ้นจากความทุกข์ของชีวิตที่กำลังประสบอยู่นี้ได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญญาเหล่านี้จึงพยายามแสวงหาศาสนาที่บริสุทธิ์,
ที่ดีงาม, มีประโยชน์, ไม่มีโทษ, ไม่แสวงหาผลประโยชน์, ไม่งมงายไร้เหตุผล, ให้อิสระ,
เป็นสากล, และช่วยให้มีความเข้าใจชีวิตและพ้นจากความทุกข์ หรือมีความทุกข์ลดน้อยลงได้
ซึ่งก็ยากที่จะได้พบศาสนาเช่นนี้ในปัจจุบัน ดังนั้นบางคนจึงละทิ้งศาสนาของตนแล้วกลายมาเป็นคน ไม่มีศาสนา ไปในที่สุด ซึ่งนับวันคนไม่มีศาสนาเช่นนี้
จะมีมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ถ้ามนุษย์ไม่มีศาสนาจะเป็นอย่างไร? ศาสนาย่อมคู่กับความเชื่อเสมอ ศาสนาคือคำสอนให้ปฏิบัติตาม
ซึ่งก็ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในคำสอนจึงจะปฏิบัติตามได้ ซึ่งความเชื่อมั่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากการปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเล็ก
คือจากจิตที่ยังว่างแล้วทำให้เกิดมีความเชื่อขึ้นมา ซึ่งเมื่อหมั่นตอกย้ำความเชื่อนั้นบ่อยๆ
ความเชื่อในศาสนาก็จะมั่นคงมากขึ้น และถ้าใครได้รับคำสอนที่ดีจากศาสนา เขาก็ย่อมที่จะได้รับแต่ความสุขสงบ
แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าใครได้รับแต่การปลูกฝังให้มีแต่ความเชื่อเพียงอย่างเดียว
โดยไม่มีคำสอนที่ดีอยู่ด้วย ก็จะทำให้เขากลายเป็นคนครั่งศาสนา ที่ผู้สอนศาสนาสามารถชี้นำให้เขาทำอะไรก็ได้
ที่แม้จะตรงข้ามกับหลักคำสอนของศาสนา โดยการอ้างว่านี่เป็นคำสอนของศาสนา
ซึ่งนี่คือผลเสียจากการนับถือศาสนาโดยขาดปัญญา ส่วนบางคนที่ไม่ได้รับการปลูกฝัง
ให้มีความเชื่ออย่างเหนียวแน่นในศาสนามาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อโตขึ้นและได้พบสิ่งที่ไม่ดีของศาสนาที่ตนนับถือบ่อยๆ
เขาก็อาจจะขาดความเชื่อมั่นในศาสนาที่เขานับถืออยู่ได้
หรือบุคคลที่แม้ได้รับการปลูกฝังให้มีความเชื่อมั่นในศาสนามาก่อนแล้วก็ตาม
แต่เมื่อโตขึ้นและได้เรียนรู้โลกมากขึ้น และได้พบสิ่งที่ไม่ดีของศาสนาที่เขานับถือบ่อยๆ
ก็อาจจะทำให้เขาขาดความเชื่อมั่นในศาสนาที่เขานับถืออยู่ได้ บุคคลที่ขาดความเชื่อมั่นในศาสนานี้ก็แยกได้เป็นสองจำพวกคือ
พวกที่มีปัญญาน้อย กับพวกที่มีปัญญามาก
ซึ่งคนที่มีปัญญาน้อยนี้ค่อนข้างเสี่ยงที่จะทำความชั่วได้ง่าย เพราะขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจหรือขาดภูมิคุ้มกันความชั่ว
คือเมื่อเขาไม่เชื่อว่าถ้าทำชั่วแล้วจะต้องได้รับผลอันเลวร้ายหรือไม่ดี ภายหลังเมื่อตายไปแล้ว
เขาก็ย่อมที่จะไม่เกรงกลัวการทำความชั่ว
จึงมีโอกาสที่บุคคลประเภทนี้จะทำความชั่วได้ง่าย และผลเสียก็จะเกิดแก่ทั้งคนที่ทำความชั่วเอง
และแก่สังคมไปด้วยเสมอ อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในสังคมโลกปัจจุบัน หรือคนที่มีปัญญาน้อยบางคน
เมื่อเห็นว่าเมื่อตายไปแล้วก็จะไม่มีโลกหน้าอีก จึงได้พยายามแสวงหาและเสพความสุขให้เต็มอิ่มในปัจจุบัน
เพราะเชื่อว่าตายไปแล้วก็จะไม่ได้เสพอีก ซึ่งการแสวงหาและเสพของเขานั้นบางครั้งก็แสวงหาและเสพในทางที่ผิด
ที่กลับมาสร้างความทุกข์ให้กับตัวของเขาเองและแก่สังคมด้วย ส่วนพวกที่มีปัญญามากนี้ไม่น่าเป็นห่วง
เพราะเขาย่อมมีปัญญามองเห็นว่าการทำความชั่วนั้นจะมีแต่ผลเสียหรือไม่ดีเพียงอย่างเดียว
ไม่ว่าตายแล้วจะเป็นเช่นไรก็ตาม และมองเห็นว่าการทำความดีนั้นจะมีแต่ผลดีเพียงอย่างเดียว
ไม่ว่าตายไปแล้วจะเป็นเช่นไรก็ตาม ดังนั้นคนที่มีปัญญาที่แท้จริงนี้
แม้ไม่มีศาสนาเขาก็ยังทำแต่ความดีไม่ทำความชั่วได้เหมือนกับคนที่มีศาสนา ผู้มีปัญญาย่อมมองเห็นว่า คนที่ทำความชั่ว
ก็จะทำให้ชีวิตในปัจจุบันมีแต่ปัญหา มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย หาความสงบสุขไม่ได้
เพราะการทำความชั่วของเขาในปัจจุบันนั่นเอง แม้ตายไปแล้วถ้าโลกหน้ามี เขาก็ยังต้องได้รับผลที่ไม่ดีอีกอย่างแน่นอน
แต่ถึงโลกหน้าจะไม่มี เขาก็ได้รับผลที่ไม่ดีอยู่แล้วในปัจจุบัน ส่วนคนที่ทำความดีนั้น
ชีวิตในปัจจุบันของเขาก็ย่อมที่จะมีแต่ความสงบสุข ไม่มีความเดือดร้อน เพราะการทำความดีของเขาในปัจจุบัน
แม้ตายไปแล้วถ้าโลกหน้ามี เขาก็ยังต้องได้รับผลดีอีกอย่างแน่นอน แต่ถึงโลกหน้าจะไม่มี
เขาก็ไม่ขาดทุนเพราะเขาก็ได้รับผลดีอยู่แล้วในปัจจุบัน สรุปได้ว่า
การที่คนเราจะทำความชั่วนั้น ขึ้นอยู่กับการขาดความเชื่อมั่นในคำสอนที่ดีของศาสนา
และการขาดปัญญา ส่วนคนที่จะทำความดีนั้นก็ ขึ้นอยู่กับการมีความเชื่อมั่นในคำสอนที่ดีของศาสนา
และมีปัญญา ดังนั้นการสร้างโลกให้มีสันติภาพ จึงมีอยู่ ๒ วิธี คือ (๑) พยายามเผยแพร่คำสอนในส่วนที่ดีของทุกศาสนา
ให้ผู้นับถือมีความเชื่อมั่นในคำสอนที่ดีของศาสนาที่เขานับถือให้มากขึ้น และ (๒)
พยายามให้ความรู้ที่ถูกต้อง หรือให้การศึกษาที่ถูกต้องที่จะทำให้เกิดความเข้าใจหรือเห็นแจ้งในชีวิตได้
แก่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้มากที่สุด เพื่อให้เขามีปัญญาที่ถูกต้องมากขึ้น
ถ้าทำได้โลกจึงจะมีสันติภาพที่มั่นคงได้ ความดี-ความชั่วที่เป็นสากลเป็นอย่างไร? ทุกศาสนาย่อมที่จะมีคำสอนที่เป็นหลักพื้นฐานเรื่องความดีและความชั่วเสมอ
ซึ่งคำสอนส่วนใหญ่จะคล้ายๆกันคือจะสอนว่า ความชั่วก็คือการเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น
รวมทั้งการลุ่มหลงสุรา, สิ่งเสพติด, การพนัน, ความสนุกสนานเฮฮา, ความฟุ่มเฟือย
เป็นต้น ส่วนความดีก็คือการช่วยเหลือผู้อื่น, รวมทั้งการประหยัด,
ไม่ฟุ่มเฟือย, ขยัน, อดทน, เสียสละ เป็นต้น แต่บางศาสนาก็มีคำสอนที่เสริมแต่งขึ้นมาใหม่และยึดถือกันมากกว่าคำสอนพื้นฐานว่า
ความชั่วก็คือการไปนับถือศาสนาอื่น
ส่วนความดีก็คือการนับถือและปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาของเขา ส่วนผลจากการทำชั่วก็คือ
เมื่อตายไปจะต้องถูกลงโทษหรือถูกทรมานอย่างแสนสาหัสตราบนานเท่านานในนรกของเขา
ส่วนผลจากการทำดีก็คือ เมื่อตายไปก็จะได้รับรางวัลเป็นสิ่งที่มนุษย์ชื่นชอบอย่างมากมายล้นเหลือในสวรรค์ของเขา
ตราบนานแสนนานเลยทีเดียว
ซึ่งทั้งนรกและสวรรค์ของแต่ละศาสนานั้นจะไม่เหมือนกันหรือไม่ใช่สถานที่เดียวกัน คำสอนในเรื่องนรกที่เป็นสถานที่เช่นนี้ผู้มีปัญญาจะมองว่า
เป็นการขู่เด็กหรือคนมีปัญญาน้อยให้กลัว เพื่อผู้คนจะได้ไม่ทำชั่ว โดยบอกว่าผู้ที่ทำความชั่วเมื่อตายไปจะถูกทำร้ายหรือทรมานอย่างแสนสาหัส
หรือถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนกลัวอย่างที่สุด ซึ่งการสอนเช่นนี้ก็มีผลดีตรงที่
คนที่เชื่อก็จะไม่ทำชั่ว แล้วก็ทำให้ทั้งตัวผู้ปฏิบัติเองก็มีความสุข และสังคมก็สงบสุข
ส่วนคำสอนในเรื่องสวรรค์ที่เป็นสถานที่เช่นนี้ผู้มีปัญญาจะมองว่า
เป็นการเอาสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายชื่นชอบ อันได้แก่เรื่องความสุขจากเรื่องทางเพศ
เรื่องวัตถุ เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง มาหลอกล่อให้ผู้คนอยากทำความดี เพื่อหวังจะได้รับรางวัลนั้นในโลกหน้าหรือเมื่อตายไปแล้ว
ซึ่งการสอนเช่นนี้ก็นับว่ามีส่วนดีอยู่บ้างตรงที่สอนให้รู้จักการเสียสละ แต่ก็มีส่วนเสียตรงที่การเสียสละนั้นทำไปด้วยความเห็นแก่ตัว
และผู้สอนก็มักจะสอนว่า ถ้าอยากจะได้รับผลดีมากๆ ก็ต้องเอาทรัพย์มาบริจาคให้กับผู้สอนมากๆ
จึงจะได้รับผลดีนั้นมากตามไปด้วย และผลเสียอีกอย่างก็คือทำให้คนที่เชื่อนั้นไม่มีการพัฒนาทางสติปัญญา
คือถึงแม้จะเป็นคนดีก็ตาม แต่ก็เป็นคนดีที่โง่เขลา จะเห็นได้ว่า คำสอนเรื่องความดีความชั่วและผลของความดีความชั่ว(นรก-สวรรค์)ที่เสริมแต่งขึ้นมาใหม่ของแต่ละศาสนานั้นจะแตกต่างกัน
ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเราทำใจให้เป็นกลางโดยไม่เอนเอียงไปเข้าข้างศาสนาใดเลยก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาว่า
เราจะเชื่อในคำสอนของศาสนาใดจึงจะถูกต้องที่สุด? ถ้าไปเชื่อศาสนาหนึ่ง ก็จะขัดแย้งกับอีกศาสนาหนึ่ง
แต่ทุกศาสนาก็อ้างว่าคำสอนของเขานั้นถูกต้องที่สุด และก็แน่นอนว่าในทางตรงกันข้ามก็เป็นการบอกว่าคำสอนของศาสนาอื่นนั้นผิดไปในตัวด้วย
ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้มีปัญญาบางคนไม่นับถือศาสนาใดเลย แล้วทำไมจึงไม่มีคำสอนที่เป็นกลางๆหรือสากล
ให้ผู้คนไม่ว่าจะนับถือลัทธิหรือศาสนาใดก็ได้ จะได้เอาไว้ปฏิบัติให้ตรงกัน
จะได้ไม่มีความแตกแยกในสังคมมนุษย์ อันจะนำไปสู่สันติดภาพของโลกได้โดยง่าย สำหรับคนไม่มีศาสนาแล้วเขาจะมองว่า การทำความดีนั้นต้องเป็นสากล
อันได้แก่การช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์หรือมีความสุขอย่างมั่นคงด้วยวิธีการต่างๆ
เช่น ให้ทรัพย์ ให้ความรู้ ให้อภัย ให้หลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง
ให้ความรู้ที่จะทำให้เข้าใจหรือรู้แจ้งในชีวิต เป็นต้น ส่วนการทำความชั่วที่เป็นสากล
ก็คือการเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นในทุกๆกรณี ทั้งทางกายและวาจา
ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ส่วนผลจากการทำความดีโดยตรงนั้นก็คือ ความสุขใจ
อิ่มใจ สบายใจจากการที่ได้ทำความดี ส่วนผลจากการทำความชั่วโดยตรงก็คือ ความทุกข์ใจ
ร้อนใจ ไม่สบายใจจากการที่ได้ทำความชั่ว ซึ่งนี่คือผลโดยตรงที่เราทุกคนก็สามารถรับรู้ได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องเชื่อจากใครๆ
และทุกคนไม่ว่านับถือลัทธิหรือศาสนาอะไรก็ต้องยอมรับ ส่วนผลโดยอ้อมจากการทำความดีและความชั่วนั้นมันไม่แน่นอน
ผู้มีปัญญาจึงไม่สนใจ อย่างเช่นคนทำความดีแต่ก็ไม่มีใครรู้
จึงไม่มีใครไปชื่นชมหรือให้รางวัล ส่วนคนที่ทำความชั่วแต่ปกปิดเอาไว้ได้ ก็ไม่มีใครไปตำหนิหรือลงโทษ
เป็นต้น ซึ่งผลโดยอ้อมเหล่านี้ มันเป็นเรื่องของสังคมภายนอก ที่เอาแน่นอนไม่ได้
ถ้าใครหวังว่าจะทำความดี เพื่อให้คนอื่นมาชื่นชมหรือให้รางวัล ก็แสดงว่าเขาไม่ได้ทำดีด้วยใจบริสุทธิ์
แต่ทำเพราะหวังผลตอบแทน และเมื่อทำความดีไปแล้วไม่ได้รับผลตามที่หวังนั้นตอบแทน ก็เลยทำให้เห็นผิดไปว่า
ทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่พอไปมองคนทำชั่วบางคนที่ปกปิดเอาไว้ได้และร่ำรวยสุขสบาย
และมีคนยกย่องเคารพนับถือ ก็เลยเกิดความเห็นผิดไปอีกว่า ทำชั่วแล้วได้ดี ไปในที่สุด สรุปได้ว่าศาสนาที่คนไม่มีศาสนาจะยอมรับได้นั้นจะต้องเป็นสากล
คือทุกคนในโลกยอมรับได้ เป็นศาสนาที่ไม่ทำให้เกิดความแตกแยก
เป็นศาสนาที่ทำให้มนุษย์เกิดความเห็นแจ้งชีวิต
และเป็นศาสนาที่สร้างประโยชน์แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งศาสนาเช่นนี้เราจะเรียกว่าเป็น
ศาสนาสากล หรือ ศาสนาแห่งมิตรภาพ หรือ ศาสนาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสนาในฝันของคนไม่มีศาสนาทั้งหลาย
อะไรคือจุดหมายของชีวิต? ชีวิตของมนุษย์เราก็เปรียบเหมือนคนที่เรือแตกกลางทะเล
คือต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้อยู่รอดก่อนเป็นอันดับแรก
และพยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ซึ่งก็ต้องว่ายไปทั้งๆที่ยังมองไม่เห็นฝั่ง โดยอาศัยผู้นำที่ตัวเองเชื่อถือเป็นผู้นำทาง
คือชีวิตก็ต้องดิ้นรนทำงานเลี้ยงชีวิต ถ้าหยุดทำงานก็อดตาย
และยังต้องแสวงหาที่พึ่งทางใจเพื่อให้เบาใจ อุ่นใจ
ว่าอนาคตจะต้องได้รับสิ่งที่ดีกว่าที่เป็นอยู่
ซึ่งที่พึ่งนั้นก็คงไม่พ้นการมีศาสนา คนมีศาสนาก็เหมือนกับคนที่ได้ยึดเกาะเศษไม้เล็กๆเอาไว้
พร้อมกับพยายามว่ายน้ำไปด้วยจึงไม่จมทะเล
แล้วก็เชื่อว่าเศษไม้นั้นได้ช่วยพยุงตัวเองเอาไว้ไม่ให้จมทะเล
แล้วก็ทำให้เกิดความอุ่นใจ เบาใจ สบายใจว่าตนเองมีที่พึ่งอย่างดีที่สุดแล้ว
ส่วนคนที่ไม่มีศาสนาก็เปรียบเหมือนคนที่ไม่มีสิ่งยึดเกาะเลย
เมื่อมองไปเห็นคนมีศาสนาที่เขาเกาะเพียงเศษไม้อยู่ ก็เกิดความรู้สึกว่าการไม่เกาะเศษไม้นั้นเลยจะดีเสียกว่าการไปเกาะเศษไม้นั้น
เพราะอย่างไรเสียทุกคนก็ต้องว่ายน้ำช่วยตัวเองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
แม้ว่าใครจะมีเศษไม้มาให้ยึดเกาะ ก็ยังต้องว่ายน้ำช่วยเหลือตัวเองอยู่อีกนั้นเอง
ถ้าหยุดว่ายเมื่อใดก็จะจมลงทันที เศษไม้นั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรอย่างแท้จริง
เศษไม้นั้นก็เป็นเพียงแค่กำลังใจให้แก่คนตกทะเลเท่านั้น คนที่ไม่มีศาสนาก็ต้องทำงานเลี้ยงชีวิตเหมือนกัน
เพียงแต่ว่าเขาไม่มีที่พึ่งทางใจเหมือนคนมีศาสนา ดังนั้นลึกๆแล้วคนไม่มีศาสนาจะรู้สึกอ้างว้าง
หว้าเหว่ และหวาดกลัว เพราะไม่รู้จุดหมายปลายทางของชีวิตอย่างแท้จริง แต่ถ้าคนไม่มีศาสนาจะรู้จักชีวิตอย่างถูกต้องแท้จริงแล้ว
เขาก็จะเป็นคนที่มีจุดหมายของชีวิตที่มั่นคง และไม่รู้สึกอ้างว้างว้าเหว่และหวาดกลัวอีกต่อไป
ดังนั้นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้คนไม่มีศาสนานี้มีจุดหมายของชีวิตที่มั่นคงได้ ก็ต้องมาศึกษาชีวิตเพื่อให้เกิดความเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้อง
หรือเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิต และเมื่อเกิดความเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้องแล้ว
คนไม่มีศาสนาก็จะมีอุ่นใจ เบาใจ สบายใจ และมีจุดหมายที่มั่นคง
ซึ่งอาจจะมากกว่าคนที่ปฏิญาณตนว่ามีศาสนาบางคนเสียอีก ชีวิตคืออะไร? สิ่งที่ผู้มีปัญญาทั้งหลายอยากจะรู้มากที่สุดก็คือความจริงที่เกี่ยวกับชีวิต
เช่น ชีวิตคืออะไร? เกิดมาทำไม? อะไรคือสิ่งสูงสุดที่เราควรจะได้รับ?
และจะได้โดยวิธีใด?
เป็นต้น
แต่เมื่อไม่สามารถค้นหาความจริงเหล่านี้ได้ จึงทำให้แม้ผู้มีปัญญาก็ยังคงตาบอดหรือมืดมนท์เพราะไม่รู้จักชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง
การที่เราจะศึกษาสิ่งใดให้เกิดความเข้าใจ
หรือให้รู้จักกับสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้องแท้จริง เราก็ต้องมีสิ่งนั้นมาให้ศึกษาจริงๆ
ถ้าเราไม่มีของจริงมาศึกษา
ถึงเราจะศึกษาอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจหรือรู้จักกับสิ่งนั้นอย่างถูกต้องแท้จริงได้
ดังนั้นการศึกษาชีวิต เราก็ต้องมาศึกษาจากชีวิตของเราเองจริงๆเท่านั้น
เราจะไม่เชื่อจากตำราหรือจากใครๆทั้งสิ้น แต่เราจะเชื่อจากการที่เราได้ประสบหรือสัมผัสกับสิ่งนั้นมาแล้วอย่างแน่ชัดเสียก่อนเท่านั้น
ซึ่งนี่คือวิธีการของวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยปลดปล่อยสติปัญญาของเราให้เป็นอิสระ
ไม่เป็นทาสทางสติปัญญาของใครๆทั้งสิ้น ศาสนาสอนให้เชื่ออย่างไร? ศาสนาย่อมคู่กับความเชื่อและการปฏิบัติเสมอ
คือเมื่อเราเชื่อในคำสอนของศาสนาใด เราก็ย่อมที่จะปฏิบัติตามคำสอนของศาสนานั้น จึงจะเรียกว่าเรานับถือศาสนานั้นอย่างแท้จริง
แต่ถึงแม้เราจะปฏิญาณตนว่านับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนานั้น
ก็เท่ากับเราไม่มีความเชื่อในศาสนานั้น ซึ่งนี่ก็เท่ากับเราไม่ได้นับถือศาสนานั้นอย่างแท้จริง
ศาสนาส่วนใหญ่
จะมีคำสอนให้ผู้นับถือทุกคนจะต้องเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องสงสัย
หรือห้ามถาม ห้ามสงสัย ซึ่งก็เท่ากับเป็นการปิดกั้นสติปัญญาของผู้ที่นับถือไม่ให้เจริญงอกงาม
เหมือนปิดกั้นต้นไม้ไม่ให้ถูกแสงแดด บางศาสนาก็มีคำสอนหรือคำอธิบายต่อคำถามหรือข้อสงสัยได้อย่างละเอียด แต่ว่าเป็นคำตอบที่อ้างตำราของศาสนาบ้าง
อ้างคำสอนของนักสอนศาสนาที่มีชื่อเสียงโด่งดังบ้าง
อ้างความรู้ว่าผู้ตอบได้ปฏิบัติจนได้รู้แจ้งเห็นจริงแล้วบ้าง หรือบางทีก็อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้วิเศษของศาสนาบ้าง
เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นคำตอบที่คนไม่มีศาสนารับไม่ได้
เพราะขาดทั้งเหตุผลและหลักฐานหรือความจริงมายืนยัน คำสอนที่สอนให้เชื่อมั่นโดยไม่ต้องสงสัยนี้
จะมีผลดีต่อเมื่อผู้นับถือศาสนานั้นมีสติปัญญาน้อย และศาสนามีคำสอนที่ถูกต้องดีงามเพียงพอ
รวมทั้งนักสอนศาสนาก็เป็นคนดีด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม สำหรับคนที่มีปัญญาแล้วเขาย่อมรู้สึกอึดอัดใจ
เพราะเห็นว่าถ้าศาสนาไม่มีคำสอนที่ดี หรือนักสอนศาสนาเป็นคนเห็นแก่ตัว ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียแก่ทั้งผู้นับถือและสังคมขึ้นมาได้ ยังมีคำสอนระดับสูงของบางศาสนาที่ให้อิสระแก่ผู้นับถืออย่างเต็มที่
คือไม่มีการบังคับว่าจะต้องเชื่อ เพียงแต่จะให้เหตุผลว่าควรจะทำอย่างไร? หรือไม่ควรทำอย่างไร?
หรือควรจะเชื่ออย่างไร? ซึ่งศาสนานี้เป็นศาสนาที่สอนให้เกิดปัญญา
แต่ก็ยากที่จะมีใครเข้าใจ เพราะแม้แต่ผู้ที่นับถือศาสนานี้เองเกือบทั้งหมด
ก็ยังรับไม่ได้กับคำสอนระดับสูงของศาสนาตัวเองนี้ เพราะเขาเชื่อว่า
เมื่อนับถือแล้วก็ต้องเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว เหมือนศาสนาเผด็จการ เชื่ออย่างไรจึงจะไม่ผิด? ในเรื่องของความเชื่อนั้น สำหรับผู้ที่มีปัญญาแล้วเขาย่อมจะไม่เชื่อจากการบอกต่อๆกันมา,
จากการทำตามๆกันมา, จากคำล่ำลือ, จากตำรา, จากเหตุผลตรงๆ(ตรรกะ), จากเหตุผลแวดล้อม(นัยยะ),
จากสามัญสำนึกของตัวเอง, จากที่มันตรงกับความเห็นที่ตนเองมีอยู่, จากบุคคลที่เห็นภายนอกว่าน่าเชื่อถือ,
และแม้จากครูอาจารย์ของตนเองก็ตาม
การเชื่อจากบุคคลอื่นหรือแม้จากตำรา โดยตนเองยังไม่ได้พิสูจน์ทดลองให้ได้เห็นจริงนั้น
มันมีโอกาสที่จะมีความผิดพลาดได้ทั้งสิ้น
เพราะบุคคลอื่นนั้นเขาก็อาจมีความเห็นผิดมาก่อนแล้วก็ได้
หรือคนเขียนตำราก็อาจมีความเห็นผิดมาก่อน หรือแม้คนเขียนตำราก็อาจจะมีความเห็นถูกมาก่อน
หรือตำราก็อาจถูกเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพี้ยนก่อนที่จะมาถึงเราแล้วก็ได้ แม้แต่สามัญสำนึก ที่เป็นความรู้สึกธรรมดาๆของจิตใจเราเอง
มันก็ยังจะหลอกเราให้มีความเห็นที่ผิดได้
ส่วนเหตุผลที่น่าเชื่อที่สุดนั้นก็ยังเชื่อไม่ได้ เพราะถ้าเหตุมันผิด
ผลมันก็ย่อมที่จะผิดตามไปด้วยเสมอ ส่วนบุคคลที่ดูภายนอกว่าน่าเชื่อถือที่สุด
หรือแม้แต่ครูอาจารย์ของเราเองก็ตาม ถ้าบังเอิญเขามีความเห็นที่ผิดมาก่อน
แล้วเราเชื่อเขา เราก็จะพลอยมีความเห็นที่ผิดตามเขาไปด้วย ซึ่งจากเหตุผลนี้เองที่คนมีปัญญา
จึงไม่เชื่อจากใครๆ แม้จากเหตุผลและสามัญสำนึกของตัวเองก็ตาม สำหรับผู้มีปัญญาแล้ว ก่อนอื่นเขาจะไม่สนใจไปศึกษาเรื่องอะไรที่ไม่ควรสนใจ
เขาจะสนใจศึกษาแต่เฉพาะเรื่องที่ควรสนใจ อันได้แก่เรื่องที่จะทำให้เขาเกิดความเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้อง
หรือเรื่องว่าทำอย่างไรชีวิตจึงจะไม่มีความทุกข์ ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจที่จะไปศึกษาหรือพิสูจน์เรื่องเหลวไหลไร้สาระ
ที่มีผู้มาท้าทายหรืออวดอ้างทั้งหลาย สำหรับผู้มีปัญญา เมื่อได้รับรู้เรื่องราวหรือคำสอนใดมา
เขาก็จะนำมาพิจารณาดูก่อน ว่าคำสอนนั้นมีโทษหรือมีประโยชน์ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่ามีโทษ
(คือปฏิบัติตามแล้วเกิดความทุกข์ความเดือดร้อน) เขาก็จะละทิ้งไม่สนใจ
แต่ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ (คือปฏิบัติตามแล้วเกิดความสุขและความทุกข์ลดน้อยลง)
เขาก็ยังไม่เชื่อ แต่เขาจะนำเอามาทดลองปฏิบัติดูก่อน
ถ้าทดลองปฏิบัติจนเต็มความสามารถแล้วไม่ได้รับผล (คือไม่มีความสุข และความทุกข์ก็ไม่ลดน้อยลง)
เขาก็จะละทิ้งอีกเหมือนกัน จนกว่าเขาจะทดลองปฏิบัติ จนได้รับผลเป็นความสุขมากขึ้น
และความทุกข์ลดน้อยลงจริง เขาก็จึงจะเชื่อและรับเอาไปปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นต่อไป นี่คือหลักในการสร้างความเชื่อของผู้ที่มีปัญญา
คือเขาจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้พิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยตนเองอย่างแน่ชัดก่อนแล้วเท่านั้น
ซึ่งศาสนาส่วนใหญ่จะไม่มีหลักคำสอนเช่นนี้ จะมีก็บางศาสนาเท่านั้น
แต่ถึงบางศาสนานั้นจะมี ก็ไม่ได้รับความสนใจนำมาศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง
เพราะผู้นับถือส่วนใหญ่ค่อนข้างจะมีสติปัญญาน้อย ดังนั้นผู้ที่ปฏิญาณตนว่าไม่มีศาสนาทั้งหลาย
จึงควรที่จะมีหลักในการสร้างความเชื่อเช่นนี้เอาไว้ในใจ เพื่อที่จะได้เป็นคนที่มีปัญญาอย่างแท้จริง
และมีความกล้าหาญที่จะประกาศตนว่า ไม่มีศาสนาได้อย่างภาคภูมิใจ และไม่กลัวใครตำหนิ
พร้อมทั้งยังสามารถชี้แนะให้ผู้อื่นเกิดมีปัญญาที่แท้จริงขึ้นมาได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าได้ช่วยสังคมให้สงบสุข
และช่วยโลกให้มีสันติภาพไปในตัว ศาสนามีอะไรเป็นสิ่งสูงสุด? ศาสนาทั้งหลายของโลกย่อมที่จะมี สิ่งสูงสุด เพื่อให้ผู้นับถือยึดถือเอาไว้ ในฐานะสิ่งที่ต้องเกรงกลัว
และเคารพ รวมทั้งเชื่อฟังเสมอ ซึ่งบางศาสนาก็เรียกว่า พระเจ้า บางศาสนาก็เรียกว่า
เทพเจ้า บางศาสนาก็เรียกว่า ธรรมชาติ บางลัทธิก็เรียกว่า อำนาจศักดิ์สิทธิ์
เป็นต้น สิ่งสูงสุดทั้งหลายของทุกศาสนานี้โดยสรุปแล้วก็จะมีลักษณะเหมือนกัน
คือ เป็นผู้ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป ซึ่งการดลบันดาลของสิ่งสูงสุดนั้นโดยสรุปก็คือ
การสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา รักษาสิ่งต่างๆเอาไว้ และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา
ซึ่งสรรพสิ่งทั้งหลายของโลกและของจักรวาล รวมทั้งความเจริญ ความเสื่อม และความสุข
ความทุกข์ ความโง่ ความฉลาด เป็นต้น ที่มนุษย์สมมติขึ้นมานี้ ก็ล้วนเกิดมาจากการดลบันดาลจากสิ่งสูงสุดนี้ทั้งสิ้น
ซึ่งถ้าไม่มีความเชื่อจากศาสนามาครอบงำ เราก็จะมองเห็นความจริงว่า สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในโลกหรือในจักรวาลก็คือ
สิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้จริงในปัจจุบันที่เรียกว่า ธรรมชาติ นี่เอง สรุปได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
รวมทั้งมนุษย์ทุกคน ย่อมที่จะต้องมีสิ่งสูงสุดมาคอยดลบันดาลหรือควบคุมอยู่ทั้งสิ้น
ไม่ว่าใครจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เพียงแต่ในทางศาสนาจะมองว่าเป็นบุคคล หรือเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีอำนาจวิเศษหรือศักดิ์สิทธิ์
แต่สำหรับผู้ที่ไม่ยึดติดในศาสนา จะมองว่าเป็นธรรมชาติ
ซึ่งถ้าเราจะมองด้วยใจเป็นกลางแล้วเราก็จะพบว่า ไม่ว่าสิ่งสูงสุดนั้นจะเป็นบุคคลตัวตนหรือเป็นธรรมชาติ
มันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นเอง สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในจักรวาลคืออะไร? ความรู้ที่จะมาช่วยให้เราเข้าใจว่า
ชีวิตคืออะไร? นั้น เราก็ต้องมาศึกษาสิ่งพื้นฐานที่สร้างเราและมนุษย์รวมทั้งสิ่งทั้งหลายขึ้นมา
และเมื่อเรารู้จักสิ่งพื้นฐานนี้อย่างถูกต้องแล้ว
เราก็จะรู้และเข้าใจได้อย่างถูกต้องเองว่า ชีวิตคืออะไร? สิ่งพื้นฐานที่เราสามารถพบเห็นได้จริง
ที่สร้างมนุษย์และทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาก็คือ ธรรมชาติ โดยธรรมชาติจะมี กฎของธรรมชาติ สำหรับสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้
รวมทั้งทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา ซึ่งกฎของธรรมชาตินี้
เราก็สามารถพบเห็นได้จริงอยู่แล้ว ในทุกสิ่งทุกอย่างของธรรมชาตินี่เอง กฎธรรมชาติพื้นฐานที่สำคัญที่มีอำนาจสูงสุด
ที่เรียกว่า กฎสูงสุดของธรรมชาติ ที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและในจักรวาลนี้เอาไว้ก็คือกฎง่ายๆเพียงข้อเดียว
คือกฎที่ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่ จะต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่ทั้งสิ้น คำว่า ทุกสิ่ง หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่เว้นสิ่งใด ทั้งสิ่งที่เป็นวัตถุ และสิ่งไม่ใช่วัตถุ ซึ่งสิ่งที่เป็นวัตถุก็ตั้งแต่สิ่งที่เล็กที่สุดในระดับอะตอมขึ้นไป
เป็นวัตถุสิ่งของใหญ่ๆทั้งหลาย รวมทั้งพวกรังสีและพลังงานทั้งหลายด้วย
ส่วนสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุก็ได้แก่พวกจิตใจ คือ การรับรู้, ความจำ,
ความรู้สึก, และการปรุงแต่งของจิต (เช่น ความอยากและความคิด) รวมทั้งนามธรรมทั้งหลายที่มนุษย์สมมติขึ้นมา
เช่น ความเสื่อม ความเจริญ ความดี ความชั่ว ความรวย ความจน ความสุข ความทุกข์ ความโง่
ความฉลาด เป็นต้นนั่นเอง ส่วนคำว่า เกิดขึ้น หมายถึง จากเดิมที่ไม่มีอยู่ก่อน
แล้วจึงมามีในภายหลัง ซึ่งก็ตรงข้ามกับคำว่า ดับหายไป ที่หมายถึง จากเดิมที่มีอยู่ก่อน
แล้วจึงมาไม่มีในภายหลัง, ส่วนคำว่า ตั้งอยู่ หมายถึง เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว
แต่ยังไม่ดับหายไป, ส่วนคำว่า ปรุงแต่ง ก็หมายถึง กิริยาที่มากระทำ
หรือ กระตุ้น หรือ ประกอบ หรือ สร้าง ส่วนคำว่า เหตุ หมายถึง ต้นเหตุ หรือ สิ่งที่มากระทำ หรือ สิ่งที่มาปรุงแต่ง ซึ่งเป็นเหตุใหญ่หรือสำคัญเพียงเหตุเดียว,
ส่วนคำว่า ปัจจัย หมายถึง เหตุย่อยๆที่มีหลายเหตุ
หรือหมายถึง สิ่งที่มาช่วยสนับสนุนเหตุใหญ่ คือถ้ามีแต่เหตุเพียงอย่างเดียว
ไม่มีปัจจัย ก็จะไม่สามารถปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาได้ หรือถ้ามีแต่ปัจจัย
ไม่มีเหตุ ก็ไม่สามารถปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาได้อีกเหมือนกัน จะต้องมีทั้งเหตุและปัจจัยอย่างสมบูรณ์พร้อม
จึงจะเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ แต่เรามักไม่กล่าวถึงปัจจัย
เพราะไม่สำคัญและปัจจัยอาจมีมาก รวมทั้งเราก็รู้กันอยู่แล้ว คือเรามักจะกล่าวสั้นๆว่า
เมื่อมีเหตุ จึงมีผล เท่านั้น ซึ่งก็ขอให้เราเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย อย่างเช่น เมื่อมีเหตุคือแม่ไก่
และมีปัจจัยคือ อาหาร น้ำ อากาศ เป็นต้น เป็นปัจจัย จึงมีไข่ไก่เกิดขึ้น
แต่ถ้าไม่มีแม่ไก่ ถึงแม้จะมีอาหาร น้ำ และอากาศอยู่พร้อม ก็จะไม่มีไข่ไก่
หรือมีแม่ไก่ แต่ไม่มีอาหาร หรือน้ำ หรืออากาศ เป็นต้น
ก็จะไม่มีไข่ไก่อีกเหมือนกัน ซึ่งเราก็มักจะกล่าวสั้นๆว่า เมื่อมีแม่ไก่
จึงมีไข่ไก่ หรือเมื่อไม่มีแม่ไก่ ก็จะไม่มีไข่ไก่เท่านั้น เป็นต้น เมื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
จะต้องอาศัยเหตุปัจจัยมาปรุงแต่งหรือสร้างให้เกิดขึ้น ดังนั้นเราจะเรียกทุกสิ่งที่มีลักษณะเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยนี้ว่าเป็น
สิ่งปรุงแต่ง (การเอาสิ่งหลายๆสิ่งที่แตกต่างกันมาประกอบขึ้นมา)
ซึ่งการปรุงแต่งหรือสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมานี้ ก็มีทั้ง การปรุงแต่งหรือสร้างโดยธรรมชาติเอง
อันได้แก่วัตถุสิ่งของและพลังงานที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ, ดวงดาว, ภูเขา,
แม้น้ำ, ทะเล, ดิน, น้ำ, ไฟ, อากาศ, ต้นไม้, ป่าไม้, และ
สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย, รวมทั้งร่างกาย, และการรับรู้, ความจำ, ความรู้สึก เป็นต้น
และการปรุงแต่งหรือสร้างโดยสิ่งที่มีชีวิต เช่น รังนก, บ้าน, รถยนต์, โทรทัศน์,
คอมพิวเตอร์, รวมทั้งการปรุงแต่งของจิต เช่น พวกความอยาก และความคิด เป็นต้น
กฎสูงสุดนี้บอกอะไรกับเราบ้าง? กฎสูงสุดนี้เป็นกฎที่เฉียบขาดของธรรมชาติ
ที่ครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างในโลก และในจักรวาลเอาไว้ ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่นอกเหนือกฎนี้ไปได้
ซึ่งถ้าเราพิจารณาอย่างหยาบๆ เราก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครๆก็รู้กันอยู่แล้วเป็นปกติ
ไม่เห็นว่าจะมีความพิเศษอะไร แต่ถ้าเราจะตั้งใจพิจารณาให้ดีแล้ว เราก็จะพบกับความลับบางอย่างของธรรมชาติ
ที่ซ่อนอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างนี้ได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะความลับของชีวิตทั้งหลาย ในขั้นต้นกฎนี้ได้บอกให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นมาอย่างกว้างๆก่อนว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาในโลกและในจักรวาลนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ทั้งสิ้น
ไม่มากก็น้อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม เพราะเหตุที่มาปรุงแต่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมานั้น
มันก็ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยอื่นๆ เพื่อมาปรุงแต่งตัวของมันขึ้นมาอีกเหมือนกัน
คือมันจะมีเหตุและปัจจัยที่ปรุงแต่งผลขึ้นมา แล้วผลนั้นมันก็ยังจะมาเป็นเหตุหรือปัจจัยเพื่อปรุงแต่งผลใหม่ๆขึ้นมาอีก
คือมันจะเป็นเหตุ-เป็นผล เป็นเหตุ-เป็นผล เช่นนี้เกี่ยวพันกันต่อๆไป เหมือนลูกโซ่ที่คล้องต่อกันเอาไว้เป็นสายยาวๆ
และยังเกี่ยวพันกับสายอื่นๆอีกมากมายอย่างยุ่งเหยิง
หรือเหมือนกับการผลักดันกันต่อๆไปเป็นทอดๆของโดมิโนที่สลับซับซ้อนและยุ่งเหยิงนั่นเอง ศาสนาต่างๆ ก็จะมีความเชื่อว่ามีสิ่งสูงสุดที่ศาสนานับถืออยู่
มาเป็นผู้ควบคุมหรือดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป โดยเฉพาะความเจริญ
ความเสื่อม หรือความสุข ความทุกข์ของมนุษย์เราแต่ละคน
แต่สำหรับคนไม่มีศาสนาก็จะมองว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นและเป็นไปนั้น เกิดมาจากการผลักดันกันของเหตุและผลมากมายที่สลับซับซ้อน
ที่บางสิ่งเราก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเหตุผลของมันมองเห็นได้ง่าย
แต่บางสิ่งก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะเหตุผลของมันมากและสลับซับซ้อน รวมทั้งยังเกี่ยวพันกันอย่างยุ่งเหยิงจนหาต้นเหตุจริงๆไม่เจอ
แต่ไม่ว่าเราจะหาต้นเหตุของมันเจอหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งก็ย่อมเป็นไปตามเหตุและปัจจัยอยู่วันยังค่ำ
ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุและปัจจัยได้ เพราะนี่คือกฎสูงสุดของธรรมชาติ เมื่อเราเข้าใจระบบการดลบันดาล หรือการผลักดันของกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้แล้ว
ก็จะทำให้เราหายโง่ เพราะเข้าใจแล้วว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมาก็ตาม
แม้ว่าจะสิ่งนั้นใครจะบอกว่าเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่สุดก็ตาม แต่เราจะมองเห็นว่ามันก็เป็นของมัน เช่นนั้นเอง คือมันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน หาได้มีความน่าอัศจรรย์เลย
แล้วก็จะทำให้เราเข้าใจโลก เข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจมนุษย์ และเข้าใจจิตของมนุษย์ทุกคน
ว่าทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น อันจะทำให้เราปล่อยวางโลกลงได้อย่างมาก (คือมีความยึดถือลดน้อยลง)
ไม่เป็นคนแบกโลกเอาไว้ให้หนัก หรือเป็นทุกข์ไปเปล่าๆ ด้วยความโง่เขลา กฎสูงสูงสุดได้บอกความลับอะไรกับเราบ้าง? กฎสูงสุดนี้ได้บอกความลับที่สำคัญ
๓ ประการให้เราได้รู้ อันได้แก่ ๑. สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายล้วน ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
(คือเป็นเพียงตัวตนมายา หรือตัวตนชั่วคราวเท่านั้น) เพราะว่าเมื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
ล้วนจะต้องอาศัยสิ่งอื่นๆมาเป็นเหตุและปัจจัยเพื่อปรุงแต่งมันขึ้นมา จึงทำให้หาสิ่งที่ตัวตนที่แท้จริงของมันไม่มี
อย่างเช่นร่างกายของเราก็ต้องอาศัยอวัยวะต่างๆมาประกอบขึ้นมา
และอวัยวะต่างๆก็ต้องอาศัยอาหาร(ดิน), น้ำ, ความร้อน, อากาศ เพื่อสร้างขึ้นมาอีกเหมือนกัน
ดังนั้นจึงหาตัวตนของร่างกายจริงๆไม่มี เป็นต้น ๒. สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายล้วน ไม่เที่ยงแท้ถาวร
คือไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ หรือดำรงอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป (ไม่เป็นอมตะนิรันดร)
คือเมื่อสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายล้วนต้องอาศัยสิ่งอื่นๆมาเป็นเหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา
ดังนั้นเมื่อเหตุหรือปัจจัยของมันเปลี่ยนแปลงไป สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั้นก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเสมอ
และเหตุกับปัจจัยต่างๆที่มาช่วยปรุงแต่งนั้น มันก็ยังต้องอาศัยเหตุและปัจจัยอื่นๆ เพื่อมาปรุงแต่งตัวของมันขึ้นมาอีกเหมือนกัน
และเหตุกับปัจจัยที่เป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง (อันได้แก่ ของแข็ง, ของเหลว, ความร้อน,
และก๊าซ) ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเกิดขึ้นมาแล้วจะตั้งอยู่อย่างถาวรได้ (แม้อะตอมก็ยังแตกสลายได้)
ดังนั้นสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย จึงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
และต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับ (ใช้กับพวกนามธรรมหรือจิต) หายไป
อย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว อย่างเช่นร่างกาย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
สุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว ก็ต้องแตกสลายหรือตายไปอย่างแน่นอนในที่สุด ๓. สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายล้วน ต้องทนประคับประคองตัวเองอยู่ด้วยความยากลำบากตลอดเวลา
(เป็นทุกข์) เพราะเมื่อสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย ล้วนจะต้องอาศัยเหตุและปัจจัยต่างๆมากมายหลายชั้น
เพื่อมาปรุงแต่ง หรือมาประกอบมันขึ้นมา ดังนั้นสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย จึงต้องมีความยากลำบาก
ทั้งในการที่จะต้องคอยแสวงหาเหตุมาปรุงแต่งตัวของมันให้เกิดขึ้นมาอยู่เสมอ และยังต้องมีความยากลำบาก
ในการที่จะต้องคอยดูแลรักษาเหตุและปัจจัยภายในตัวของมันนั้นเอาไว้
ไม่ให้มันเสื่อมสลายไป จากความเปลี่ยนแปลงภายในตัวของมันเอง รวมทั้งยังต้องมีความยากลำบาก
ในการที่จะต้องคอยระมัดระวังหรือป้องกันไม่ให้สิ่งต่างๆภายนอกมาทำลาย อีกด้วย ในกรณีของสภาวะที่ต้องทนอยู่นี้ ถ้าเป็นวัตถุสิ่งของที่ไม่มีชีวิต
ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันไม่มีจิตมารับรู้สภาวะที่ต้องทนอยู่ของมันนี้
แต่เราก็สามารถพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ให้เข้าใจถึงสภาวะที่ต้องทนอยู่ของมันได้
แต่ในส่วนของสิ่งที่มีชีวิตนี้ย่อมมีปัญหา เพราะมันมีจิตที่สามรารถรับรู้ถึงสภาวะที่ต้องทนอยู่ของมันได้
อย่างเช่น ร่างกายของเราก็ต้องทนต่อความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย
ความอึดอัด ความเจ็บ ความปวด เป็นต้นอยู่ตลอดเวลามากบ้าง น้อยบ้าง หรือเมื่อจิตเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาแล้ว
ตัวเราที่เกิดขึ้นมานี้ก็จะเกิดความรู้สึกทรมาน หรือเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นต้น เราจะใช้หลักเกณฑ์อะไรมาศึกษา? เราได้เข้าใจแล้วว่า
สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย ล้วนไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
และไม่เที่ยงแท้ถาวร รวมทั้งต้องทนอยู่อีกด้วย ซึ่งความจริงของธรรมชาติทั้ง ๓ ประการนี้เอง
ที่เราจะนำมาใช้พิจารณาหาความจริงของชีวิตทั้งหลาย ทั้งของเราและผู้อื่น
รวมทั้งของสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลาย ในโลกและในจักรวาล
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในพื้นฐานของทุกสิ่งได้อย่างถูกต้องด้วยตัวของเราเอง โดยไม่เชื่อจากใครๆ
หลักเกณฑ์ที่เราจะนำมาใช้พิจารณาก็คือ
ให้เราสังเกตว่า
สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่นั้น
เป็นสิ่งปรุงแต่งหรือไม่ ? ถ้าพบว่าสิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่นั้นเป็นสิ่งปรุงแต่ง
เราก็เข้าใจได้เลยว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และไม่เที่ยงแท้ถาวร รวมทั้งยังต้องทนอยู่อีกด้วย
ส่วนการที่เราจะรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งปรุงแต่งหรือไม่นั้น
ก็ให้เราสังเกตดูว่า สิ่งนั้นมีลักษณะเกิดขึ้นหรือไม่? ถ้าสิ่งใดมีลักษณะเกิดขึ้น เราก็เข้าใจได้เลยว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งปรุงแต่ง หลักเกณฑ์ที่เราจะนำมาใช้พิจารณาอีกข้อหนึ่งก็คือ
ให้เราสังเกตว่า ถ้าสิ่งใดมีลักษณะต้องอาศัยเหตุและปัจจัย
เพื่อมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ สิ่งนั้นก็จัดว่าเป็นสิ่งปรุงแต่ง คือสรุปง่ายๆว่า ถ้าสิ่งใดมีลักษณะเกิดขึ้น
หรือ ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยเพื่อเกิดขึ้นและตั้งอยู่ สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งปรุงแต่งอย่างแน่นอน
ซึ่งสิ่งปรุงแต่งนี้ก็ย่อมที่จะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และไม่เที่ยงแท้ถาวร
รวมทั้งยังต้องทนอยู่อีกด้วย หลักการอะไรที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์? สิ่งสำคัญในการพิจารณานี้ก็คือ
เราจะต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์มาศึกษา คือเราจะเอาสิ่งที่ปรากฏหรือมีอยู่จริงๆในปัจจุบัน
ที่เราสามารถรู้เห็นหรือรู้สึกได้จริงด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเรา ที่ยังดีอยู่นี้เท่านั้นมาใช้ศึกษาหรือพิจารณา
เราจะไม่อาศัยการคาดคะเน หรือนึกเดาเอา หรือเชื่อตามคนอื่นอย่างเด็ดขาด
แม้ใครจะโอ้อวดว่าเขามีความรอบรู้อย่างยิ่ง หรือมีอิทธิฤทธิ์มากมายสักเพียงใดก็ตาม
หรืออวดอ้างว่าเป็นผู้วิเศษที่รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างสักเท่าใดก็ตาม
เราก็จะไม่เชื่อ จนกว่าเราจะพิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วอย่างแน่ชัด การศึกษาที่ขัดแย้งหรือตรงข้ามกับหลักวิทยาศาสตร์อย่างยิ่งก็คือ
การเชื่อจากผู้อื่นโดยตนเองไม่ได้รู้เห็นจริงด้วยตนเองอย่างแน่ชัด ซึ่งนั่นเป็นหลักของไสยศาสตร์
(ที่หมายถึงความรู้ของคนหลับ) ที่อาศัยเพียงความเชื่อโดยไม่ใช้ปัญญา คือไม่มีเหตุผล
และไม่มีของจริงมายืนยัน ซึ่งไสยศาสตร์ก็ย่อมที่จะมีแต่เรื่องลึกลับไกลตัว
หรือเรื่องที่เขาเชื่อว่าเหนือธรรมชาติ เช่น เรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ปาฏิหาริย์
หรือสิ่งวิเศษ หรืออำนาจวิเศษต่างๆที่พิสูจน์ให้เห็นจริงไม่ได้
มีแต่คำล่ำลือปากต่อปากเท่านั้น
และคนที่เชื่อก็มักเป็นคนไม่ชอบใช้ความคิดและขลาดกลัวหรืออ่อนแอ เช่นเด็กและสตรี
อย่างเช่นเรื่องที่ว่า
จะมีจิตของมนุษย์หรือสิ่งที่มีชีวิต ที่จะสามารถล่องลอยออกจากร่างกายที่ตายไปแล้ว ไปเกิดใหม่ยังร่างกายใหม่ๆได้
(อย่างที่เรียกกันว่า ผี หรือวิญญาณ)
หรือเรื่องสถานที่สำหรับลงโทษมนุษย์ที่ทำความชั่วที่ตายไปแล้ว (นรกใต้ดิน)
หรือสถานที่สำหรับเป็นรางวัลแก่มนุษย์ที่ทำความดีเมื่อตายไปแล้ว (สวรรค์บนฟ้า)
หรือเรื่องเทวดา นางฟ้า ปีศาจ ซาตาน เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ทั้งสิ้น ถ้าเรายังเชื่อมั่นว่าเรื่องราวหรือสิ่งเหล่านี้มีจริง
ก็แสดงว่าเรายังเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงไม่ได้ เพราะยังไปหลงเชื่อสิ่งที่เราเองก็ยังพิสูจน์ให้เห็นจริงไม่ได้
แล้วจะมาเป็นนักวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาความจริงให้กับตัวเองได้อย่างไร? จุดนี้นับว่าสำคัญที่สุด ที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลย
ถ้าปรารถนาที่จะค้นหาความจริงให้กับตัวเอง เราควรศึกษาจากอะไร? เด็กเล็กๆที่ด้อยปัญญา
ก็จะมาหลงผิดยึดถือเอาทั้งร่างกายและจิตใจของตัวเอง ว่าเป็น ตัวตนที่แท้จริงที่จะสามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้โดยไม่ตาย แต่ผู้ใหญ่บางคนที่มีปัญญาขึ้นมาหน่อย ก็จะเข้าใจได้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
เพราะมองเห็นอยู่ว่าไม่มีร่างกายของใครที่จะไม่ตาย แต่ผู้ใหญ่นั้นก็ยังอาจจะมายึดถือ
จิต ว่าเป็นตัวตนที่แท้จริง ที่สามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้
คือเชื่อว่ามันสามารถจะออกจากร่างกายที่ตายไปแล้ว ไปเกิดยังร่างกายใหม่ได้
ซึ่งนี่เป็นความเห็นหรือความเชื่อของผู้คนส่วนมากของโลก ที่เชื่อตามสังคม หรือตามตำรา
หรือตามศาสนา และมีสามัญสำนึกของตัวเองที่มันรู้สึกว่ามีตัวเองอยู่จริงๆในโลกมาเป็นสิ่งยืนยัน และเป็นความเชื่ออย่างไสยศาสตร์ จากหลักเกณฑ์ที่ว่า
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัยทั้งหลาย
ล้วนไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง นี้เอง
ที่เราจะนำมาใช้พิจารณาทุกสิ่ง เพื่อค้นหาความจริงว่า จะมีสิ่งใดบ้างที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
ซึ่งสิ่งต่างๆในโลกและในจักรวาลนั้นมีมากมาย แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไปพิจารณามันทั้งหมดก็ได้
เพียงแค่เราเข้าใจพื้นฐานของมันว่า มันไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่อาศัยเหตุและปัจจัย
หรือมันจะต้องอาศัยเหตุและปัจจัยต่างๆมากมาย เพื่อมาสร้างหรือประกอบมันขึ้นมาเท่านั้นก็พอ
แล้วเราก็จะเข้าใจได้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะมาเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรได้แล้ว
ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะต้องนำมาพิจาณาก็คือ ร่างกายและจิตของเราเอง
และเมื่อเข้าใจแล้วถึงความจริงพื้นฐานของร่างกายและจิตใจของเราเองแล้ว
เราก็จะเข้าใจถึงร่างกายและจิตใจของผู้อื่นไปด้วยทั้งหมด
เพราะมีความจริงพื้นฐานเหมือนกัน วัตถุมีตัวตนที่แท้จริงหรือไม่? เมื่อเรานำน้ำแข็งมาก้อนหนึ่งแล้ววางไว้นอกตู้เย็น
เราก็จะพบว่า ก้อนน้ำแข็งนั้นจะค่อยๆละลายไปเรื่อยๆ
จนในที่สุดก้อนน้ำแข็งนั้นก็จะหายไป ซึ่งนี่แสดงถึงว่าก้อนน้ำแข็งนั้นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากน้ำและอุณหภูมิที่ต่ำมากๆเท่านั้น
เมื่ออุณหภูมิต่ำๆนั้นหายไป(คือร้อนขึ้น) สภาวะของน้ำแข็งจึงหายตามไปด้วย และเหลือน้ำอยู่ให้เห็น
ซึ่งแม้แต่น้ำนั้นก็ยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงอีก เพราะเมื่อน้ำนั้นอยู่ในอุณหภูมิที่สูงมันก็จะค่อยๆละเหยกลายเป็นไอน้ำไปอีก ซึ่งนี่คือสภาวะที่เราสามารถพบเห็นได้จริงด้วยตาของเราเอง แต่นักวิทยาศาสตร์จะบอกละเอียดขึ้นไปอีกว่า
แม้ไอน้ำนั้นก็ยังประกอบด้วยออกซิเจนกับไฮโดรเจนมาผสมกันอีก
และแม้ออกซิเจนกับไฮโดรเจนก็ยังประกอบด้วยอะตอมจำนวนมากมารวมตัวกัน
ส่วนอะตอมก็ยังประกอบด้วยอนุภาคของโปรตอน นิวตรอน และอีเลกตอนอีก
ซึ่งอนุภาคเหล่านี้ก็ยังเป็นแค่เพียงพลังงานที่อัดแน่นจนเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งเรื่องที่ละเอียดเกินไปเช่นนี้
เราจะไม่เชื่อหรือไม่สนใจก็ได้เพราะไม่สำคัญ นี่คือลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของวัตถุทั้งหลาย
คือวัตถุทั้งหลายล้วนเกิดมาจากสิ่งที่ย่อยเล็กที่สุด (ที่เรียกว่าวัตถุธาตุ) จำนวนมหาศาลที่มาประกอบขึ้นมาเท่านั้น
แต่เรามักมองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจ
เพราะเรารูสึกว่าวัตถุทั้งหลายนั้นมันมีตัวตนของมันเองจริงๆ อย่างเช่น เราอาจจะเห็นว่าแอปเปิลผลหนึ่งนั้นเป็นแอปเปิลจริงๆ
เพราะมันมีรูปร่าง มีรส มีกลิ่นที่เป็นแอปเปิลจริงๆ ซึ่งนั่นคือสภาวะที่ธรรมชาติหลอกเรา
แต่ถ้าเราเอาผลแอปเปิลนั้นมาวางไว้ที่อุณหภูมิปกตินานๆ
ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน เราก็จะเห็นว่าผลแอปเปิลนั้นจะค่อยๆแห้งเหี่ยวไป
เพราะน้ำในผลแอปเปิลนั้นจะค่อยๆละเหยหายไป และในที่สุดสภาวะของแอปเปิลนั้นก็จะหายไป
เหลืออยู่แต่ของแข็งๆเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ซึ่งของแข็งนั้นต่อไปมันก็จะกลายเป็นดินไป ซึ่งนี่แสดงถึงว่า
ผลแอปเปิลนั้นประกอบขึ้นมาจากดิน น้ำ และก๊าซ ในอุณหภูมิระดับหนึ่งนั่นเอง จึงเท่ากับว่า
ไม่มีสภาวะที่จะมาเป็นตัวตนของผลแอปเปิลนั้นจริง วัตถุทั้งหลายก็ไม่ต่างอะไรกับผลแอปเปิล
คือประกอบด้วยของแข็ง ของเหลว อุณหภูมิ
(ความร้อนคือการสั่นสะเทือนของอะตอมในระดับความถี่สูง) และก๊าซ
ในลักษณะที่แตกต่างกัน วัตถุบางอย่างก็มีสถานะเป็นของแข็ง บางอย่างก็เป็นของเหลว
บางอย่างก็เป็นก๊าซ และบางอย่างก็มีอายุยาวนานมากกว่ามันจะเสื่อมสลายหายไป อย่างเช่น
เพชร หรือก้อนหิน หรือเหล็ก เป็นต้น แต่บางอย่างก็มีอายุสั้น อย่างเช่น ผลไม้ หรือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาทั้งหลาย
หรือร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เป็นต้น ในขั้นนี้เราจะต้องมองให้เห็นว่า
วัตถุทั้งหลายไม่ใช่หรือไม่ได้มีตัวตนที่แท้จริง คือมองให้เห็นว่าวัตถุทั้งหลายประกอบขึ้นมาจากวัตถุธาตุจำนวนมหาศาล
ที่มายึดเกาะรวมตัวกันขึ้นมาเท่านั้น เมื่อถูกความร้อนสูงๆมาเผา หรือถูกทุบ
ถูกตีแรงๆ วัตถุธาตุนั้นมันก็ย่อมที่จะแตกแยกกันออกไป
ไม่สามารถที่จะเกาะกุมตัวกันอยู่ในสภาวะเดิมได้ตลอดไป หรือแม้ไม่มีอะไรมาทำลาย ไม่ช้าก็เร็ว
มันก็ต้องสลายตัวเองอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งการเห็นสภาวะเช่นนี้เอง
ที่จะทำให้เราเข้าใจถึงสภาวะของความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของวัตถุทั้งหลายได้
อันจะเป็นพื้นฐานให้เข้าใจถึงสภาวะที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของร่างกายและจิตใจต่อไปได้
แต่ถ้าเรายังไม่เข้าใจถึงสภาวะที่ไม่มีตัวตนที่แท้จริงของวัตถุทั้งหลาย
เราก็จะไม่มีทางเข้าใจถึงสภาวะที่ไม่มีตัวตนที่แท้จริงของร่างกายและจิตใจทั้งหลายได้
ร่างกายมีตัวตนที่แท้จริงหรือไม่? ร่างกายของเรานั้นเป็นวัตถุที่มองเห็นได้ด้วยตา
จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ เพราะเราก็มองเห็นกันอยู่ว่า ร่างกายก็ต้องอาศัยพ่อและแม่เพื่อสร้างหรือทำให้เกิดขึ้นมา
โดยมีลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่มาสร้างเป็นลักษณะของร่างกายหรืออวัยวะต่างๆขึ้นมา
แล้วก็ยังต้องอาศัยอาหาร, น้ำ, อากาศ, รวมทั้งอุณหภูมิที่พอเหมาะ, และการดูแลอย่างดี
เป็นต้น จึงจะเจริญเติบโตขึ้นมาและมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าขาดพ่อหรือแม่ก็เกิดขึ้นมาไม่ได้
หรือถ้าขาดอาหาร, น้ำ, อากาศ, หรืออุณหภูมิที่พอเหมาะ,
หรือการดูแลที่ดีก็จะต้องตายไป และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องมาทนมีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก
มากบ้างน้อยบ้างไปตลอดชีวิต อีกทั้งร่างกายเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ยังมีแต่การเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวินาที
คือมีความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแก่ชราอยู่ทุกวินาที จนในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว
ร่างกายก็ต้องตายไปอย่างแน่นอน คือบางคนก็ประสบอุบัติเหตุ
หรือเจ็บป่วยตายเสียตั้งแต่ยังหนุ่มสาวหรือยังเล็ก ตามเหตุตามปัจจัยที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้
แต่ส่วนมากถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานก็ไม่เกินร้อยปี จะมีเกินบ้างก็เล็กน้อย
ซึ่งนี่คือความจริงที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหลาย เมื่อร่างกายนี้ตายไป ก็เท่ากับวัตถุธาตุต่างๆ
คือดิน, น้ำ, ความร้อน, และอากาศ ที่มาประกอบเป็นอวัยวะต่างๆของร่างกาย ก็ย่อมที่จะแตกสลาย
แยกกลับไปสู่ธรรมชาติเดิมของมัน ซึ่งวัตถุธาตุต่างๆที่แตกสลายไปนั้น จะไม่สามารถที่จะย้อนกลับมาประกอบเป็นร่างกายเหมือนเช่นเดิมได้อีกต่อไป
ซึ่งจุดสังเกตของร่างกายก็คือ มีการเกิดขึ้น และต้องอาศัยเหตุและปัจจัยเพื่อเกิดขึ้นมาและตั้งอยู่
ซึ่งเพียงเท่านี้เราก็เข้าใจได้แล้วว่า ร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง ที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และไม่เที่ยงแท้ถาวร
รวมทั้งยังต้องทนอยู่อีกด้วย |