-1-

พุทธศาสนาในฐานะวิทยาศาสตร์

คำนำ

พุทธศาสนาดั้งเดิมนั้นมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ “สอนวิธีการกำจัดความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์” แต่ในปัจจุบันจุดมุ่งหมายนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเข้าใจผิด คือกลายเป็นว่าพุทธศาสนาเป็นเพียงที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้ที่นับถือเท่านั้น อีกทั้งการนับถือก็ยังเป็นอย่างไสยศาสตร์คือทำไปด้วยความงมงาย ไร้เหตุผล และยังถูกมองว่าเป็นเพียงสาขาหนึ่งของศาสนาฮินดูเท่านั้น จึงทำให้คุณค่าที่แท้จริงของพุทธศาสนาสูญหายไป
ท่านอาจารย์พุทธทาส ภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านได้เพียรพยายามนำเอาหลักการดั้งเดิมของพุทธศาสนามาสั่งสอนแก่ปัญญาชนของโลก ซึ่งก็ได้รับการยอมรับจากปัญญาชนทั่วโลกอย่างมากมาย แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากบุคคลที่ยังนับถืออย่างไสยศาสตร์อยู่มากมายเช่นเดียวกัน
หนังสือ “พุทธศาสนาในฐานะวิทยาศาสตร์” เล่มนี้ ได้พยายามรวบรวมสาระสำคัญจากหนังสือธรรมโฆษณ์ของท่านอาจารย์พุทธทาส มาสรุปเอาไว้ให้ปัญญาชนที่สนใจมาศึกษา โดยมีการอธิบายอย่างวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพื่อให้ปัญญาชนที่สนใจศึกษาหลักการดั้งเดิมของพุทธศาสนาจะได้มีคู่มือเอาไว้ศึกษา และเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อกำจัดทุกข์ในปัจจุบัน
จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์บ้างตามสมควร และถ้าพอจะมีความดีจากหนังสือเล่มนี้อยู่บ้างก็ขอมอบเป็นเครื่องสักการะแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลาย รวมทั้งท่านอาจารย์พุทธทาส ภิกขุ และทั้งขอให้ท่านผู้รู้ทั้งหลาย จงช่วยกันเผยแผ่หลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนาแก่มวลมนุษย์ให้ยิ่งๆขึ้น เพื่อช่วยกันสร้างสรรโลกให้มีสันติภาพอันยั่งยืนกันต่อไป.

เตชะปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๗



วิธีการศึกษาหนังสือเล่มนี้
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น ๓ ภาค คือภาคต้น ภาคปลาย และภาคผนวก โดยภาคต้นนั้นเป็นการปูพื้นฐานให้รู้จักหลักการสำคัญๆของพุทธศาสนา พร้อมรู้จักพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ในแง่มุมที่ควรรู้
ส่วนภาคปลายจะเป็นการศึกษาที่พุ่งเป้าไปสู่ความเข้าใจในหลักการกำจัดทุกข์ของชีวิตในปัจจุบันของเรา ซึ่งก็มีทั้งอย่างสรุปและอย่างละเอียด
ส่วนภาคผนวกจะเป็นการอธิบายถึงวิธีปฏิบัติในแนวทางต่างๆที่จะสามารถแยกแยะออกไปได้ รวมทั้งแนะนำถึงสิ่งสนับสนุนการปฏิบัติที่สำคัญๆเอาไว้ด้วย
การศึกษานั้นควรศึกษาไปตามลำดับ คือจากภาคต้นไปหาภาคปลายและเสริมด้วยภาคผนวก ซึ่งผู้ที่จะศึกษาควรทำใจให้เป็นกลาง ปราศจากความลำเอียง และต้องตั้งใจอ่านพร้อมทั้งเพ่งพิจารณาตามไปด้วยทุกตัวอักษร เพื่อซึมซับเอาความหมายจากข้อความที่อ่านให้เข้ามาสู่จิตใจ จึงจะบังเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดขึ้นมาได้ ถ้าเพียงการอ่านให้ผ่านๆไปเท่านั้นจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นมาได้เลย
การศึกษาต้องประกอบด้วยการอ่านก่อน แล้วนำมาพิจารณาหาเหตุผล หรือหาจุดผิดพลาดจนกว่าจะเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจจุดใดก็ต้องย้อนกลับไปอ่านเรื่องเก่าๆมาใหม่จนจุดติดขัดนั้นหมดสิ้นไป และเมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องมีการจดจำหัวข้อสำคัญๆเอาไว้หรือบันทึกเอาไว้ด้วยกันลืม ซึ่งการศึกษาอย่างนี้เท่านั้นจึงจะทำให้บังเกิดเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้นมาได้จริง
เมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องมีการทดลองปฏิบัติด้วยเสมอ เพื่อพิสูจน์ว่าที่เราเข้าใจมานั้นมันเป็นจริง ไม่ใช่เพียงคาดคะเนหรือเป็นเพียงปรัชญาที่ยังไม่ได้ทดสอบให้เห็นจริงด้วยตนเอง และเมื่อเรามีความเห็นจริงด้วยตนเองแล้ว ต่อไปเราก็ไม่ต้องอ้างอิงหลักการจากใครๆ เพราะเราอ้างอิงความจริงที่ทุกคนสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว

สารบาญ

ภาคต้น

บทที่ ๑ หลักพื้นฐานพุทธศาสนา
บทที่ ๒ พระพุทธ
บทที่ ๓ พระธรรม
บทที่ ๔ พระสงฆ์

ภาคปลาย

บทที่ ๑ ดวงตาเห็นธรรม
บทที่ ๒ ทุกขอริยสัจ
บทที่ ๓ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
บทที่ ๔ ทุกขนิโรธอริยสัจ
บทที่ ๕ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

ภาคผนวก

บทที่ ๑ อริยบุคคล ๔ จำพวก
บทที่ ๒ สติปัฏฐาน ๔
บทที่ ๓ อานาปานสติสมาธิ
บทที่ ๔ อริยมรรคแนวต่างๆ
บทที่ ๕ ปัจจัยของความเพียร

***************************